- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 25 เพราะแพทย์ย่อมมีเมตตาใช่ไหมล่ะ
บทที่ 25 เพราะแพทย์ย่อมมีเมตตาใช่ไหมล่ะ
บทที่ 25 เพราะแพทย์ย่อมมีเมตตาใช่ไหมล่ะ
หลินเจวี๋ยก้าวเข้าไปทีละก้าว
เขาหยุดยืนห่างจากเงาดำเพียงสามก้าว และในที่สุด... ก็ได้เห็นใบหน้าของมันชัดเจน
ชายคนนั้นมีหน้าตาธรรมดา สูงราวเมตรเจ็ด เป็นใบหน้าที่ดูธรรมดาสามัญแบบที่คนทั่วไปจะมองข้าม
“คุณอยากให้ผมหาอะไร?” หลินเจวี๋ยมองตรงไป ยกมุมปากขึ้นอย่างเป็นมิตร
รอยยิ้มกับเสื้อกาวน์สีขาวของเขาเข้ากันอย่างประหลาด
ในยามที่บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและความเน่าเปื่อย เขากลับดูเหมือน “เทวดาในชุดขาว” ที่ยินดีจะช่วยเหลือแม้แต่คนแปลกหน้า
สิ่งประหลาดนั้นเหมือนก็ไม่คาดคิดว่า “หมอ” ตรงหน้า จะไม่หวาดกลัวมันเลย มันนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นจนเห็นรอยแผลฉีกเป็นทาง ทั่วใบหน้ามีแต่รอยกรีดลึก
“...คุณไม่กลัวฉันเหรอ?” เสียงมันแหบแห้ง
“ทำไมต้องกลัว?” น้ำเสียงของหลินเจวี๋ยสงบนิ่ง “ผมเป็นหมอ หน้าที่ของผมคือรักษาชีวิต ผมเคยเห็นคนไข้ที่สภาพหนักกว่าคุณอีก ถ้าผมกลัวแล้วใครจะช่วยพวกเขาล่ะ?”
ดวงตาของสิ่งประหลาดสั่นระริกขึ้นมา
โลกนี้... ยังมีคนแบบนี้จริง ๆ หรือ?
มันค่อย ๆ ยกแขนขึ้น แล้ว
ฉีกแขนตัวเองออก!
เสียงกระดูกแตกดัง กรอบ! เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น แขนทั้งสองข้างตกลงกับพื้น และยังคงดิ้นกระตุกเหมือนมีชีวิต
“เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน!” มันกรีดร้อง เสียงสะท้อนก้องไปทั่วลานจอดรถ “แขรของฉันขาดแล้ว... คุณช่วยเก็บให้หน่อยได้ไหม?”
มันพูดพลางจ้องดูสีหน้า “มนุษย์” ตรงหน้า
ในใจของมันเย้ยหยัน
มนุษย์ตัวเล็ก ๆ แบบนี้ จะกล้าอยู่เฉยได้ยังไง?
แต่หลินเจวี๋ยเพียงมองไปที่แขนทั้งสองที่ดิ้นอยู่บนพื้น แววตาของเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังตรวจดูอาการของคนไข้จริง ๆ
“สภาพของคุณหนักมาก... ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?”
เขาขยับแว่นบนสันจมูก แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “อย่าเพิ่งกังวล ผมแค่อยากหาสาเหตุของโรค เพื่อรักษาให้ถูกจุดเท่านั้น”
“หาสาเหตุของโรค... รักษาให้ถูกจุด?” สิ่งประหลาดนั้นเบิกตาโพลง เสียงในหัวมันปั่นป่วน หมอนี่… สมองเขายังดีอยู่รึเปล่า? เห็นแบบนี้แล้ว ทำไมยังไม่กลัวอีก?
“คุณ... คุณอยากช่วยฉันจริง ๆ เหรอ?” มันถามอย่างเหลือเชื่อ
หลินเจวี๋ยยิ้ม รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกไว้วางใจอย่างน่าประหลาด
“ผมเป็นหมอครับ เห็นคนไข้ก็ต้องช่วยอยู่แล้ว... ก็เพราะแพทย์ย่อมมีเมตตาใช่ไหมล่ะ?”
ทันทีที่พูดจบ ร่างของหลินเจวี๋ยราวกับแผ่แสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา แสงนั้นอบอุ่นจนแม้แต่หัวใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตของสิ่งประหลาดยังรู้สึกสั่นไหว
เงาดำตรงหน้า...ลังเลไปชั่วครู่
ก่อนจะเริ่มพูดเสียงแหบพร่า “คืนนั้น...เป็นคืนฝนตก... ฉันเพิ่งเลิกงาน… จู่ ๆ ก็มีผู้ชายใส่เสื้อกันฝนเดินสวนมา... มือเขาถือประแจ...”
เส้นเลือดดำพาดขึ้นเต็มใบหน้า มันเริ่มตัวสั่น ความทรงจำเก่าถูกขุดขึ้นมาจนหมอกดำรอบตัวปั่นป่วนไปหมด
“ฉันพยายามจะหนี...แต่เขาใช้ประแจฟาดเข้าที่หัวฉัน...”
“พอรู้สึกตัวอีกที...ก็อยู่บนเตียงผ่าตัด...”
“เขาถือเลื่อยอยู่ในมือ...”
“เขา...ตัดแขนฉันออกทีละข้าง!”
“ใช้มีดผ่าตัดกรีดทั่วใบหน้าฉัน”
“มันเจ็บ...เจ็บเหลือเกิน!”
“ทำไมต้องเป็นฉัน!? ทำไมต้องฆ่าฉัน!?”
“ฉันจะฆ่าพวกมันทั้งหมด! จะฉีกแขนขาพวกมันออกให้หมด! ให้พวกมันได้ฟังเสียงกรีดร้องของตัวเองก่อนตาย!!”
เสียงกรีดร้องของสิ่งประหลาดกลายเป็นคลื่นอาฆาตสะท้อนก้องไปทั่วลานจอดรถ เลือดดำซึมออกจากรอยแผลทั่วใบหน้าของมันไม่หยุด
คืนฝนตก... ฆาตกร…
แววตาของหลินเจวี๋ยสั่นไหวเล็กน้อย
เขานึกถึง “ฉากสองดาว” ฉากนั้นตัวละครของเขา คือฆาตกรในคืนฝนพรำ…
หรือว่า… จะมีความเชื่อมโยงกัน?
หลินเจวี๋ยดันกรอบแว่นขึ้นเบา ๆ ถอนหายใจด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“เข้าใจแล้ว... คุณคงทรมานมากสินะ แต่ไม่ต้องห่วง ผมจะช่วยคุณเอง”
เขาก้มตัวลงอย่างสงบ เก็บแขนทั้งสองข้างของสิ่งประหลาดขึ้นมาช้า ๆ ท่วงท่าระมัดระวังราวกับกำลังยกของล้ำค่า
เลือดสีดำหยุดไหลในทันที เงาดำมองภาพนั้นนิ่งงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและ...ความรู้สึกบางอย่างที่ใกล้เคียงกับ “ซาบซึ้ง”
แพทย์ย่อมมีเมตตา…
โลกนี้ยังมีคนแบบนี้อยู่จริง ๆ งั้นเหรอ…
แม้ตนจะกลายเป็นสิ่งประหลาด
แต่ในสายตาของอีกฝ่าย มันกลับถูกมองเป็นเพียง “คนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือ” เท่านั้น
ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านในอกของมัน แววตาเริ่มพร่าด้วยความซาบซึ้ง…
จนกระทั่งหมอคนนั้น
ค่อย ๆ สอดแขนทั้งสองข้างไว้ใต้รักแร้ แล้วหันหลังกลับ ออกแรงวิ่งเต็มฝีเท้า หายวับไปกับความมืดอย่างไม่เหลียวหลัง
!!!
ตอนที่มันเริ่มรู้สึกตัว หลินเจวี๋ยก็วิ่งหนีไปไกลกว่า สามสิบเมตรแล้ว
“เวรเอ๊ย!”
ตอนนี้มันเริ่มเข้าใจทันทีว่าตั้งแต่ต้นอีกฝ่ายก็แค่หลอกมันเล่น ทั้งที่ตัวเองเป็น “สิ่งประหลาด” ที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน กลับถูกคำพูดลวง ๆ ของมนุษย์ทำให้หวั่นไหว
แพทย์มีเมตตาเหรอ? บัดซบสิไม่ว่า!
สิ่งประหลาดกัดฟันด้วยความเดือดดาล แผลเป็นบนในหน้าเริ่มเจ็บปวดอีกครั้ง ทั้งตอนมีชีวิตและหลังตาย มันไม่เคยเจอใครชั่วได้เท่านี้มาก่อน!
มันบิดเท้า เคลื่อนไหวด้วยท่าทางประหลาดเหมือนหุ่นโชว์ในห้างที่ถูกปลุกให้ขยับ แล้วพุ่งตรงเข้าใส่หลินเจวี๋ย
“เอาคืนมา! เอาแขนคืนมา!”
“มันเจ็บ! เจ็บเหลือเกิน!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังสะท้อนก้องไปทั่วชั้นใต้ดิน หลินเจวี๋ยวิ่งพลางบีบแขนที่หนีบไว้ไม่ให้ดิ้นพล่าน สายตากวาดมองรอบตัวตลอดเวลา
เสียงเอะอะขนาดนี้ “หัวลอย” นั่นน่าจะได้ยินแล้วสินะ... หวังว่ามันจะหลงมาทางนี้ทีเถอะ
ทั้งสองฝ่ายไล่ตามกันอยู่นาน จนกระทั่งหมอกสีดำที่เหมือนละอองเกสรหลุดลอยกลับมาอีกครั้ง หลินเจวี๋ยรู้สึกว่าทิศทางเริ่มผิดเพี้ยน ระยะห่างระหว่างเขากับสิ่งประหลาดคนนั้นกลับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“หนีต่อสิ! ทำไมไม่หนีต่อไปล่ะ!” สิ่งประหลาดตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด เสียงเต็มไปด้วยความอาฆาต
เขาจะฉีกอีกฝ่ายให้แหลกเป็นชิ้น ๆ!
หลินเจวี๋ยถอนหายใจเบา ๆ “ผมก็แค่อยากช่วยคุณจริง ๆ ทำไมไม่เชื่อกันหน่อยล่ะ?”
พูดจบ เขาเหวี่ยงแขนที่หนีบไว้ใต้รักแร้โยนใส่อีกฝ่าย แล้วคว้ามีดปอกผลไม้ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมา
“ในเมื่อคนไข้ดื้อขนาดนี้... ก็ต้องผ่าตัดกันหน่อยแล้ว”
เขาพุ่งตามแขนที่โยนไป มีดในมือส่องประกายแสงไฟสว่างวาบขึ้นในอากาศ
……
“เดี๋ยวสิ ต้วนเฟย นายได้ยินเสียงอะไรไหม?”
หวงหยงหยุดเดิน น้ำเสียงสั่นพร่า สายตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด จ้องไปยังความมืดเบื้องหน้า
ต้วนเฟยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ชะงักหยุด สีหน้าเขาดูไม่ต่างกันนัก “ได้ยินเหมือนกัน เสียงมันอยู่ข้างหน้า”
“ฟังดูเหมือน... เหมือนคนใส่รองเท้าหนังวิ่งอยู่ข้างหน้า แล้วข้างหลังมี...”
เขาพูดต่อไม่ออก เสียงนั้นประหลาดเกินจะอธิบาย คล้ายเด็กที่ยังเดินไม่เป็นกลับวิ่งโซเซได้ เสียงฝีเท้าหนักบ้างเบาบ้าง สะเปะสะปะอย่างผิดจังหวะ
พร้อมกับเสียงคร่ำครวญเบา ๆ แว่วมาไม่ขาด แต่ฟังไม่ออกว่าอยู่ทิศไหนกันแน่
“นั่นมันอะไร? หรือว่ามีคนอื่นอยู่ในลานจอดรถนี้?” หวงหยงเผลอขยับเข้ามาใกล้ต้วนเฟยโดยไม่รู้ตัว
“น่าจะเป็นสิ่งประหลาดทั้งหมดนั่นแหละ” ต้วนเฟยสบถเสียงต่ำ “ให้ตายสิ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียวแล้ว”
ตั้งแต่พวกเขาเข้ามา ฟางฮ่าวหายไปก่อน ตามด้วยสวี่เสี่ยวชี ตอนนี้เหลือแค่เขากับหวงหยงเพียงสองคนเท่านั้น
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิ่งประหลาดอยู่กี่ตัว แต่จากเสียงรอบด้าน… มันต้องมากแน่ ๆ
หรือว่าสิ่งเหล่านี้ตั้งใจใช้ “วงกตผี” ลวงให้พวกเขาแยกกัน ทำลายขวัญทีละนิด แล้วค่อยฆ่าทีละคน?
ต้วนเฟยมองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง ความมืดในมุมห้องทุกจุดเหมือนมีบางสิ่งแฝงอยู่
“อ๊าาาาาา!!!!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นในจังหวะนั้น เหมือนเสียงสุดท้ายของคนกำลังจะขาดใจตาย
หวงหยงสะดุ้งสุดตัว ร่างแทบจะพุ่งเข้ามาเกาะต้วนเฟยแน่น
“อย่าทำให้ตัวเองตกใจไปกว่านี้” ต้วนเฟยเอ่ยเบา ๆ พลางชักอาวุธออกมา “อย่างน้อยเราก็อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าไม่แยกกัน พวกเราสองคนร่วมมือ ยังไงก็สู้ไหว!”
หวงหยงหน้าแดงด้วยความอับอาย สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับตัวเองให้สงบลง
ถึงพวกเขาจะ “จุดสว่างดินแดนแห่งจิต” แล้ว มีกำลังต่อกรกับสิ่งประหลาดได้ แต่ประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับมันยังน้อยเกินไป
จิตใจพวกเขายังไม่แข็งพอที่จะรับกับความสยองตรงหน้า