- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 43 เงาดำ
บทที่ 43 เงาดำ
บทที่ 43 เงาดำ
หลังจากเหยาเหยาเล่าเรื่องนั้นจบ เจียเจียก็รีบยกมือปิดหูแล้วตะโกนขึ้นว่า “พอได้แล้ว อย่าเล่าต่อเลย สองเรื่องก็พอแล้ว!”
เธอกลัวจริง ๆ ที่นี่ก็เป็นกลางป่ารกร้าง ตอนกลางคืนยังต้องไปอุโมงค์ที่ถูกทิ้งร้างอีก ทั้งที่ยังไม่ทันได้ไป หัวใจก็แทบจะหลุดออกจากอกด้วยความหวาดหวั่นแล้ว
เฉียวคังมีท่าทีลำบากใจ แต่พอเห็นว่าเจียเจียกลัวจริง ก็พูดอย่างเข้าใจว่า “ก็ได้ สองเรื่องก็น่าจะพอเอาไปตัดต่อทำเปิดคลิปได้แล้วล่ะ”
เย็นนั้นเพราะไม่มีวัตถุดิบทำอาหาร ทุกคนจึงได้แต่นั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกัน ระหว่างกิน หลินเจวี๋ยเอนตัวเข้าไปใกล้เหอผิงเกอ เอ่ยถามเสียงเบา
“พี่ เรื่องที่พี่เล่ามันจริงหรือเปล่า?”
“ฉันบอกแล้วนี่ ว่านั่นคือประสบการณ์จริงของฉัน” เหอผิงเกอไม่เงยหน้าขึ้น ตอบทั้งที่ยังตักบะหมี่ในถ้วยกินต่อไป
หลินเจวี๋ยยังคงถามต่อ “แล้วพี่เป็นโรคอะไรเหรอ? ถูกลวกหรือเปล่า? ถึงต้องเอาผ้ามาคลุมมือไว้แบบนั้น”
เหอผิงเกอวางส้อมลง มองเขาด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงก็เยียบเย็นไม่ต่างกัน
“ฉันแนะนำว่า นายอย่าถามในสิ่งที่ไม่ควรถามจะดีกว่า”
“ขอโทษครับ” หลินเจวี๋ยหัวเราะแห้ง ๆ แม้เหอผิงเกอจะไม่ตอบ แต่เขาก็พอจะเดาได้ในใจได้
ท่าทางของอีกฝ่ายไม่น่าจะเป็นเพราะแผลลวกหรือบาดเจ็บทั่วไปแน่ ส่วนสาเหตุจริง ๆ เขายังคิดไม่ออก แต่คืนนี้ต้องพักห้องเดียวกัน บางทีอาจจะมีโอกาสได้รู้คำตอบ
หลังอาหาร ทุกคนพักได้ไม่นาน เฉียวคังก็เรียกให้เตรียมตัวออกเดินทางไปยังอุโมงค์เขาซั่วหลง
เจียเจียคลุมผ้าห่มผืนบาง นั่งหดตัวอยู่บนโซฟา “ฉันไม่ไปได้ไหม? ฟังเรื่องสยองเมื่อกี้ยังไม่หายกลัวเลย”
“ก็ได้” เฉียวคังตอบทั้งที่กำลังเก็บอุปกรณ์ถ่ายทำ “แต่แน่ใจนะว่าจะอยู่คนเดียว? พวกเราไปกันทีอาจจะกลับดึกมากเลยนะ”
พอได้ยินแบบนั้น เจียเจียก็หดคอ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงย่านรกร้างรอบ ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที แค่คิดว่าจะต้องอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ตอนกลางคืน ก็สยองจนใจสั่น
“ช่างเถอะ ฉันไปด้วยดีกว่า” เธอพูดพร้อมลุกออกมาจากผ้าห่ม
หลินเจวี๋ยเหลือบตามองเฉียวคังที่กำลังเก็บของอยู่ สีหน้าของอีกฝ่ายดูเหมือนพูดด้วยความหวังดี แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับมีอะไรบางอย่างแปลก ๆ เหมือนการชักจูง
เหมือนคนเลี้ยงแกะที่ล่อลวงลูกแกะให้เดินเข้าโรงฆ่าสัตว์ เพื่อจะรวบจับทั้งหมดในคราวเดียว
หลังเตรียมของเสร็จ ทุกคนก็ออกเดินทางตอนหนึ่งทุ่ม มุ่งหน้าไปยังอุโมงค์เขาซั่วหลง
ทันทีที่พ้นประตูวิลล่า หลินเจวี๋ยก็เห็นชายวัยกลางคนคนนั้นกำลังจูงมือลูกสาว พาภรรยาเดินตามขบวนรถย้ายบ้านออกจากหมู่บ้าน
ชายคนนั้นเองก็สังเกตเห็นกลุ่มของหลินเจวี๋ย เขามองพวกเขาครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะหยุดที่วิลล่าด้านหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด เขาเพียงอุ้มลูกสาวแล้วรีบเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
หลินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ ทำไมชายคนนั้นถึงมองพวกเขาด้วยสีหน้าแบบนั้น?
【บทละครที่ 3: คุณร่วมเดินทางไปกับทีมสำรวจสิ่งลึกลับ มุ่งหน้าไปยังอุโมงค์เขาซั่วหลง ที่นั่นคุณจะได้เผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึง และมันจะกลายเป็นความทรงจำที่คุณไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต...】
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของหลินเจวี๋ย เขารู้สึกสั่นไหวในใจ
‘เหตุการณ์อันน่าสะพรึง... ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม?’
หรือว่าที่อุโมงค์เขาซั่วหลงจะเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นจริง ๆ ?
ทุกคนเดินออกจากหมู่บ้าน เนื่องจากทางหลวงใกล้อุโมงค์ถูกปิดไปนาน ไม่สามารถขับรถเข้าได้ จึงต้องเดินอ้อมลงสู่หุบเขาไปเรื่อย ๆ
ทันทีที่เข้าสู่แนวป่า อุณหภูมิก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด รากของต้นไทรใหญ่ห้อยระย้าลงมา แกว่งไหวตามแรงลมยามค่ำคืน ดูราวกับมีคนมากมายแขวนตัวแกว่งอยู่บนกิ่งไม้
เจียเจียกอดแขนตัวเอง มองรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง “พี่คัง แน่ใจเหรอว่าทางนี้ปลอดภัย? ฉันรู้สึกไม่ดีเลย...”
“ถ้ามันไม่ปลอดภัย ตอนนี้เธอจะยังเห็นฉันอยู่เหรอ?” เฉียวคังพูดทั้งที่ไม่หันกลับ ยกกล้องถ่ายไปข้างหน้า “เดินตามฉันไว้ ฉันเคยมาแล้ว เส้นทางนี้ปลอดภัยแน่นอน”
เสียงของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาวในป่าหรือเพราะอย่างอื่นกันแน่
หลินเจวี๋ยเดินอยู่ท้ายขบวน มองไปรอบ ๆ ป่า อย่างที่เฉียวคังบอก สภาพรอบตัวดูอึมครึมและชวนขนหัวลุก... แต่เขาก็ยังไม่พบร่องรอยของหมองดำเลยแม้แต่น้อย
เขาสังเกตเห็นว่าเหอผิงเกอก็กำลังมองไปรอบ ๆ เช่นกัน ทว่ามันไม่ใช่สายตาที่มองชมทิวทัศน์ หากแต่เป็นสายตาแบบ “ตรวจสอบ” มากกว่า
เขาเจออะไรเข้าหรือเปล่านะ?
หลินเจวี๋ยเดินเข้าไปใกล้ พยายามเริ่มบทสนทนา “พี่ ก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันเหรอ? ผมรู้สึกว่าในป่านี้เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่”
“อย่ามาพูดจาอ้อมค้อมกับฉัน” เหอผิงเกอมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “นายจะอยากรู้อะไรเกี่ยวกับฉันนักหนา? ไม่เคยได้ยินหรือไงว่า ‘ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าแมวได้’”
“พี่เข้าใจผมผิดแล้ว ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ” หลินเจวี๋ยรีบยกมือปฏิเสธ แสดงสีหน้าเก้อเขิน “ผมแค่อ่านนิยายสืบสวนเยอะไปหน่อย เลยติดนิสัยชอบถาม ไม่ได้สงสัยพี่จริง ๆ”
“ก็ดีแล้ว” เหอผิงเกอหัวเราะเย็น ๆ แล้วถอยห่างออกไปอีกหลายก้าว
แม้เจ้าตัวจะดูเป็นคนอารมณ์ดีและไม่มีพิษภัย แต่กลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระเป๋าของเขายังมีมีดสั้นอยู่…
เมื่อคิดถึงตรงนั้น สีหน้าของเหอผิงเกอก็ซีดเผือดลง เขาก้าวเดินเร็วขึ้น เหมือนอยากหนีให้ห่างจากหลิงเจวี๋ยให้มากที่สุด
“อะไรของเขาเนี่ย?” หลินเจวี๋ยงงจริง ๆ ก็แค่ถามคำถามธรรมดา ทำไมถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้นได้?
ยังไม่ทันเดินไปได้ไกล เจียเจียที่ทำท่าหวาดกลัวมาตลอดทาง จู่ ๆ ก็ร้องเสียงหลงขึ้น “ต้นไม้ต้นนั้นมีอะไรอยู่บนกิ่ง!”
มีอะไรอยู่บนต้นไม้?
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ทันใดนั้นกิ่งของต้นไทรต้นหนึ่งก็ไหวเบา ๆ ราวกับเพิ่งมีอะไรบางอย่างกระโดดลงไปจากต้นไม้
“พี่เจียเจีย อย่าทำให้ฉันกลัวสิ!” เหยาเหยารีบกอดแขนของเฉินฟู่กุ้ยแน่น เดิมทีเธอยังไม่ได้กลัวมากนัก แต่พอเจียเจียตกใจแบบนี้ บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มตึงเครียดขึ้นทันที
“ฉันไปดูเอง”
หลินเจวี๋ยเดินเข้าไปใกล้ พบว่าบนกิ่งไม้มีละอองควันสีดำจาง ๆ ลอยพลิ้วอยู่
นี่มัน…
เขาหรี่ตาลง มองสำรวจโดยรอบ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่น จึงหันกลับมาพูดด้วยสีหน้าสงสัย “พี่เจียเจีย ไม่มีอะไรนะ พี่อาจจะตาฝาดก็ได้”
“ไม่มีทางผิดแน่! ฉันเห็นเงาดำอยู่บนต้นไม้ชัด ๆ!” เจียเจียนั่งยอง ๆ ลงกอดหัวตัวเอง ตัวสั่นงันงก “ฉันไม่ไปแล้ว! ฉันจะกลับ!”
เงาดำ...?
หรือว่าจะเป็น เงาดำที่ลูกสาวของชายคนนั้นพูดถึงกันแน่?
ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าสิ่งนั้นมันมีรูปลักษณ์สีดำสนิทอย่างนั้นหรือ?
หลินเจวี๋ยหันไปมองเหอผิงเกอ เรื่องสยองที่อีกฝ่ายเคยเล่าก็มี “เงาดำ” ปรากฏเหมือนกัน…
“อาจจะเป็นพวกกระรอกหรือสัตว์ป่าก็ได้ ป่าลึกแบบนี้มีสัตว์อยู่บ้างไม่แปลกหรอก”
เฉียวคังพยายามปลอบเจียเจีย “ถ้ามันมีอยู่จริง ทำไมมันไม่เข้ามาทำร้ายเราล่ะ? สิ่งประหลาดถ้าเห็นคน ก็มักจะลงมือทันที จะปนเปื้อนหรือฆ่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
“ฉันจะกลับ! จะกลับเดี๋ยวนี้!” เจียเจียส่ายหัวแรงราวกับกลองสั่น
“เฮ้อ…” เฉียวคังถอนหายใจยาว “งั้นเรายกมือโหวตก็แล้วกัน ใครอยากไปต่อที่อุโมงค์ยกมือขึ้น”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ไปดูก็เสียดายน่ะสิ” เฉินฟู่กุ้ยยกมือเป็นคนแรก แฟนสาวของเขาถึงจะยังกลัวอยู่ แต่สุดท้ายก็เลือกจะไปด้วย
หลินเจวี๋ยย่อมไม่คิดจะถอย ส่วนเหอผิงเกอถึงจะไม่พูดอะไร แต่ดูแล้วก็ไม่คิดจะกลับเหมือนกัน
“พี่เจียเจีย ไม่เป็นไรนะ…” เฉียวคังเดินไปข้างเธอ พูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลังจากพูดอยู่พักใหญ่ ใจของเจียเจียก็เริ่มสงบลงเล็กน้อยจึงยอมเดินต่อไปพร้อมกับทุกคน