- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 37 ทีมสำรวจวิญญาณ?
บทที่ 37 ทีมสำรวจวิญญาณ?
บทที่ 37 ทีมสำรวจวิญญาณ?
สองวันต่อมา
เช้าวันนั้น หลินเจวี๋ยตื่นตั้งแต่หกโมง เขาแนบหูฟังอยู่กับผนังอยู่นานกว่าชั่วโมง แต่ห้องข้างๆ ก็ยังคงเงียบสนิท เพื่อนบ้านชายวัยกลางคนไม่กลับมาบ้านติดต่อกันเป็นเวลาสองวันแล้ว
หมอนั่นตอนนั้นพูดว่าจะลงมือกับเรา เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่กลับมา แล้วสองวันที่ผ่านมานี่ไปทำอะไรอยู่กันแน่?
หรือว่า เขารู้ว่าเราเริ่มสงสัย กลัวว่าเราจะตื่นตัว เลยแกล้งหนีออกไปซ่อนตัวก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกทีตอนที่ราชากู่โตเต็มที่?
เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วลุกออกจากผนัง เดิมตั้งใจจะเปิดการสนทนาอย่าง ‘เป็นมิตร’ กับอีกฝ่าย แต่สุดท้ายคนที่รออยู่นั้นกลับไม่ยอมกลับบ้านเสียที ทำให้ความกระตือรือร้นของหลินเจวี๋ยสลายไปหมด
หลังอาหารเช้า กลุ่มแชตก็มีความเคลื่อนไหวใหม่ เจียเจียส่งข้อความมาบอกว่าเธอออกเดินทางไปที่ศูนย์การค้าอวั่นฮุ่ยแล้ว
สมาชิกคนอื่นๆ ก็ทยอยตอบกลับ บอกว่ากำลังเตรียมตัวออกเดินทางเช่นกัน
หลินเจวี๋ยสะพายกระเป๋า หยิบมีดปอกผลไม้ใส่ลงไป คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบอาวุธต้องสาปมีดสั้นใส่ตามไปด้วย แล้วบรรจุอาหารอีกเล็กน้อยจนกระเป๋าแน่น
ก่อนออกจากอาคาร เขาดึงเส้นผมตัวเองมาหลายเส้น แล้วสอดไว้ตรงรอยประตูเพื่อนบ้าน เพียงแค่ประตูถูกเปิด เส้นผมเหล่านั้นก็จะหล่นลง ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกลับมาหรือไม่
ทันทีที่ก้าวออกจากอาคารที่พัก หลินเจวี๋ยก็เปลี่ยนเข้าสู่บทบาทของ “หลี่เก๋อ” เรียกแท็กซี่ตรงไปยังศูนย์การค้าอวั่นฮุ่ย
คนขับแท็กซี่เป็นพวกช่างพูด พอขึ้นรถก็เปิดประเด็นทันที
“พ่อหนุ่ม ไปออกเดตเหรอ?”
“ไม่ครับ จะไปที่เขาซั่วหลงกับเพื่อน ๆ” หลินเจวี๋ยมองวิวด้านนอกที่ไหลย้อนผ่านไปอย่างเรื่อยเฉื่อย ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ไปที่นั่นทำไมล่ะ?” คนขับมีท่าทางแปลกใจ ลดเสียงลงพูดอย่างระแวดระวัง “ช่วงนี้พวกป่ารกร้างนอกเมืองไม่ควรไปนักหรอก เดี๋ยวจะเจอสิ่งประหลาดที่หลุดออกมาจากหมอกเอาได้”
ว่าแล้วเขาก็ถอนหายใจ “สมัยนี้ไปที่ไหนก็อันตรายทั้งนั้น ไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าลานจอดรถของห้างมีเหตุสิ่งประหลาด โดนกันไปสี่ห้าศพแน่ะ”
“อีกอย่างนะ ฉันเองก็เคยรับสิ่งประหลาดขึ้นรถมากับตัวเองแล้วด้วย”
“คุณเคยรับสิ่งประหลาดขึ้นรถ?” หลินเจวี๋ยหันมองด้วยความสนใจ
“ใช่สิ” คนขับพูดเสียงสั่นเล็กน้อย เหมือนยังฝังใจกับเหตุการณ์นั้น “ตั้งแต่มันขึ้นรถมา ก็เอาแต่ลอกเลียนสีหน้าและท่าทางของฉันทุกอย่าง”
“ฉันว่ามันต้องเป็นสื่อกลางของการปนเปื้อนแน่ ถ้ามันเลียนแบบสำเร็จล่ะก็ ฉันคงถูกปนเปื้อนไปแล้ว...”
“ดีที่ตอนนั้นฉันตอบสนองไว เหยียบคันเร่งจนมิด ทางยี่สิบกว่านาทีฉันใช้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น พอถึงที่ก็ไล่มันลงจากรถทันทีเลย”
ทำไมเรื่องนี้ฟังดูคุ้นจังนะ…
หลินเจวี๋ยนั่งตัวตรง มองใบหน้าคนขับผ่านกระจกมองหลัง นี่มันคนขับแท็กซี่ที่ครั้งก่อนปฏิเสธไม่รับเงินคนนั้นไม่ใช่เหรอ!
บังเอิญเกินไปแล้ว
“พูดถึงนะ ตอนนั้นฉันก็รับมันแถว ๆ ที่พักของเธอนั่นแหละ แถวนั้นช่วงนี้ไม่มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นบ้างเหรอ?”
เพราะครั้งก่อนเขาใช้บทบาท “ฟางฮ่าว” คนขับเลยไม่จำหลินเจวี๋ยได้ ยังคงพูดต่อไปอย่างออกรส
หลินเจวี๋ยหัวเราะแห้งๆ สองที “คุณลุงครับ ผมว่าคุณอาจจะจำผิดแล้วนะ คนที่คุณพูดถึงผมรู้จักดี เขาเป็นนักแสดงน่ะครับ เพื่อให้เข้ากับบทก็เลยชอบเลียนแบบคนอื่น”
“ในระแวกนี้ เขาเป็นเพื่อนบ้านตัวอย่างเลยนะครับ ทุกคนต่างพูดถึงเขาแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น”
“จริงเหรอ?” คนขับยังคงไม่ค่อยเชื่อ มองหลินเจวี๋ยผ่านกระจกหลัง
ใบหน้านั้น เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ยิ่งไปกว่านั้น บนตักของอีกฝ่ายยังมีกระเป๋าใบโต พอรถสั่นก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ คล้ายกับข้างในเต็มไปด้วยของมีคม
‘ให้ตายสิ! อย่าบอกนะว่าเป็นโจรปล้นรถ!’ คนขับแท็กซี่เริ่มเหงื่อซึม ในยุคที่ผู้คนหวาดระแวงแบบนี้ ข่าวปล้น ฆ่า หรือหายตัวไปมักเกิดขึ้นไม่เว้นวัน
เขาเหยียบคันเร่งพรวดเดียว พาไปถึงศูนย์การค้าอวั่นฮุ่ยในเวลาไม่ถึงสิบนาที จากนั้นก็รีบไล่หลินเจวี๋ยลงรถ แล้วขับหนีหายไปทันที
เดี๋ยวนะ…
ลุงคนขับคิดอะไรไปถึงไหนแล้วเนี่ย?
หลินเจวี๋ยถึงกับยืนงง เขายังไม่ได้จ่ายเงินเลยด้วยซ้ำ
สงสัยจะเป็นเพราะบท ‘หลี่เก๋อ’ แน่ ดูสดใสเกินไปหน่อย คนเลยรู้สึกไม่ปลอดภัย
แต่หน้าโจวเยว่นี่สิ พอคนเห็นแล้วถึงจะรู้สึกสบายใจ เหมือนเจอหมอที่วางใจได้
ระหว่างที่คิด เขาสะพายกระเป๋าไว้แน่น ข้อความจากเฉียวคังก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอมือถือ
“ทุกคนมาครบแล้ว รออยู่ที่ประตูหนึ่งนะ”
จังหวะพอดีที่เขาลงรถก็อยู่ตรงประตูหนึ่งพอดี เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นเฉียวคังกับคนอื่นๆ ยืนรออยู่
เพราะเฉียวคังเคยเปิดหน้าตัวเองในคลิปวิดีโอมาก่อน จึงจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น
หลินเจวี๋ยเดินเข้าไปหา กลุ่มนั้นก็หันมาเห็นเขา เฉียวคังเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาต้อนรับก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“หลี่เก๋อใช่ไหม?”
“สวัสดีครับ พี่คัง” หลินเจวี๋ยยิ้มทักทาย พลางกวาดสายตามองสำรวจทุกคนในทีม
หญิงสาวที่ชื่อเจียเจียดูต่างจากในรูปในโซเชียลพอสมควร จะบอกว่าคล้ายก็คงได้แค่เค้าโครงใบหน้าเท่านั้น
ส่วนคู่รักอีกคู่หนึ่งนั้นกำลังสวีทกันอย่างออกนอกหน้า ใบหน้าและรอยยิ้มก็เหมือนในรูปแทบไม่ต่างกันเลย
คนสุดท้ายเป็นชายวัยสามสิบต้น ๆ น่าจะเป็นคนนั้นเอง เหอผิงเกอ
แต่สิ่งที่แปลกก็คือ ในวันที่อากาศร้อนจนทุกคนใส่เสื้อแขนสั้น เขากลับสวมสูททั้งตัว ปิดคลุมมิดชิดแม้กระทั่งมือก็ยังสวมถุงมือหนังสีดำไว้ตลอด
ยิ่งกว่านั้น สูทยังดูไม่พอดีตัวเอาเสียเลย ดูไม่เหมือนใส่เพื่อความเรียบร้อย แต่เหมือนใส่เพื่อ “ปิดบัง” อะไรบางอย่างมากกว่า
หลินเจวี๋ยมองชายคนนั้นอยู่อีกครู่ ก่อนจะละสายตาไป
เฉียวคังหยิบกล้องวิดีโอขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าแล้วถามขึ้นว่า
“ระหว่างทางฉันจะอัดวิดีโอไว้หน่อย พวกนายไม่ว่าอะไรนะ?”
“ฉันไม่ว่าอะไร” เจียเจียรีบตอบเป็นคนแรก เธอยกมือขึ้นสะบัดผมลอนเบาๆ ทำท่าทีมั่นใจต่อหน้ากล้อง “แต่ตอนตัดต่ออย่าลืมใส่ฟิลเตอร์ให้ฉันหน่อยล่ะ”
“พวกเราก็ไม่ติดอะไร” คู่รักคู่นั้นส่ายหัวพร้อมกัน
สำหรับหลินเจวี๋ย เรื่องกล้องเป็นสิ่งที่คุ้นชินอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีปัญหาใดๆ เช่นกัน
แต่พอถึงเหอผิงเกอ... ตอนที่กล้องในมือเฉียวคังหมุนมาทางเขา ร่างของชายคนนั้นก็สะดุ้งเฮือกขึ้นทันที เส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นเป็นแนวชัดเจน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าถ่ายฉัน!” เขากัดฟันพูดช้าๆ ทีละคำ น้ำเสียงแข็งกร้าวจนบรรยากาศรอบข้างแข็งค้างไปในทันที
“เอ่อ...” เฉียวคังฝืนยิ้มแหยๆ พลางหันกล้องไปทางอื่น “งั้นเราไปกันเถอะ รถจอดรออยู่ตรงข้างทางแล้ว”
เขาหยิบกุญแจรถออกมา แล้วเดินนำไปก่อน เจียเจียกับคู่รักสองคนนั้นก็เดินตามไปติดๆ ส่วนเหอผิงเกอยืนนิ่งอยู่กับที่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินตามไปอย่างเงียบงัน
หลินเจวี๋ยมองแผ่นหลังของชายคนนั้น สีหน้าตอนที่เขาเห็นกล้อง...ไม่เหมือนอาการระแวงทั่วไปเลย มันใกล้เคียงกับ “การตื่นตระหนก” มากกว่า
เหมือนหนูที่เห็นแมว
เป็นความกลัวบริสุทธิ์ คล้ายกับว่ากล้องเคยเป็นต้นเหตุของฝันร้ายบางอย่างในชีวิตเขา
‘หรือว่า...หมอนี่คือ ‘คนโกหก’?’ หลินเจวี๋ยคิดในใจ แล้วค่อยๆ ยกอันดับความสงสัยในตัวเหอผิงเกอขึ้นเป็นลำดับแรก