- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 26 หลักการของแพทย์
บทที่ 26 หลักการของแพทย์
บทที่ 26 หลักการของแพทย์
หลินเจวี๋ยยกชายเสื้อกาวน์ขึ้นมาเช็ดเลือดที่ติดอยู่บนคมมีด
ที่เท้าของเขา สิ่งประหลาดนอนนิ่ง ร่างเหี่ยวย่นเน่าเปื่อย ปากอ้าค้างเหมือนไม่อยากเชื่อเลยว่า ตัวเองจะถูกมีดปอกผลไม้ธรรมดา ๆ ปลิดชีวิตได้ง่ายดายขนาดนี้
ทั่วทั้งร่างมีรอยแผลเป็นทางยาวนับไม่ถ้วน เนื้อที่เปิดออกถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม
จัดการสิ่งประหลาดไปได้หนึ่งตัวแล้ว
หลินเจวี๋ยหันไปมองหมอกดำที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ก้าวเท้าออกไปช้า ๆ หมอกเหล่านั้นเหมือนเส้นด้ายแห่งการชี้นำ ลากเขาไปยังจุดที่มีสิ่งประหลาดซ่อนอยู่
สุดท้าย เขาหยุดที่ทางลงของบันไดหนีไฟ
ต้นตอของหมอกดำอยู่ที่ชั้นใต้ดิน (B2)
ตรงทางเข้ามีศพหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้น สวมเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หัวของเขาหายไปเหมือนกับศพก่อนหน้า ทั้งสองแขนก็หายไปด้วย
นี่คงเป็น “เฒ่าหวัง” ที่เจ้าหน้าที่อีกคนพูดถึงก่อนหน้านั้น
“หัวก็หายอีกแล้ว... เจ้านั่น คงอาศัยจังหวะวุ่นวายมาเก็บหัวเพิ่ม…”
“แอบเพิ่มพลังของมันสินะ”
หลินเจวี๋ยหลบศพนั้น เดินตามบันไดลงไปยังชั้นล่าง
บรรยากาศทั่วทั้งลานจอดรถเงียบสนิทจนผิดปกติ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นสะท้อนก้องไปทั่วโถงว่างเปล่า ตามขั้นบันไดมีคราบเลือดหยดเป็นทางทอดยาวลงไปถึงด้านล่าง
เมื่อก้าวสุดท้ายสัมผัสพื้น เขาก็หยุดตรงหน้าประตู
กลิ่นเน่าหนักหน่วงตีขึ้นมาในอากาศ
เขาก้มมองรอยเลือดที่ลากยาวบนพื้น เส้นทางของเลือดนั้นไปในทิศเดียวกับหมอกดำที่ลอยนำทาง
“ไม่ต้องพึ่งหมอก… แค่ตามรอยเลือดนี้ก็พอ”
“แขนของศพพวกนั้น ถูก สิ่งประหลาดตัวนั้นฉีกออกไปเองสินะ ดูท่ามันคงเอาแขนพวกนั้นลงมาที่นี่…”
“มันเอาแขนพวกนั้นลงมาทำไม?”
“หลินเจวี๋ยขมวดคิ้ว”ทำไมกัน... เพื่อเอาใจ? หรือเพื่อเลี้ยงดู? สิ่งประหลาดพวกนี้... มันช่วยเหลือกันได้ด้วยงั้นเหรอ?”
รอยเลือดลากยาวต่อเนื่อง นำทางเขาไปจนถึงห้องน้ำของชั้นใต้ดิน
ห้องน้ำนั้นมืดยิ่งกว่าลานจอดรถอีก มองจากทางเข้าแทบไม่มีแสงสักเส้น เหมือนเหวลึกที่กลืนทุกสิ่งที่จ้องมองเข้าไป
หมอกดำในนี้เข้มข้นกว่าที่ใด แต่หลินเจวี๋ยประเมินด้วยสัญชาตญาณว่า ด้วยพลังตอนนี้ เขาน่าจะรับมือได้ไม่ยาก
เขาไม่แน่ใจว่าระดับของตัวเองจัดอยู่ขั้นไหนแล้ว ทว่าแค่จัดการสิ่งประหลาดระดับ E ยังถือว่าง่ายดาย
หลินเจวี๋ยสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปในห้องน้ำ
ภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ หลายช่อง แต่ละบานประตูปิดสนิทหมด หมอกดำทะลักออกมาจากช่องล่างของประตูห้องสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง
แผ่วเบาในความมืด มีเสียง “เคี้ยว” ดังขึ้นเป็นระยะ เหมือนใครบางคนกำลังแอบกินอะไรอยู่ในนั้น
หลินเจวี๋ยยืนที่หน้าห้องสุดท้าย ยกมือเคาะประตูสองที “สวัสดีครับ... มีใครอยู่ข้างในไหม?”
ไม่มีคำตอบ แต่เสียงเคี้ยวนั้นหยุดลงในทันที
“ผมได้ยินเพื่อนของคุณบอกว่าคุณป่วย... ผมเป็นหมอ มาที่นี่เพื่อช่วยนะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ พยายามให้ฟังดูไม่เป็นภัย “ถ้าไม่ตอบ ผมจะเปิดประตูแล้วนะ”
สิ้นเสียง เขาก็ดึงประตูเปิดออก
ในช่องแคบอับชื้นนั้น หญิงคนหนึ่งนั่งยองอยู่หลังประตู ผมยาวรุงรังปกหน้า ชุดกระโปรงลายดอกเต็มไปด้วยคราบเลือด เธอกำลังหันหลังให้หลินเจวี๋ย
ข้างตัวของเธอมีแขนหลายข้างวางกองอยู่บนพื้น แขนพวกนั้นมองแวบเดียวก็รู้ว่ามาจากศพก่อนหน้า เนื้อหนังเต็มไปด้วยรอยกัดฉีกเหมือนถูกสัตว์ร้ายแทะกิน
หญิงคนนั้นค่อย ๆ หันหน้ามาช้า ๆ ผมดำกระเซอะกระเซิงแหวกออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ในปากของเธอยังงับ “นิ้วมือ” เอาไว้หนึ่งนิ้ว
ริมฝีปากบนล่างของเธอเต็มไปด้วยรอยเข็ม เหมือนเคยถูกใครบางคนเย็บปิดไว้ก่อนตาย…
สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกยิ่งกว่าทุกอย่าง คือดวงตาของหญิงคนนั้น
ในเบ้าตาทั้งสอง ไม่มีแม้แต่เสี้ยวของตาขาว มีเพียงม่านตานับไม่ถ้วนเบียดกันอยู่เต็มไปหมด มันเคลื่อนไหวสั่นระริกเหมือนฝูงแมลงที่กำลังพลุกพล่านอยู่ภายใน
‘พลังหมอกดำของเธอเข้มกว่าเจ้าสิ่งประหลาดก่อนหน้านี้... แต่ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้’
หลินเจวี๋ยคิดในใจ พลางสอดมือซ้ายใส่กระเป๋า เหมือนฉากตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับคนไข้ทั่วไปในห้องตรวจ
น้ำเสียงของเขานิ่งสงบไร้แววอารมณ์
“ดูท่าจะจริงอย่างที่เพื่อนของเธอบอก... อาการของเธอคงหนักไม่เบาเลยนะ”
หญิงคนนั้นจ้องมองเขา ดวงตาที่เต็มไปด้วยม่านตานับร้อยสะท้อนแสงแปลกประหลาดแวววาวขึ้นมา
แววของความอันตราย
หลินเจวี๋ยพูดต่อน้ำเสียงของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ “เพื่อนของเธอ... คนที่แขนขาดน่ะ ผมรักษาเขาแล้ว ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องแขนอีกต่อไป”
เขาก้าวเข้าไปอีกนิด สีหน้าไม่เปลี่ยน “ส่วนอาการของเธอ... ดูเหมือนจะเป็น โรคกินเนื้อคน นะ”
“เนื้อดิบมีแต่เชื้อโรคกับพยาธิ ถ้าอยากกินจริง ๆ อย่างน้อยก็ควรต้มให้สุกก่อน”
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือออกไปอย่างใจเย็น ดึง “นิ้วมือ” ที่อยู่ในปากหญิงคนนั้นออกมา
สายตาของเขาอ่อนโยนจนน่าขนลุก
“อย่าทรมานตัวเองอีกเลยนะ บอกผมเถอะ... อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้?”
“ผมจะหาทางรักษาให้ตรงจุดเอง”
ริมฝีปากของสิ่งประหลาดขยับเล็กน้อย
เธอไม่คิดเลยว่าชายแต่งชุดหมอคนหนึ่งจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า แล้วพูดว่าจะ “ช่วยเธอ”
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบอกด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งว่าได้ “รักษาเพื่อนของเธอ” แล้ว
แม้จะรู้สึกแปลก… แต่เธอก็พูดไม่ออกว่ามันแปลกตรงไหน
สิ่งประหลาดมองหมอหนุ่มตรงหน้า เขามีท่าทางสุภาพ เรียบร้อย แววตานิ่งสงบ ไม่มีความหวาดกลัวหรือรังเกียจในดวงตาแม้แต่น้อย
ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่เห็นสิ่งประหลาดแล้วตื่นตระหนกสุดขีด สายตานั้นเหมือนจริงแท้ เหมือนเขามองเธอเป็นเพียง “ผู้ป่วย” คนหนึ่งเท่านั้น
หัวใจที่ตายไปนานแล้วของเธอ… เหมือนกำลังขยับเต้นขึ้นมาอีกครั้ง
เธอค่อย ๆ ดึงนิ้วจากแขนขาดข้างหนึ่งขึ้นมา ใช้มันแทนปากกา เขียนบนผนังห้องน้ำด้วยเลือดสด
อักษรสีแดงเรียงกันช้า ๆ
คุณไม่กลัวฉันหรอ?
พูดไม่ได้สินะ…
แล้วทำไมสิ่งประหลาดพวกนี้ถึงชอบถามคำนี้กันนัก?
เขาเงยหน้ามองหญิงคนนั้น ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ผมเป็นหมอครับ”
“ไม่ว่าจะหน้าตาเป็นยังไง ในสายตาผม ทุกคนเท่าเทียมกัน ถ้าเจ็บป่วย... ก็ถือเป็นคนไข้ของผม”
หลินเจวี๋ยค่อย ๆ ย่อตัวลง เสียงของเขานุ่มนวลและอบอุ่นจนแทบจะขัดกับบรรยากาศรอบตัว
“หลักการของผม มีแค่สองประโยคเท่านั้น”
เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“คนไข้ต้องมาก่อน หัวใจของแพทย์คือความเมตตา”
“หน้าที่ของผม คือรักษาให้คุณหาย”
คำพูดนั้นทำให้แสงในดวงตาของสิ่งประหลาดเป็นประกาย เธอ... ไม่เคยเจอใครพูดกับเธอแบบนี้เลยตอนยังมีชีวิตอยู่
ไม่คิดเลยว่าหลังกลายเป็นสิ่งประหลาด กลับได้เจอ “ความอบอุ่น” ที่ควรได้รับในตอนเป็นคน
เธอหยิบนิ้วขาดขึ้นมาอีกครั้ง เขียนต่อบนผนังด้วยเลือดที่หยดเป็นทาง
อักษรแต่ละตัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างยากลำบาก
คืนฝนตก... เสื้อกันฝน... ผู้ชายคนนั้น... เขาเย็บปากของฉัน
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวของหลินเจวี๋ยทันที
ค่ำคืนฝนตกหนัก หญิงสาวคนนี้ถูกชายคนหนึ่งในเสื้อกันฝนสะกดรอย เขาตามเธอไปถึงบ้าน มัดเธอไว้ เย็บปากเธอด้วยเข็ม แล้วฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยม
“คืนฝนตก... อีกแล้วสินะ” หลินเจวี๋ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ สายตาเยือกเย็น
อีกหนึ่งคดี... ในค่ำคืนที่ฝนพรำ
สิ่งประหลาดก่อนหน้านั้นก็ตายตอนคืนฝนตก…
หญิงคนนี้ก็ตายตอนคืนฝนตก... จะบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?
หลินเจวี๋ยขมวดคิ้ว ในใจเริ่มประติดประต่อ รายหนึ่งถูก “ตัดแขนทั้งสองข้าง” “กรีดใบหน้า”
อีกรายถูก “เย็บปากจนพูดไม่ได้” ถ้าคนร้ายเป็นคนเดียวกัน... การกระทำแบบนั้น มันต้องมีความหมายบางอย่างแน่
“อืม...” เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนกำลังคิดอะไร “เพราะถูกเย็บปาก จนกลายเป็นโรคกินเนื้อคนสินะ... ถ้าใช้วิธีรักษาด้วยยาอย่างเดียว คงไม่ง่าย”
หญิงสิ่งประหลาดจ้องมองเขาอีกครั้ง แววในดวงตาค่อย ๆ เย็นลง ความรู้สึกคล้ายมนุษย์เมื่อครู่หายไปหมด เลือดสีดำเริ่มหยดลงจากปลายนิ้วของเธอ
แต่หลินเจวี๋ยยังคงพูดต่อเหมือนทุกอย่างปกติ
“ยา... คงช่วยอะไรคุณไม่ได้มากนัก”
“คำแนะนำของผมคือ…”
“ผ่าตัด”
สิ้นคำ มือซ้ายที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าถูกชักออกมาทันที มีดปอกผลไม้ในมือส่องประกายไฟก่อนจะฟันลงอย่างรวดเร็ว
เฉือน “แขน” ที่พุ่งมาจากเงามืดของสิ่งประหลาดจนขาดกระเด็น
เขาไม่เคยเชื่อว่าแค่พูดดี ๆ จะเปลี่ยนสิ่งประหลาดให้กลับเป็นมนุษย์ได เธอรอจังหวะจะโจมตีเขา แต่เขาเองก็รอจังหวะเช่นเดียวกัน
“อ๊ากกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังสะเทือน ห้องน้ำสั่นสะท้าน ดวงตาของหญิงสิ่งประหลาดเบิกกว้าง ม่านตานับร้อยสั่นระริกเหมือนฝูงแมลงพิโรธ หลินเจวี๋ยรู้สึกเหมือนสมองถูกค้อนเหล็กทุบเข้าอย่างจัง ภาพรอบข้างพร่ามัว
การโจมตีทางจิต!
แต่หลังจากเคยเจอ “วงกตผี” มาก่อน เขาก็เตรียมใจไว้แล้ว ในเสี้ยววินาทีนั้น เขากัดลิ้นตัวเองอย่างแรงจนเลือดกระเซ็น
ความเจ็บแปลบเฉียบพลันทำให้สติกลับมา เขาพุ่งตัวเข้าหาอีกฝ่าย มือขวาคว้าคอสิ่งประหลาด ผลักมันชนผนังอย่างแรง
มือซ้ายยกมีด แทงซ้ำ! แทงซ้ำอีกครั้ง!
เลือดสีดำพุ่งกระเซ็นเปรอะเสื้อกาวน์ขาวจนกลายเป็นสีหมึก
หญิงสิ่งประหลาดอ้าปากพยายามกรีดร้อง แต่แรงบีบที่คอแน่นราวคีมเหล็ก แม้สิ่งประหลาดไม่ต้องหายใจ เธอกลับรู้สึก “ขาดอากาศ” อย่างประหลาด
เสียงถูกกลืนหายไปในลำคอ
คมมีดสุดท้ายปักลงตรงหัวใจ
ร่างเธอเกร็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรุดนิ่ง... ไม่มีการเคลื่อนไหวอีก
หลินเจวี๋ยปล่อยมือ ถอนหายใจเบา ๆ เขาเหวี่ยงมีดไล่เลือดออก ถอดแว่นที่เปื้อนคราบดำออกเช็ด แล้วมองร่างตรงหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
จัดการไปอีกหนึ่งตัว