- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 41 ในห้องมีคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
บทที่ 41 ในห้องมีคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
บทที่ 41 ในห้องมีคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
หลินเจวี๋ยเดินทอดน่องอยู่ในป่ารอบนั้น แทบไม่เห็นร่องรอยการใช้ชีวิตของมนุษย์เลย พุ่มไม้กับหญ้ารกหนา บางครั้งก็มีเสียงขยับแผ่ว ๆ ดังมาจากที่ไม่ไกล ไม่รู้ว่าเป็นนก หรือสัตว์อะไรอย่างอื่น
เดินได้ราวห้านาที เขาก็หยุดลงหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ไม่ไกลข้างหน้า มีเงาร่างของคนคนหนึ่งยืนอยู่ หันหลังให้เขา
ชายคนนั้นสวมสูทสีดำเรียบกริบ มือทั้งสองข้างสวมถุงมือหนังสีดำ
‘เหอผิงเกอ? ทำไมเขามาอยู่ที่นี่’
หลินเจวี๋ยรีบหลบอยู่หลังต้นไม้ เขามาที่นี่เพราะอยากตรวจสอบสิ่งที่ชายวัยกลางคนพูดถึงเรื่อง “สิ่งประหลาดในป่า” แล้วทำไมเหอผิงเกอถึงมาป้วนเปี้ยนในที่เปลี่ยวแบบนี้ได้?
หรือว่า… สิ่งที่ชายคนนั้นพูดถึง จะเกี่ยวข้องกับเขา?
ชายตรงหน้าสวมสูทดำทั้งตัว ดูไปก็คล้ายกับ “เงาดำในอากาศ” ตามที่เด็กหญิงคนนั้นบอกไว้ไม่มีผิด
เหอผิงเกอแหงนหน้ามองไปตามยอดไม้ สายตากวาดไปทั่วราวกับกำลังตรวจสอบบางอย่าง แล้วสุดท้าย…สายตานั้นก็หยุดตรงตำแหน่งที่หลินเจวี๋ยแอบอยู่พอดี
“อย่าหลบเลย ออกมาเถอะ” น้ำเสียงเรียบ ไม่บอกอารมณ์ใด ๆ
หลินเจวี๋ยเดินออกมาจากหลังต้นไม้ ยกมือเกาศีรษะ ยิ้มแห้ง ๆ “พี่ก็มาเดินเล่นเหมือนกันเหรอครับ?”
เขาทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่กระดาก ไม่หลบตา ราวกับเมื่อครู่นี้ไม่ได้แอบมองเขาเลยแม้แต่น้อย
เหอผิงเกอหันมามองเขาเพียงครู่เดียว แววตาอ่านยาก ก่อนจะไม่พูดอะไร แล้วหมุนตัวเดินออกจากป่าไป
แต่เดินไปได้ครึ่งทาง เขาก็หยุดลง พูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ฉันรู้ว่านายมีจุดประสงค์บางอย่าง ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่จะเตือนให้คำหนึ่ง แต่ฉันขอเตือนให้คุณออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”
“พี่พูดเรื่องอะไร? จุดประสงค์? ผมก็เป็นแค่คนธรรมดาที่สนใจเรื่องลี้ลับเท่านั้นเองครับ”
หลินเจวี๋ยพูดด้วยสีหน้าซื่อ ๆ เหมือนไม่เข้าใจ
“จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของนาย” เหอผิงเกอพูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
เขารู้ตัว…แล้วงั้นเหรอ?
หลินเจวี๋ยมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป ชายวัยกลางคนกับพนักงานขนของต่างก็เตือนให้เขาอย่าอยู่ที่นี่ ซึ่งก็พอเข้าใจได้เพราะพวกนั้นกลัวสิ่งประหลาด
แต่เหอผิงเกอก็พูดแบบเดียวกัน... นั่นหมายความว่า เขาเองก็ “รับรู้ถึงบางสิ่ง” แล้วหรือไม่?
ทั้งที่ ดวงตาแห่งความจริง ของหลินเจวี๋ยยังไม่สามารถหาร่องรอยได้ แล้วทำไมเหอผิงเกอถึงสัมผัสได้?
“แปลกจคนริง ๆ” หลินเจวี๋ยพึมพำ ก่อนจะละความคิดในหัว แล้วเดินตามเหอผิงเกอกลับไปที่วิลล่า
เมื่อกลับถึง ทุกคนต่างนั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น เฉียวคังกำลังจัดกล้องวิดีโออยู่พอดี โดยเลนส์นั้นหันไปยังตำแหน่งที่ทุกคนนั่ง
“กำลังจะเรียกพอดีเลย” เฉียวคังเงยหน้ามาพูดกับหลินเจวี๋ยและเหอผิงเกอที่เพิ่งกลับมา “ฉันตั้งใจจะอัดวิดีโอเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งประหลาดไว้ตอนต้นคลิปครับ”
“ก็คือให้พวกเรานั่งล้อมวง เล่าเรื่องลึกลับหรือเรื่องหลอนที่เคยได้ยินมา จะได้ใช้เป็นฉากเปิดของคลิปสำรวจอุโมงค์เขาซั่วหลง”
“ทั้งสามคนนี้ตกลงแล้ว ถ้าพวกคุณไม่สะดวกก็พักผ่อนได้เลย”
เฉียวคังพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้จังหวะดี ฟังดูเหมือนเป็นการขอความร่วมมือ แต่ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกถูกบังคับเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งแนวคิดก็ถือว่าเข้าท่าดี ใช้ฉากกลุ่มคนเล่าเรื่องหลอนสร้างบรรยากาศตั้งแต่ต้น เพิ่มความรู้สึกขนหัวลุกและแรงดึงดูด ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำรวจอุโมงค์ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ
หลินเจวี๋ยไม่ได้ขัดข้อง เขาเลือกนั่งลงข้างเจียเจีย สตรีมเมอร์สาว
ฝ่ายนั้นเห็นกระเป๋าเป้ของเขาแล้วค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างเล็กน้อยอย่างแนบเนียน
น่าประหลาดใจที่เหอผิงเกอก็ยอมร่วมด้วยเช่นกัน “ถ้ากล้องไม่หันมาทางฉัน… ก็ได้”
“ไม่ต้องห่วงเลย ผมรับประกัน!” เฉียวคังยกมือป้องอกอย่างมั่นใจ จากนั้นเปิดกล้องขึ้นอีกครั้ง หันไปพูดกับเลนส์ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “เพื่อน ๆ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่อุโมงค์เขาซั่วหลงแล้ว ทุกคนกำลังรอให้ค่ำคืนนี้มาถึง!”
“ระหว่างนี้ เราจะเล่าเรื่องราวสุดหลอนที่แต่ละคนเคย ‘ประสบกับตัวเอง’ และถ้าเพื่อน ๆ ที่อยู่หน้าจอมีเรื่องน่ากลัวอยากแชร์ ก็อย่าลืมคอมเมนต์ไว้ใต้คลิปนะครับ!”
พูดจบ เขาก็ปิดกล้องชั่วคราว หันกลับมาทางทุกคน “ขอโทษทีนะ เมื่อกี้ผมพูดว่าเป็นเรื่องที่พวกเราเจอเอง จะได้เพิ่มอารมณ์จริงจังหน่อย ตอนเล่า ขอให้พูดในมุมมอง ‘บุคคลที่หนึ่ง’ แทนตัวละครในเรื่องนะ”
“ไม่มีปัญหา ขอแค่ถ่ายให้ฉันดูดีหน่อยก็พอ” เจียเจียพูดพร้อมหยิบกระจกแต่งหน้ามาทาลิปเพิ่ม
คนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครขัดข้อง หลินเจวี๋ยแม้จะรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเข้าใจได้ เหมือนภาพยนตร์หลายเรื่องที่ชอบใส่บรรทัด “สร้างจากเหตุการณ์จริง” ท้ายเครดิตเพื่อเพิ่มอรรถรส
【บทละครที่ 2: ช่วงบ่าย คุณและสมาชิกคนอื่น ๆ นั่งล้อมวงช่วยเฉียวคังถ่ายวิดีโอ โดยใช้ “เรื่องราวเหนือธรรมชาติ” เป็นฉากเปิดของคลิป...】
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นพร้อมกันนั้น เฉียวคังก็เปิดกล้องอีกครั้ง เสียงของเขาแหบต่ำลงราวกับเป็นผู้บรรยายในวิดีโอจริง ๆ
“เอาล่ะครับเพื่อน ๆ… ใครอยากเริ่มก่อนดี?”
“ฉันจะเริ่มก่อน” เหอผิงเกอเป็นคนแรกที่พูดออกมา คนที่ปกติแทบไม่พูดอะไร กลับเป็นคนเริ่มเล่าเรื่องหลอนก่อนใคร
ทุกคนหันมองเขาพร้อมกัน สีหน้าแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป…
เหอผิงเกอเหมือนกำลังจัดระเบียบความคิด เขาเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยเสียงเรียบ “นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับฉันเอง”
เขาพูดแบบนั้นเพราะทำตามคำของเฉียวคังที่ให้พูดราวกับเป็นเรื่องจริง? หรือสิ่งที่กำลังจะเล่าต่อจากนี้… มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกันแน่?
หลินเจวี๋ยคิดว่าคงเป็นอย่างหลัง เพราะนิสัยของเหอผิงเกอ ไม่ใช่คนที่จะตามใครง่าย ๆ แบบนั้นแน่
“เมื่อก่อนฉันเคยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง น่าจะเมื่อครึ่งปีก่อนได้ ฉันพักรักษาตัวที่นั่นอยู่นานมาก”
ขณะที่เหอผิงเกอกำลังเล่าฉากหลังของเรื่อง หลินเจวี๋ยก็เหลือบมองมือของอีกฝ่าย มือที่ถูกถุงมือหนังสีดำคลุมไว้ตลอดเวลา
หรือว่าเขาเคยถูกไฟลวก?
ถึงได้พันร่างมิดชิดแบบนั้น…?
“ตอนนั้นฉันพักอยู่ห้องรวมสามเตียง เตียงของฉันอยู่ด้านในสุด ส่วนเตียงริมหน้าต่างมีคนพัก ส่วนเตียงตรงกลางว่างอยู่”
เหอผิงเกอพูดช้า ๆ ชัดทุกคำ “ไม่นานก็มีคนไข้ใหม่ย้ายเข้ามาอยู่เตียงกลาง เขาว่ามาจากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง”
“คน ๆ นั้นนิสัยดีมาก เข้ากับทุกคนได้ดี ฉันขอเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวหวัง’ ก็แล้วกัน”
“อาการของเสี่ยวหวังดีขึ้นเรื่อย ๆ หมอบอกว่าอีกไม่เกินสามวันก็คงได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“แต่ในสามวันสุดท้ายนั้นเอง อาการของเขากลับทรุดลงเรื่อย ๆ… เขาเริ่มพูดว่ามีใครบางคนตามเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเข้าห้องน้ำ หรือออกไปเดินข้างนอก ก็จะรู้สึกว่ามีเงาตามติดไม่ห่าง”
“แม้แต่ตอนอยู่ในห้องจะมีแค่เราสามคน เขาก็ยังบอกว่ามี ‘คนอื่น’ อยู่ด้วย บางทีก็อยู่ใต้เตียง บางทีก็อยู่บนเพดาน”
“แต่ฉัน…ไม่เคยเห็นใครเพิ่มขึ้นมาเลย”
ฟังมาถึงตรงนี้ หลินเจวี๋ยเริ่มขมวดคิ้วแน่น
มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ตอนแรกเหอผิงเกอบอกว่าอาการของเสี่ยวหวังดีขึ้น แต่หลังจากนั้น กลับบอกว่าอาการทรุดลงเพราะ “มีคนตาม”
นั่นแปลว่าในเรื่องที่เขาเล่า เสี่ยวหวังไม่ได้เป็นโรคทางกาย แต่เป็นโรคทางจิตมากกว่า
แล้วถ้าเสี่ยวหวังเป็นผู้ป่วยจิตเวชจริง ๆ … คนที่พักห้องเดียวกันกับเขาได้จะเป็นใครถ้าไม่ใช่ “ผู้ป่วยจิตเวช” เหมือนกัน?
เหอผิงเกอ… เคยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชอย่างนั้นหรือ?
ผู้ชายที่สวมสูทห่อร่างแน่น พูดน้อย และหลบกล้องอยู่ตลอด ตอนนี้กลับกำลังเล่าเรื่องสยองที่เกิดขึ้นใน โรงพยาบาลจิตเวช ของตัวเอง…
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบกล
แต่จากสภาพตอนนี้ของเขา ดูเหมือนอาการจะดีขึ้นมากแล้ว นอกจากจะกลัวกล้องและพันตัวแน่นเกินจำเป็น ก็ยังไม่มีอาการผิดปกติอื่น
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” คนอื่น ๆ ฟังอย่างตั้งใจ บางคนเริ่มโน้มตัวมาข้างหน้าเร่งเร้าให้เหอผิงเกอพูดต่อ
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเหอผิงเกอกระตุกเล็กน้อย เขาเหมือนนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยากจำ สูดลมหายใจลึกเพื่อข่มใจ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“คืนสุดท้าย…ในวันที่สามนั่นเอง ฉันก็รู้สึกได้เหมือนกัน”
เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตาเงียบงันก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในห้องคนไข้...มี ‘คนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน’”