เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 วิลล่าในภูเขา

บทที่ 38 วิลล่าในภูเขา

บทที่ 38 วิลล่าในภูเขา


รถที่เฉียวคังพูดถึง เป็นรถตู้จินเป่ารุ่นเก่าคันหนึ่ง พอเปิดประตูออกมา กลิ่นฉุนแสบจมูกก็พุ่งออกมาในทันที

เหมือนกลิ่นของยาฆ่าแมลงผสมกับแอลกอฮอล์

โดยปกติแล้ว มักจะต้องการกลบกลิ่นบางอย่าง ถึงจะเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน

หลินเจวี๋ยขยับจมูก สูดกลิ่นในอากาศอย่างระวัง รู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างที่แผ่วเบาอยู่ในนั้น ทว่าเพราะกลิ่นยาฆ่าแมลงกับแอลกอฮอล์แรงเกินไป จึงแยกไม่ออกว่ามันคือกลิ่นอะไร

เจียเจียรีบยกมือปิดจมูก ถอยไปยืนไกล ๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ฉันว่า นายก็ควรจะรักษาภาพลักษณ์หน่อยเถอะเฉียวคัง อยู่บ้านใหญ่โตขนาดนั้น ทำไมยังขับรถเก่า ๆ แบบนี้อีกล่ะ?”

“ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องรถเท่าไหร่หรอก” เฉียวคังเปิดประตูคนขับ นั่งลงแล้วตบเบาะข้างตัว “อีกอย่าง รถตู้คันนี้กว้างดีนะ ขึ้นมาสิ”

“เชอะ” เจียเจียกลอกตา แล้วก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ

คู่รักคู่นั้นนั่งที่แถวสอง ส่วนหลินเจวี๋ยกับเหอผิงเกอนั่งแถวหลังสุด

เมื่อทุกคนจัดที่นั่งเรียบร้อย รถตู้ก็เคลื่อนตัวออกอย่างช้า ๆ มุ่งหน้าไปยังชานเมือง

ภูเขาซั่วหลงอยู่ห่างจากเมืองซานเจียงออกไปราวสิบกิโลเมตร เส้นทางไกล ต้องใช้เวลาขับรถประมาณสองชั่วโมงถึงจะถึงที่หมาย

เฉียวคังขับรถอย่างเงียบ ๆ ขณะที่เจียเจียดึงแผ่นบังแดดลงมา เติมเครื่องสำอางในกระจกอย่างตั้งใจ

เหอผิงเกอขดตัวอยู่มุมเบาะ ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ

ส่วนหลินเจวี๋ยคุยกับคู่รักคู่นั้นอย่างออกรส จึงรู้ว่าผู้ชายชื่อเฉินฟู่กุ้ย ส่วนผู้หญิงชื่อเหยาเหยา ทั้งสองคบกันมาตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย

“น่าอิจฉาจัง อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ยังรักกันดีไม่เปลี่ยนเลย”

หลินเจวี๋ยพูดพลางยิ้มอย่างชื่นชม แต่ในใจกลับนึกถึงสิ่งที่เห็นเมื่อวาน ตอนที่เขาเปิดดูโซเชียลของทั้งคู่ ความจริงแล้วพวกเขาเพิ่งคบกันได้เพียงปีเดียวเท่านั้น

ก็เพิ่งลงรูปฉลองครบรอบปีไปหมาด ๆ

สองคนนี้โกหกทำไมกัน?

“แล้วคุณล่ะ ทำงานอะไร?” เหยาเหยาหันมาถามหลินเจวี๋ย

“เพิ่งเรียนจบโทจากมหาวิทยาลัยซานเจียง ยังไม่ได้เริ่มหางานเลยครับ” หลินเจวี๋ยตอบ

“ว้าว!” ดวงตาเหยาเหยาเป็นประกายทันที “ทั้งหล่อ ทั้งเรียนเก่ง ต้องมีสาว ๆ ชอบเยอะเลยแน่ ๆ”

“เหยาเหยา!” เฉินฟู่กุ้ยดึงแขนแฟนสาวไว้ น้ำเสียงไม่พอใจนัก

“รู้แล้ว ๆ” เหยาเหยาทำเสียงงอน แล้วหันไปถามต่อ “พี่เจียเจียคะ แล้วพี่ทำงานอะไรเหรอ?”

“ยังจะถามอีกเหรอ?” เจียเจียยกมือขึ้นลูบผมตัวเองเบา ๆ “ก็ดูออกอยู่แล้วนี่ ฉันเป็นนางแบบไง”

“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงสวยขนาดนี้”

ต้องยอมรับว่า เหยาเหยาเป็นคนที่รู้จักพูดให้คนรอบข้างรู้สึกดีได้เก่งมาก เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้เจียเจียยิ้มออกทันที ทั้งคู่เริ่มคุยกันอย่างถูกคอในเวลาไม่นาน

นางแบบงั้นเหรอ?

หลินเจวี๋ยขยับหางตาเล็กน้อย เมื่อวานเขายังดูในโซเชียลแล้วเดาว่า ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นสตรีมเมอร์ ไม่คิดเลยว่าจะบอกว่าตัวเองเป็นนางแบบ

เป็นเราที่เดาผิด... หรือว่าเธอโกหกเรื่องอาชีพกันแน่?

โพสต์ในโซเชียลเมื่อวานยังดูปกติ แต่พอเจอตัวจริงแต่ละคนกลับดูไม่ค่อยเหมือนที่เห็นในนั้นเลย

เขาหันไปมองเหอผิงเกอที่นั่งหดตัวอยู่มุมเบาะ พลางยิ้ม “พี่ชาย ทำงานอะไรเหรอครับ?”

“อย่ายิ้มแบบนั้น น่าขนลุก” เหอผิงเกอมองหลินเจวี๋ยด้วยสายตาเย็นชา “ตกงานอยู่ ไม่มีงานทำ”

หลินเจวี๋ยไม่แสดงอารมณ์โต้ตอบแม้แต่น้อย กลับยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “งั้นพี่ไม่ร้อนเหรอ ใส่เสื้อหลายชั้นขนาดนั้น?”

เหอผิงเกอไม่ตอบอะไรอีก เพียงเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่อยากคุย เขาก็รู้แล้สว่าคงไม่ได้อะไรเพิ่มจากทางนี้อีก

หลินเจวี๋ยจึงไม่เซ้าซี้ต่อ เขายกกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา ถามอย่างอารมณ์ดีว่า “พวกคุณหิวกันไหม ผมมีขนมเยอะเลยนะ มันฝรั่งทอด หมาล่าแท่งเผ็ด ๆ ก็มี”

“ฉัน ๆ!” เหยาเหยาตอบทันที “จริง ๆ ฉันก็ว่าจะเอามาด้วย แต่เจ้าฟู่กุ้ยนี่สิ ดันเอาแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับขนมปังใส่กระเป๋า ไม่มีที่ให้ของฉันเลย”

“มีมันฝรั่งทอดรสแตงกวาไหม?” เจียเจียที่นั่งข้างหน้าเอ่ยถามตามมา

“มีอยู่ครับ”

หลินเจวี๋ยเปิดซิปกระเป๋าออก แต่พอดีรถตู้ผ่านเนินชะลอความเร็ว ตัวรถจึงสั่นสะเทือนอย่างแรง

“โอ๊ย” เขาอุทานเบา ๆ แล้วถุงขนมหลายถุงกับมีดสั้นทองสัมฤทธิ์เล่มหนึ่งก็หล่นออกมาพร้อมกัน

เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานใส ก้องอยู่ในรถที่เงียบกริบในทันที

ทุกสายตาหันมาจ้องที่มีดสั้นเล่มนั้น สีหน้าแตกต่างกันออกไป

แม้แต่เหอผิงเกอที่เงียบอยู่ตลอดก็หันกลับมามองตรงนั้นด้วยเช่นกัน

“โอ๊ย แม่ผมนี่ก็จริง ๆ เลยนะ ผมบอกแล้วว่าไม่กินผลไม้ ยังจะยัดมีดปอกผลไม้มาให้อีก”

หลินเจวี๋ยทำเสียงเหมือนจนใจ พร้อมทั้งสังเกตสีหน้าของทุกคนอย่างแนบเนียน

เจียเจียที่อยู่ด้านหน้าปิดปากไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เหยาเหยาก็มีท่าทีไม่ต่างกัน

เฉินฟู่กุ้ยยังพอสงบใจไว้ได้ เขาหัวเราะกลบเกลื่อน “บ้านนายมีดปอกผลไม้เก๋ดีนะ ของโบราณเหรอ ยุคไหนกัน?”

ส่วนเหอผิงเกอเพียงแค่หรี่ตา มองหลินเจวี๋ยอย่างมีนัยลึกซึ้งไม่เอ่ยคำใด

เฉียวคังที่กำลังขับรถอยู่ด้านหน้า เนื่องจากต้องจดจ่อกับถนน จึงเพียงแค่หันกลับมามองอย่างรวดเร็วตอนที่ได้ยินเสียงนั้น ไม่แน่ใจนักว่าเขาเห็นอะไรหรือเปล่า

“ขอโทษ ๆ”

หลินเจวี๋ยก้มเก็บมีดสั้นขึ้นมา แล้วใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าอีกครั้ง เขาจงใจทำให้มันตกออกมาเมื่อครู่ เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของทุกคน

สีหน้าของเจียเจียกับคู่รักคู่นั้นดูไม่เหมือนคนที่รู้จักอาวุธต้องสาป มีเพียงความตกใจแบบคนทั่วไปที่เห็นของมีคมเท่านั้น

แต่สายตาของเหอผิงเกอกลับน่าคิดกว่านั้นมาก

ท่าทีของอีกฝ่ายเหมือนรู้ดีว่ามีดทองสัมฤทธิ์เล่มนั้นคืออาวุธต้องสาป ซึ่งหมายความว่า เขาเคยเจอกับเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับสิ่งประหลาดมาก่อน และยังเข้าใจมันในระดับหนึ่งด้วย

จนถึงตอนนี้ คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเขา

บรรยากาศในรถเริ่มอึมครึม เหยาเหยาที่คุยกับหลินเจวี๋ยอย่างออกรสเมื่อครู่เงียบไปทันที แล้วขยับตัวเข้าไปแนบกับเฉินฟู่กุ้ยแน่นขึ้น

ส่วนเจียเจียที่อยู่ด้านหน้าก็คอยแอบมองหลินเจวี๋ยผ่านกระจกมองหลัง ขณะที่เหอผิงเกอนั่งหดตัวอยู่ข้าง ๆ พยายามทำตัวให้เล็กที่สุด เหมือนอยากหายไปจากที่ตรงนั้น

รถตู้ค่อย ๆ ขับพ้นเขตเมือง มุ่งหน้าสู่ทางขึ้นเขาซั่วหลงตามถนนเลียบเขา และสุดท้ายก็มาหยุดที่บริเวณหมู่บ้านวิลล่ากลุ่มหนึ่ง

พื้นที่นี้ดูรกร้างไปมาก ส่วนใหญ่เป็นบ้านว่างเปล่า มีเพียงไม่กี่หลังที่ยังมีการตกแต่งต่อเติมอยู่ แต่ก็ไม่เห็นมีคนพักอาศัยจริง ๆ

พื้นหินอ่อนของทางเดินแตกร้าวจนมีหญ้าขึ้นตามรอยต่อ ประตูเหล็กของหมู่บ้านเต็มไปด้วยสนิม ส่วนป้อมยามหน้าทางเข้าก็ว่างเปล่า ไม่มีใครเฝ้าอยู่เลย

“ลงรถกันเถอะ” เฉียวคังจอดรถไว้ข้างถนนแล้วหันมาบอกทุกคน

เจียเจียมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “แน่ใจเหรอเฉียวคัง ว่ามีคนอยู่ที่นี่จริง?”

ที่ตรงหน้าเหมือนโครงการที่ถูกทิ้งไว้กลางคัน ไม่มีเค้าของความหรูหราเลยสักนิด

สถานที่แบบนี้จะมีคนอยู่ได้จริง?

“ฉันเองก็ไม่ได้กลับมานานแล้วนะ เมื่อก่อนคนยังอยู่กันเยอะ แต่หลัง ๆ ย้ายออกกันไป เหลือแค่สองบ้านเอง”

เฉียวคังเกาศีรษะพลางพูดปลอบ “แต่ไม่ต้องห่วงนะ ข้างในทุกอย่างยังครบ ห้องพักก็พอสำหรับทุกคนแน่”

ทุกคนจึงเดินตามเฉียวคังเข้าไปในวิลล่า หลินเจวี๋ยหันกลับไปมองรถตู้จินเป่าที่จอดอยู่ริมถนน พลางเกิดความสงสัยในใจ

ทำไมไม่ขับรถเข้าไปจอดในโรงรถของบ้าน? หรือเพราะไม่มีรปภ.เลยเข้าไม่ได้?

แต่เมื่อครู่เขาเห็นชัดว่า ประตูนั้นยกไม้กั้นเป็นระบบจดจำป้ายทะเบียน หรือว่ารถจินเป่าคันนี้ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบของหมู่บ้านกันแน่?

เฉียวคังพาทุกคนมาหยุดที่วิลล่าหลังในสุด ตัวบ้านกินพื้นที่ราวสองร้อยตารางเมตร มีสามชั้นพร้อมลานกว้างด้านหน้า ภายในตกแต่งหรูหรา

ทันทีที่เดินเข้าใกล้ หลินเจวี๋ยก็ได้กลิ่นเคย

กลิ่นเดียวกับในรถตู้คันนั้น

กลิ่นฉุนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม และลอยออกมาจากตัวบ้านโดยตรง แค่ยืนอยู่ข้างนอกก็ได้กลิ่นชัดเจน

กลิ่นนั้นแรงจนแทบจะกลบกลิ่นอื่นไปจนหมด

จบบทที่ บทที่ 38 วิลล่าในภูเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว