เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 พวกคุณเคยรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุไหม

บทที่ 42 พวกคุณเคยรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุไหม

บทที่ 42 พวกคุณเคยรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุไหม


“คืนนั้น ฉันรูดม่านกั้นเตียง แล้วเอนตัวลงนอนตามปกติ”

“ระหว่างที่กำลังเคลิ้มหลับ ฉันได้ยินเสียงคนลุกจากเตียงข้าง ๆ เสี่ยวหวังใส่รองเท้าแตะ เดินดังแปะ ๆ บนพื้นห้อง”

“จากเสียงฝีเท้า ฉันรู้ว่าเขาเดินไปเข้าห้องน้ำ”

เหอผิงเกอค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจยาวจากในปอดออกมา “ตอนกลางคืนมีคนลุกไปห้องน้ำ มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉันเลยไม่สนใจ หลับต่อไป”

“แต่ไม่นานนัก ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินกลับมา แล้วเสียงเตียงก็ส่งเสียงเอี๊ยด ๆ เหมือนมีคนล้มตัวลงนอน”

“ฉันคิดว่าเสี่ยวหวังกลับมาแล้ว จึงพลิกตัวหันหน้าเข้าม่าน แล้วหลับต่อ”

“แต่ไม่ถึงหนึ่งนาที… ฉันก็ได้ยินเสียงรองเท้าแตะอีกครั้ง”

“แปะ… แปะ…”

“เสียงเดินออกมาจากห้องน้ำ เสียงนั้นเดินกลับมายังเตียงข้าง ๆ”

“ตอนนั้นเอง ฉันถึงได้รู้สึกว่ามันไม่ปกติแล้ว!”

เสียงหายใจของเหอผิงเกอเริ่มถี่ขึ้นเล็กน้อย เหมือนเขากำลังย้อนกลับไปอยู่ในคืนนั้นอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากซีดเผือด

“เสียงรองเท้าแตะเมื่อครู่นั่นแหละ คือของเสี่ยวหวัง เพราะตอนเขาไปห้องน้ำ ฉันได้ยินชัดเจน แต่…เสียงฝีเท้าที่กลับมานอนก่อนหน้านั้น มันเป็นของใคร?”

“มันไม่ใช่เสียงของคนไข้เตียงแรกแน่ ๆ…”

“แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่ ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน แล้วมานอนอยู่บนเตียงของเสี่ยวหวังแทน!”

“ฉันไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมตอนเสี่ยวหวังกลับมา เขาถึงไม่รู้ตัวว่ามี ‘อีกคน’ อยู่บนเตียงของตัวเองแล้ว…”

“ฉันแง้มตาดูนิดหนึ่ง เพราะม่านกั้นไม่ได้ทึบสนิท แสงไฟจากถนนนอกหน้าต่างส่องลอดเข้ามา ทำให้พอมองผ่านเห็นภาพราง ๆ ของเตียงข้าง ๆ”

“แล้วตอนนั้นเอง… ฉันเห็นเงาดำร่างนั้น ลุกขึ้นนั่ง จากเตียงของเสี่ยวหวัง”

“แต่ท่าทางนั้น ไม่ใช่ท่าของคนปกติที่ลุกขึ้นนั่งเลยสักนิด”

“หัวของมันแหงนไปข้างหลัง ส่วนเอวก็งอตาม…”

ระหว่างพูด เหอผิงเกอก็ทำท่าประกอบให้ดู เขาเอนหลังจนเกือบจะนอนพับ แล้วปล่อยให้ศีรษะห้อยลงต่ำแทบถึงพื้น ก่อนจะค่อย ๆ ดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างช้า ๆ

ท่าทางนั้นทำให้ทุกคนในห้องนิ่งงัน มันไม่ใช่ท่าที่มนุษย์จะ “ลุกขึ้น” ได้เลยจริง ๆ เพราะโดยปกติ คนจะลุกขึ้นโดยงอหลังไปข้างหน้า ไม่ใช่เหยียดหลังไปด้านหลังแบบนั้น

“พอแล้ว ๆ อย่าทำแบบนั้นสิ!” เจียเจียร้องเสียงสั่น ใบหน้าซีดขาว “พูดต่อเลยดีกว่า มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?”

เหอผิงเกอค่อย ๆ เอาตัวลงบนโซฟา สีหน้านิ่งเรียบแต่แววตายังไม่คลายจากความทรงจำ “ทั้งคืน ฉันไม่กล้านอนเลย… ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลัวว่าเงาดำนั่นจะรู้ว่าฉันยังตื่นอยู่”

“จนกระทั่งรุ่งเช้า ตอนหมอมาเดินตรวจห้อง… ถึงได้รู้ว่า เสี่ยวหวัง ตายแล้ว!”

“เขาตายในคืนนั้นเอง”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเหอผิงเกอกลับมานิ่งเป็นปกติ “เรื่องของฉันจบแล้ว”

ทุกคนในห้องเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา บางคนถึงกับหน้าซีดเล็กน้อย

หลินเจวี๋ยคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ แล้วแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัวตามคนอื่น เพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกเกินไป

เรื่องที่เหอผิงเกอเล่าถือว่าเล่าได้ดี แต่สิ่งที่เขาสนใจกว่าคือ เงาดำ นั้น… เป็นเพียงเงาที่เห็นจากม่านกั้นจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงกันแน่

หลังจากได้ยินคำพูดของเด็กหญิงคนนั้นที่พูดว่า “ดำ… ดำ…” เขาก็ยิ่งไวต่อคำว่า ดำ เป็นพิเศษ

แน่นอนก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ทั้งหมดนั้นเป็นแค่จินตนาการของเหอผิงเกอ สุดท้าย เขาเองก็เคยเป็นผู้ป่วยจิตเวช บางที เขาอาจเป็นคนที่ฆ่าเสี่ยวหวังเอง แล้วแต่งเรื่องขึ้นมาปกปิดก็ได้

“น่ากลัวใช้ได้เลย ฉันนี่ขนลุกไปหมด” เฉียวคังพูดขึ้นเพื่อคลายบรรยากาศ ก่อนถามต่อ “งั้นต่อไปใครจะเล่าบ้าง?”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา สุดท้ายแฟนสาวของฟู่กุ้ย เหยาเหยา ยกมือขึ้น “ฉันเล่าบ้างละกัน”

“เรื่องนี้ก็เป็นประสบการณ์ของฉันเองเหมือนกัน”

น้ำเสียงของเธอฟังดูสบาย ๆ กว่าเหอผิงเกอมาก เห็นได้ชัดว่าที่จะเล่าต่อไปคงเป็นเพียง “เรื่องเล่า” ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

เหยาเหยาวางมือบนหน้าขา โน้มตัวไปข้างหน้า สายตากวาดมองผู้ฟังรอบวง “พวกเธอเคยมีประสบการณ์ที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกขนหัวลุกไหม?”

“แบบที่ทั้ง ๆ ที่รอบข้างไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกขนลุก หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหมือนมีความกลัวบางอย่างเกิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ”

ทุกคนส่ายหน้า หลินเจวี๋ยพูดแซวขึ้น “พี่เหยาเหยา แบบนั้นอาจเป็นโรคโลหิตจาง หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะก็ได้นะครับ โรคพวกนี้ทำให้ใจสั่นแบบไม่มีเหตุผลได้เหมือนกัน”

“ผมมีเพื่อนเป็นหมอที่ชำนาญโรคแนวนี้ ถ้าพี่อยากตรวจผมช่วยติดต่อให้ได้เลยนะครับ”

“ไม่ใช่โรคสักหน่อย!” เหยาเหยาถลึงตาใส่เขา “มันเป็นความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นในใจเฉย ๆ”

“อย่าขัดสิ ปล่อยให้ฉันเล่าก่อน”

เธอสูดหายใจแล้วพูดต่อ “ผู้เฒ่าที่บ้านเคยบอกไว้ ถ้าจู่ ๆ เราเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ตอนที่เดินผ่านที่ไหนสักแห่ง หรืออยู่ในที่ที่รอบข้างไม่มีคนเลย แปลว่า… มีบางอย่างกำลังจ้องมองเราอยู่

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน ตอนฉันไปทำงานต่างเมือง”

“ตอนนั้นฉันไปที่เมืองจิ่วหยวนข้าง ๆ แล้วพักอยู่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ชานเมือง”

“โรงแรมนั้นเก่าแล้วนะ ฉันพักอยู่ห้องท้ายสุดของชั้น พวกเธอก็น่าจะรู้… ห้องท้ายสุดน่ะ มักจะเป็นห้องที่ที่เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อยที่สุด”

หลินเจวี๋ยแทรกขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้หมอกปกคลุมไปทั่ว เมืองไหน ๆ ก็มีโอกาสเจอเรื่องประหลาดทั้งนั้นแหละพี่เหยาเหยา”

“นี่อย่าขัดได้ไหม!” เหยาเหยาเบ้หน้าใส่เขา จนทุกคนหลุดหัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ “ในคืนแรกที่ฉันเข้าพัก… เรื่องแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นเลย”

“ก่อนอื่นจะบอกก่อนว่าห้องที่ฉันพักเป็นห้องสูท ห้องนอนอยู่ติดกับห้องนั่งเล่น ส่วนห้องน้ำอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องนั่งเล่น เวลาจะเข้าห้องน้ำต้องเดินผ่านห้องนั่งเล่นก่อนเสมอ”

“คืนนั้นเอง ตอนราว ๆ เที่ยงคืน ฉันสะดุ้งตื่นเพราะอยากเข้าห้องน้ำ ก็เลยเปิดแค่ไฟหัวเตียง แล้วเดินออกไปทางห้องนั่งเล่น”

“สวิตช์ไฟห้องนั่งเล่นอยู่ตรงประตูทางเข้า ฉันเลยขี้เกียจเดินไปเปิด เลยเดินผ่านความมืดไปเข้าห้องน้ำแทน”

“แต่พอเดินผ่านห้องนั่งเล่น ฉันก็เริ่มรู้สึกขนลุกแปลก ๆ เหมือนในความมืดนั้นมีใครหลายคนกำลังจ้องมองฉันอยู่”

“ตอนนั้นใจฉันเต้นแรงจนแทบกลั้นหายใจ รีบวิ่งไปเปิดไฟห้องน้ำ พอไฟสว่าง ความรู้สึกนั้นก็หายไปทันที”

“แต่พอทำธุระเสร็จ เปิดประตูออกมา แล้วมองไปทางห้องนั่งเล่นที่มืดสนิทอีกครั้ง... ความรู้สึกนั้นก็กลับมาอีกครั้ง”

“ตอนนั้นฉันเริ่มเสียใจว่าทำไมถึงขี้เกียจไม่เปิดไฟไว้แต่แรก”

“ไม่มีทางเลือก ฉันเลยก้มหน้าแล้วรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอนให้เร็วที่สุด”

“ระหว่างที่วิ่งผ่านห้องนั่งเล่น  ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งแรงขึ้น เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งจากก้นกบขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง จนร่างกายสั่นสะท้านไปหมด เส้นขนทั้งตัวลุกชันไม่หยุด”

เหยาเหยาพูดพลางสั่นไหล่น้อย ๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ สีหน้าแสดงความหวาดกลัวได้สมจริง แม้แววตาจะบอกว่าเธอกำลังเล่าเกินจริงไปบ้างก็ตาม

“ตอนนั้นฉันไม่กล้ามองไปทางไหนเลย แค่รู้สึกว่าข้างหลัง ในห้องนั่งเล่นที่มืดสนิทนั้น มันมี ‘คนมากกว่าหนึ่งคน’ กำลังยืนอยู่”

“จนกระทั่งฉันวิ่งถึงเตียง หันกลับไปจะปิดประตูห้องนอน ในเสี้ยววินาทีนั้น…ฉันเห็น!”

“บนโซฟาห้องนั่งเล่น มีเงาคนจำนวนมากกำลังนั่งอยู่ และพวกเขาทุกคน… จ้องมาที่ฉันพร้อมกัน”

“ตอนนั้นฉันแทบช็อก รีบปิดประตูล็อกกลอนแน่น แล้วโทรหาเคาน์เตอร์โรงแรม บอกให้รีบส่งคนขึ้นมา”

“จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นมาเปิดไฟห้องนั่งเล่นให้ ฉันถึงกล้าออกไปดูอีกที”

“แต่ตอนนั้น… เงาพวกนั้นหายไปหมด เหมือนไม่เคยมีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย”

เหยาเหยาพูดจบก็ถอนหายใจยาว “ตั้งแต่นั้นมา ฉันไม่เคยกลับไปที่โรงแรมนั้นอีกเลย… ได้ยินว่าหลังจากหมอกลงครั้งสุดท้าย โรงแรมนั้นก็ถูกปิดตายถาวร”

จบบทที่ บทที่ 42 พวกคุณเคยรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุไหม

คัดลอกลิงก์แล้ว