- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 31 รหัส X
บทที่ 31 รหัส X
บทที่ 31 รหัส X
หลินเจวี๋ยวางแฟ้มสองกล่องกลับเข้าที่ ก่อนจะถือแฟ้มอีกกล่องที่เขียนว่า รหัส X กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
ทันทีที่เดินกลับมา เขาก็เห็นหวงหยงเดินออกมาจากห้องหัวหน้าหน่วย สีหน้าเคร่งขรึม ดูเหมือนว่าเขาจะโดนมาหนักจริง ๆ
เมื่อรู้ตัวว่าถูกมอง หวงหยงก็ปรายตามาอย่างดุดัน แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เด็กคนนี้อารมณ์ร้อนจริง ๆ
หลินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปวางแฟ้มลงบนโต๊ะของสวี่เสี่ยวชี “เสี่ยวชี นี่ของที่นายขอไว้”
“ขอบคุณนะ”
สวี่เสี่ยวชีเปิดแฟ้มออก ด้านในมีทั้งกองรูปถ่ายและแผ่นข้อมูลประวัติบุคคล
หลินเจวี๋ยโน้มตัวไปมอง เห็นได้ไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยน ‘เดี๋ยวก่อน… รหัส X นี่ทำไมถึงเป็นเรา?’
[รหัส: X]
[สถานะ: ???]
[ปรากฏตัวครั้งแรกที่อพาร์ตเมนต์เซี่ยงหยางฮวา หมอคลินิก โจวเยว่]
[ปรากฏตัวครั้งที่สองอพาร์ตเมนต์ซินเฉียว นักศึกษามหาวิทยาลัย หวังเทียนซู]
[ผู้ค้นพบ: หน่วยยามราตรี]
[ตัวตนที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าเป็นองค์กรลึกลับ สามารถ “สวมบทเป็นผู้ตาย” หรือ “ชุบชีวิตผู้ตาย”? จำนวนสมาชิกไม่ทราบแน่ชัด ขณะนี้ยังไม่พบพฤติกรรมอันตรายใด ๆ]
กองรูปถ่ายที่แนบมาคือภาพสิ่งประหลาดที่หลินเจวี๋ยเคยสังหาร รวมถึงรูปของโจวเยว่และหวังเทียนซู
หลินเจวี๋ยมองอยู่นาน ก่อนเห็นสวี่เสี่ยวชีหยิบรูปถ่ายจากเหตุการณ์เมื่อวานใส่เข้าไปในแฟ้ม แล้วเขียนข้อความเพิ่มลงบนเอกสารอีกบรรทัด
[ปรากฏตัวครั้งที่สาม ลานจอดรถ ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่มอลล์ หมอคลินิก โจวเยว่]
อีกไม่นาน… อาจต้องเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัด ปรากฏตัวครั้งที่สี่ กรมตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ฝึกหัด ฟางฮ่าว
หลินเจวี๋ยนั่งเงียบ ใจหนึ่งคิดถึงสีหน้าของเฉินฝูในตอนที่ได้รู้เรื่องนี้ เพียงคิดภาพนั้นก็แทบจะเห็นรอยย่นระหว่างคิ้วของอีกฝ่ายขึ้นมาในหัว
เขาค่อย ๆ เบือนสายตากลับมาที่โต๊ะตัวเอง แล้วนั่งลงโดยไม่พูดอะไรอีก
….
เวลาหนึ่งทุ่มตรง หวงหยงเดินออกจากตึกกรมตรวจสอบด้วยสีหน้าอึมครึม
แค่คิดถึงตอนที่โดนหัวหน้าด่าก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง
ไอ้หมอโจวเย่ว่นั่นก็แปลกคน ทำตัวปกติไม่เป็น อยู่ ๆ จะปลอมเป็นสิ่งประหลาดไปขู่คนทำไม?
เขาบ่นงึมงำพลางเตะก้อนหินไปตามทาง “ถ้าไม่ได้ยินจากสวี่เสี่ยวชี ก็คงยังไม่รู้เลยว่าหมอนั่นมันคนจริง ๆ!”
“ก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ทำไมต้องมาหลอกกันด้วย?!”
ความอับอายจากเหตุการณ์นั้นยังติดค้างอยู่ในใจ
“ให้ตายสิ… อย่าให้เจอหน้าอีกก็แล้วกัน!”
หวงหยงขยี้ผมด้วยคงามหงุดหงิด เดินเข้าไปในร้านปิ้งย่างข้างทาง สั่งเหล้ามาหลายขวดแล้วนั่งดื่มอยู่คนเดียว
คำพูดของหัวหน้ายังดังก้องอยู่ในหัว “ถ้ามีครั้งหน้าอีก ก็ไม่ต้องมาทำงานแล้ว! กลับบ้านไปซะ!”
ถึงเขาจะขี้ขลาด และงานในกรมก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ค่าตอบแทนมันคุ้ม” ต่อให้เอาแต่นั่งเล่นทั้งเดือน เงินเดือนก็ยังสูงเป็นหมื่น ยิ่งถ้าได้ร่วมภารกิจจัดการสิ่งประหลาด ก็ยังมีโบนัสก้อนโตตามมาอีก
หวงหยงไม่ได้อยากเสียงานนี้ไป
“ผ่านการทดสอบต่อสู้เมื่อไหร่… ฉันจะยอมรับการปนเปื้อนด้วยตัวเอง!”
“ต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้!”
เขาพูดกับตัวเอง พลางฟาดขวดเปล่าลงกับโต๊ะ เสียงแก้วแตกกระจาย ก่อนจะเดินโซเซออกจากร้านปิ้งย่างไป
เขาไม่ได้เรียกรถ กลับเลือกเดินเล่นแทน
ทั้งที่รู้ดีว่า การเดินคนเดียวในเวลานี้ “อันตรายถึงชีวิต”
แม้คืนนี้ไม่มีหมอกปกคลุม
แต่ในเงามืดของเมือง ก็ยังมี “สิ่งที่หลุดออกมาจากหมอก” แฝงตัวอยู่เสมอ
….
เวลาสองทุ่มครึ่ง
หวงหยงเดินเซ ๆ อยู่ในย่านเมืองเก่า
ถนนสายนี้ทรุดโทรมจนพื้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ แทบไม่มีรถสักคันเลือกผ่าน ไฟตามถนนก็ติด ๆ ดับ ๆ
ตึกแถวรอบข้างส่วนใหญ่ก็ดับไฟหมดแล้ว ทั้งถนนจึงมืดกว่าพื้นที่อื่นหลายเท่า
หวงหย่งเดินคนเดียว เงาของเขาทอดลงบนพื้น ทอดยาวเฉียงไปอีกด้านหนึ่งของถนน เงาของเขาสะท้อนลงบนกำแพงเล็กน้อย
แต่หลังเงาของเขา ดูเหมือนจะมี “เงากลม ๆ” ทาบอยู่ด้วย
คล้ายกับ… หัวของใครบางคน
หวงหยงชะงัก
“ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไรตามมา…” สติกลับคืนมากว่าครึ่ง เขาหันขวับไปข้างหลังทันที
ด้านหลังของหวงหยง ว่างเปล่าราวกับกลืนหายไปในความมืด มีเพียงแสงไฟเมืองที่กระพริบอยู่ปลายถนนไกลลิบ
“ไม่เห็นมีอะไรเลย… หรือเราจะเมามากไปจริง ๆ?”
เขากะพริบตาแรง ๆ สองสามครั้ง เปลือกตาหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วถ่วง แต่ทันทีที่หวงหยงหันกลับมา จู่ ๆ ก็มีหัวน่าเกลียดปรากฏขึ้น ห่างออกไปไม่ถึงสามเซนติเมตร แทบจะประจันหน้ากัน
ดวงตาสีเทาขุ่นของมันไร้ซึ่งชีวิต จ้องเขม็งราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปถึงข้างใน
กลิ่นเหม็นเน่าจากศีรษะนั้นคละคลุ้งในอากาศ หวงหยงถึงกับคลื่นไส้แทบอาเจียน ลูกตาเขาค่อย ๆ เบิกกว้าง สติกลับคืนมาทันทีในชั่วพริบตาเดียว ม่านตาสั่นระริกเหมือนถูกบีบเข้าหากัน
“หนุ่มน้อย… เจ้ากลัวข้างั้นเหรอ?”
เสียงแหบแห้งเย็นชาดังออกมาจากปากที่ฉีกกว้างของมัน
ด้วยนิสัยขี้กลัวของหวงหยง แค่ไม่กรีดร้องออกมาก็นับว่าเก่งมากแล้ว ตอนนี้ในหัวมีเพียงความคิดเดียว หนีให้เร็วที่สุด
แต่เสียงของหัวหน้าหน่วย กลับดังขึ้นในสมองอย่างชัดเจน
“หวงหยง! เข้างานมาสามเดือนแล้ว ยังสอบไม่ผ่านสักที! เจอสิ่งประหลาดก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่อายบ้างรึไง!”
“เจอคนปลอมเป็นสิ่งประหลาดก็กลัวจนหนีหัวซุกหัวซุน แกยังกล้าเรียกตัวเองว่าสมาชิกทีมหิ่งห้อยอีกเหรอ!”
“อยากเป็นคนขี้ขลาดไปทั้งชีวิต หรืออยากลองเป็น ‘ฮีโร่’ แค่สักครั้งกันแน่!”
เสียงดุดันนั้นเหมือนยังสะท้อนอยู่ข้างหู เส้นเลือดฝอยในดวงตาหวงหยงปูดขึ้น เขากัดฟันแน่น ดึงมีดสั้นทองสัมฤทธิ์จากเอวออกมาพร้อมตะโกนลั่น
“กลัวพ่อแกสิ!”
เขาหน้าแดงก่ำ แกว่งมีดหมายจะฟันศีรษะตรงหน้า เขาไม่เชื่อหรอกว่า แค่หัวเขาจะทำอะไรมันไม่ได้!
แต่ในวินาทีนั้นเอง
มุมปากของหัวนั้นกลับค่อย ๆ โค้งขึ้น เป็นรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ
หวงหยงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง แทรกเข้ามาในสมอง ความรู้สึกหนาวซ่านไหลพร่าเหมือนแสงไฟที่ถูกคลุมด้วยผ้า สติเริ่มพร่าเลือน ภาพตรงหน้าค่อย ๆ จางหาย
การปนเปื้อน…
แก ไอ้สาร….
นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบไป
….
เย็นวันนั้น หลินเจวี๋ยนั่งทำงานล่วงเวลาอยู่ในกรมตรวจสอบช่วยสวี่เสี่ยวชีจัดเอกสารกองใหญ่จนเสร็จ พอเดินออกจากตึก ท้องฟ้าข้างนอกก็กลืนแสงสุดท้ายไปจนมืดสนิทแล้ว
เวลาเกือบสองทุ่ม
ตามนิสัยเดิม หลินเจวี๋ยถีบจักรยานเช่าสาธารณะมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อมาถึงย่านเมืองเก่า รถบนถนนก็เหลือน้อยจนแทบไม่เห็นแม้แต่คันเดียว แม้แต่คนเดินถนนก็หายไปหมด เหลือเพียงเสียงล้อจักรยานที่บดผ่านพื้นถนนขรุขระในความเงียบ
ขณะกำลังเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ เขาก็แตะเบรกกะทันหัน สายตาเห็นเงาร่างหนึ่งเดินโซเซอยู่ไม่ไกลข้างหน้า
หวงหยง
‘หมอนี่ก็อยู่แถวนี้เหรอ… แถมยังเมาด้วย?’ หลินเจวี๋ยคิดในใจ เผลอยกคิ้วขึ้นน้อย ๆ
“ดูเหมือนจะยังพอมีศักดิ์ศรีอยู่ โดนว่ามาทั้งวันยังพอรู้สึกอาย”
เขากำลังจะสวมบทบาทของ “ฟางฮ่าว” เพื่อทักทายอีกฝ่าย แต่ทันใดนั้นหางตาก็เห็นบางอย่าง กลม ๆ เคลื่อนที่อยู่ใกล้พื้นถนน
มัน “ลอย” อยู่เหนือพื้นเพียงเล็กน้อย และกำลังเลื้อยเข้าหาหวงหยงช้า ๆ
หลินเจวี๋ยชะงัก
“หัวบิน!”
มันกลับมาอีกแล้ว
เขารีบดึงจักรยานเข้าข้างทาง แอบหลยเข้าไปในเงามืดหลังแนวกำแพง
หัวนั้นลอยต่ำอยู่ด้านหลังของหวงหยง พออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวหันกลับ หัวก็พุ่งสูงขึ้นไปด้านหน้าในเสี้ยววินาที
เสียงคำรามของหวงหยงดังลั่น จากนั้นไม่ถึงสามวินาที หลินเจวี๋ยก็เห็นมือของเขาที่ถือมีดค่อย ๆ ลดลง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นเชิด แล้วเดินตามหัวนั้นไปอย่างไร้สติ
โดนปนเปื้อนแล้วสินะ…
หลินเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
【บทละครที่ 3: ตอนกลางคืน หลังเลิกงาน คุณพบว่ามีเพื่อนร่วมงานถูก “หัวบิน” ปนเปื้อน เขาตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ด้วยความรู้สึกอยากช่วยเหลือ คุณจึงตัดสินใจติดตามไป…】
ฟางฮ่าว… ตัวละครนี้ชัดเจนว่าเป็น “คนกล้า” ที่พร้อมจะเสี่ยงเพื่อปกป้องผู้อื่น ดูท่าคำตอบที่เขาเคยให้เฉินฝูในวันนั้น คงไม่ผิดจริง ๆ
หลินเจวี๋ยจอดจักรยานไว้ชิดกำแพง แนบตัวเข้ากับเงามืด แล้วเดินตามไปในระยะห่างที่พอดี
เงาไฟริมทางสั่นระริก แสงสะท้อนจากหัวมนุษย์ที่ลอยอยู่ข้างหน้า ส่องวาบบนดวงตาของหลินเจวี๋ย
เย็นเยียบ และนิ่งลึก