- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 44 เงาที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
บทที่ 44 เงาที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
บทที่ 44 เงาที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ราวสองทุ่มครึ่ง พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของอุโมงค์เขาซั่วหลง
ทางด่วนที่ถูกทิ้งร้างทอดยาวมาจนถึงแนวเขาที่นอนขวางอยู่เบื้องหน้า ราวกับมังกรยักษ์ที่ถูกพันธนาการไว้ใต้พื้นดิน ส่วนช่องอุโมงค์สีดำมืดบริเวณ “ลำตัว” ของมังกรนั้น ดูราวกับเป็นปากทางสู่นรก ไม่ปรากฏแสงใด ๆ ลอดออกมาเลย
หลินเจวี๋ยไม่ได้เข้าใจเรื่องภูมิทัศน์หรือฮวงจุ้ยนัก แต่แค่ดูจากตำแหน่งการสร้างของอุโมงค์นี้ก็รู้สึกว่ามันผิดแปลกอยู่มาก
เฉียวคังเป็นคนแรกที่ปีนข้ามรั้วเหล็กริมถนน ก่อนจะเปิดกล้องขึ้นมาถ่ายทางเข้าอุโมงค์ เสียงของเขาฟังดูทั้งตื่นเต้นและประหม่า “เพื่อน ๆ ถึงจะมีอุปสรรคเล็กน้อยระหว่างทาง แต่สุดท้ายพวกเราก็มาถึงอุโมงค์จนได้!”
“ตำนานในอุโมงค์แห่งนี้ จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่? มารอชมกันได้เลยครับ ถ้าผมมีชีวิตรอดกลับไปอัปโหลดคลิปนี้ได้ ก็ฝากทุกคนกดไลก์ กดเหรียญ สนับสนุนกันด้วยนะ!”
เขาดูตื่นเต้นผิดปกติ ราวกับมั่นใจว่าคลิปนี้ลงเมื่อไร ตัวเองต้องโด่งดังแน่
เหอผิงเกอเป็นคนที่สองที่ปีนข้ามมา เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เดินตรงไปยังปากอุโมงค์ทันที “รีบถ่ายให้เสร็จแล้วกลับกันดีกว่า”
“พี่ รอผมด้วย” หลินเจวี๋ยรีบก้าวตามไป จนเดินเคียงข้างกัน
ตามหลังสองคนนั้นคือเจียเจีย ถัดมาคือเฉินฟู่กุ้ยกับแฟนสาว ทั้งคู่เดินอยู่กลางขบวน ทำให้เจียเจียรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย
เมื่อถึงทางเข้าอุโมงค์ เฉียวคังหยิบไฟคาดหัวออกมาหลายอันจากกระเป๋า “เดี๋ยวใส่อันนี้ไว้ด้วยนะ”
ทุกคนพยักหน้ารับ ไฟคาดหัวส่องแสงขึ้นพร้อมกัน แสงทั้งหมดรวมเป็นแสงเดียวพุ่งเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ เติมประกายแสงเพียงเล็กน้อยให้ที่แห่งนี้
“ไปกันเถอะ” เฉียวคังพูดพลางยกกล้องขึ้น เดินนำขบวนเข้าไปเป็นคนแรก
ด้านหลังคือเฉินฟู่กุ้ยและแฟนสาว กลางขบวนคือเจียเจีย ส่วนหลินเจวี๋ยกับเหอผิงเกอเดินอยู่ท้ายสุด
อุณหภูมิในอุโมงค์เย็นกว่าด้านนอกอย่างชัดเจน เฉินฟู่กุ้ยจามออกมาทีหนึ่ง พลางถูจมูก “ที่รกร้างแบบนี้ มีแต่พวกเรานี่แหละที่กล้าเข้ามา”
“พูดตรง ๆ จะหาคนบ้าเท่าพวกเราในยุคนี้ก็คงยากแล้วล่ะ”
เฉียวคังพูดกึ่งล้อกึ่งจริง เหมือนต้องการทำลายความตึงเครียด แต่คำพูดนั้นกลับฟังดูแปลกประหลาด จนเฉินฟู่กุ้ยเองก็เงียบไปในทันที ไม่พูดต่ออีกสักคำ
ทุกคนเดินไปในความเงียบ ใช้แสงจากไฟคาดหัวตรวจดูสภาพรอบข้างในอุโมงค์
พื้นมีน้ำขังอยู่หลายจุด บางแห่งมีเศษกระดาษแข็งเปื่อยชื้นกองพิงผนัง มีกลิ่นอับของเชื้อราลอยอยู่ในอากาศ
เฉียวคังหันกล้องไปทางกองกระดาษ “น่าจะมีพวกเก็บของเก่ามาพักอยู่ที่นี่มาก่อน”
หลินเจวี๋ยมองตาม เห็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง เพียงแต่น่าประหลาดใจ ถ้าเป็นพวกเก็บของเก่าจริง แล้วทำไมตอนย้ายไปถึงไม่เอากระดาษพวกนี้ไปด้วย?
สำหรับคนพวกนั้น นี่คือแหล่งรายได้ของพวกเขา ปกติคงไม่มีทางทิ้งไว้เฉย ๆ แบบนี้แน่
เว้นแต่ว่า... พวกเขาต้องหนีเอาชีวิตรอดจนไม่มีเวลาคิดอะไรอีก
“หรือว่าเกิดเรื่องบางอย่างจนต้องหนี?” เขาพึมพำเบา ๆ พลางเดินเข้าไปใกล้ แล้วเริ่มเขี่ยกระดาษพวกนั้นดู
ภายใต้สายตาประหลาดของคนอื่น หลินเจวี๋ยพบว่าด้านในที่ชิดผนังมีตะไคร่น้ำขึ้นเขียวเต็มพื้น และบนตะไคร่น้ำนั้นมีรอยข่วนอยู่หลายรอย
ระดับของรอยข่วนต่ำมาก เหมือนเกิดจากคนที่ล้มลงแล้วพยายามดิ้นรน
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวเขาทันที ชายเก็บของเก่าคนหนึ่งอาศัยพักในอุโมงค์แห่งนี้ แต่บังเอิญเจอ “บางสิ่ง” เขาพยายามโยนของทิ้งแล้ววิ่งหนี ทว่าขาของเขากลับถูกมันคว้าจับ ล้มคว่ำลงไป
“บางสิ่งนั้น” ลากตัวชายคนนั้นไปตามพื้น ในขณะที่เขาพยายามเกาะพื้นดิ้นสุดชีวิต จนเกิดเป็นรอยข่วนเหล่านี้ขึ้นมา
อะไร... จะเป็นสิ่งที่คว้าขาคนลากไปได้แบบนั้น?
หรือว่ามันคือ “บางอย่าง” ที่เคลื่อนไหวอยู่บนพื้นดิน?
เขาปัดคราบเชื้อราที่ติดอยู่บนมือตัวเองออก แล้วสังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังมองมาด้วยสีหน้าแปลก ๆ จึงยิ้มเก้อ พลางพูดว่า
“ขอโทษครับ ขอโทษนะ ผมอ่านนิยายสืบสวนมากไปหน่อย เห็นอะไรแปลก ๆ ทีไรก็อยากสืบดูทุกที”
“สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะจากคณะคณิตศาสตร์” เฉียวคังหัวเราะขึ้น เสียงนั้นฟังไม่ออกเลยว่าเป็นคำชมจริงหรือถากถางกันแน่
“ไปกันต่อเถอะ”
ทุกคนไม่ได้พูดอะไรอีก เดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ต่อ ความเงียบเข้าปกคลุม เหลือเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจแผ่วเบาเท่านั้น
เป็นบางครั้งที่ได้ยินเสียงหนูวิ่งผ่านไป เมื่อเห็นคนพวกมันจะส่งเสียง “จี๊ๆ” ก่อนจะรีบหายเข้าโพรงไป
ระหว่างทางนอกจากขยะที่ถูกทิ้งไว้และโคมไฟบนเพดานที่ร่วงหล่นลงมา ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร อุโมงค์นี้ดูเหมือนจะ “ปกติ” อย่างที่เห็นจริง ๆ
แต่ในระหว่างที่เดินอยู่นั้น เจียเจียซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าเขา หลายครั้งที่เธอหันกลับมามองหลินเจวี๋ยด้วยแววตาไม่พอใจ ทำเอาเขางงไปหมด ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรของเธอกันแน่?
“อีกหน่อยเราก็จะถึงทางปลายทางแล้ว เดินอีกนิดก็กลับได้แล้วล่ะ คลิปวันนี้ได้ภาพพอแล้ว”
เฉียวคังพูดเสียงเบา พลางหันกล้องไปทางตัวเอง “เพื่อน ๆ การสำรวจในวันนี้คงใกล้จบแล้วนะครับ สรุปสุดท้ายของผมคือ… อุโมงค์นี้ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่สถานที่ธรรมดา ตำนานที่พูดกันน่าจะเป็นข่าวลือ อาจเพราะปัญหาเรื่องโครงสร้างเลยถูกทิ้งร้างไป”
ทันใดนั้น เจียเจียที่อยู่ข้างหน้าเหมือนจะหงุดหงิด หันกลับมาจ้องเขาแล้วถามเสียงแข็ง “นายจะเป่าลมหายใจใส่คอฉันทำไม!”
“ผมเป่า? ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” หลินเจวี๋ยยังพูดไม่ทันขาดประโยค ก็รู้สึกได้ถึงลมเย็นวาบที่พัดเฉียดต้นคอด้านหลังของตัวเอง
ลมหายใจแบบนั้นไม่ใช่ของเหอผิงเกอแน่ เพราะลมหายใจของคนจะอุ่น แต่ลมที่พัดผ่านคอนั้นกลับเย็นเฉียบ
ด้วยนิสัยของเหอผิงเกอ เขาไม่มีทางทำอะไรขี้เล่นแบบนั้นแน่ นั่นหมายความว่า... ด้านหลังของหลินเจวี๋ย “มีบางอย่าง” กำลังเป่าลมหายใจใส่เขาอยู่!
แต่ถ้ามีบางอย่างอยู่จริง ทำไมตอนเจียเจียหันมากลับไม่เห็นมันเลย?
หลินเจวี๋ยสะดุ้ง หันขวับกลับไปมองด้านหลังทันที
ข้างหลังเขามีเพียงเหอผิงเกอที่ยืนอยู่ สีหน้าอีกฝ่ายดูผิดปกติ เขายกมือแตะต้นคอตัวเอง เหมือนก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเป่าลมหายใจใส่เช่นกัน
แต่ด้านหลังของเหอผิงเกอ... กลับไม่มีอะไรเลย!
ทำไมกัน? มันต้องอยู่ที่นี่แน่ ๆ ทำไมถึงมองไม่เห็นล่ะ?
หลินเจวี๋ยใช้ดวงตาแห่งความจริงมองกวาดไปทั่ว แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของหมอกดำเลยแม้แต่น้อย
ทว่า... ความรู้สึกเย็นวาบเมื่อครู่นั้น เขามั่นใจว่ามัน “มีอยู่จริง”
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องของเจียเจียดังขึ้นกะทันหัน เธอล้มลงก้นกระแทกพื้น มือสั่นระริกชี้ไปที่ผนังอุโมงค์
“บนผนัง! บนผนังมี... มีเงาเพิ่มขึ้นอีกเงาหนึ่ง!”
เงา!?
เพราะทั้งหลินเจวี๋ยและเจียเจียหันกลับพร้อมกัน แสงจากไฟคาดหัวจึงสาดเฉียงไปด้านหลัง เงาของหลินเจวี๋ยถูกแสงจากไฟของเจียเจียฉายไปบนผนัง ส่วนเงาของเหอผิงเกอก็ถูกแสงจากหลินเจวี๋ยฉายทับไปเช่นกัน
เพราะเป็นแสงเฉียง เงาทั้งสองถูกดึงยาวผิดรูป มีเพียงช่วงบนเท่านั้นที่ทอดอยู่บนผนัง
แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบคือ หลังเงาของพวกเขา “ยังมีเงาอีกเงาหนึ่ง!”
เงานั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ถูกแสงดึงยาวหรือหดสั้น เหมือนมีแสงจากด้านข้างฉายตรงเข้ามาเฉพาะเงานั้นเท่านั้น
มันเป็นเงาที่ “ไม่ควรมีอยู่” อย่างชัดเจน
ราวกับมี “ใครบางคนที่มองไม่เห็น” ยืนอยู่ท้ายขบวน เดินตามพวกเขามาตลอดทาง...