เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 เปิดเผย

บทที่ 19 เปิดเผย

บทที่ 19 เปิดเผย


เบื้องหน้าหลินเจวี๋ย คืออาคารสูงเจ็ดชั้นตั้งอยู่กลางย่านการค้า เขาเคยคิดว่ากรมตรวจสอบน่าจะตั้งอยู่ในที่ลับตาผู้คน แต่กลับไม่คิดว่าจะตั้งเด่นอยู่กลางเมืองเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดดูดี ๆ มันก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะกรมตรวจสอบของยุคนี้ก็คล้ายกับ “สถานีตำรวจ” ในยุคสงบสุข ยิ่งให้ผู้คนเห็นมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

เพราะตราบใดที่ทุกคนรู้ว่า ในยุคที่สิ่งประหลาดออกอาละวาดและฆ่าคน ยังมีหน่วยงานเฉพาะทางที่รับมือกับเรื่องเหล่านี้อยู่ สังคมถึงจะสามารถรักษาความมั่นคงขั้นพื้นฐานเอาไว้ได้

ประตูใหญ่ของอาคารสร้างจากโลหะผสม สวี่เสี่ยวชีเดินไปข้างหน้า ยื่นมือเข้าไปในช่องล็อกประตู

เสียงเย็นชาของเครื่องจักรดังขึ้น

[เจ้าหน้าที่หน่วยยามราตรี กรมตรวจสอบ สวี่เสี่ยวชี ลายนิ้วมือตรงกัน]

เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้น ประตูเปิดออกโดยอัตโนมัติ

“พี่ก็ลองยืนยันดูบ้างสิ ผมเก็บลายนิ้วมือพี่ไว้ก่อนหน้าแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้น หลินเจวี๋ยก็อดชื่นชมความรัดกุมของระบบไม่ได้ โชคดีที่เขาเตรียมตัวมาล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นแค่ประตูบานนี้เขาก็คงเข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ แถมถ้าเกิดจับคู่ล้มเหลว เขาอาจถูกจับกุมในฐานะสิ่งประหลาด

เขาก้าวเข้าไป สวี่เสี่ยวชีรีบบอกอีก “ใช้หัวแม่มือขวา”

ดูท่าคงกลัวว่าเขาจะลืมจริง ๆ

หลินเจวี๋ยยื่นหัวแม่มือขวาเข้าไป เสียงเครื่องจักรดังขึ้นอีกครั้ง

[เจ้าหน้าที่หน่วยยามราตรี กรมตรวจสอบ ฟางฮ่าว ลายนิ้วมือตรงกัน]

ได้ยินอย่างนั้น สวี่เสี่ยวชีก็ถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่เกิดสองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น เขาก็เริ่มระแวงไปหมด เห็นใครก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนจริง ๆ

เมื่อลายนิ้วมือตรงกัน ก็แปลว่าตัวตนของฟางฮ่าวไม่มีปัญหาแน่นอน

“ไปกัน ผมจะพาไปเดินดูรอบ ๆ”

สวี่เสี่ยวชีพาหลินเจวี๋ยเดินเข้าไปในอาคาร “ชั้นหนึ่งเป็นโถงใหญ่ ใช้เป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ที่นี่ทุกคนเป็นคนที่ ‘จุดสว่าง’ ดินแดนแห่งจิตแล้ว รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยทั่วทั้งอาคาร”

หลินเจวี๋ยเงยหน้ามอง เห็นในโถงสว่างมีคนสวมชุดเกราะเต็มยศอยู่หลายคน แต่ในมือพวกเขาไม่ได้ถือปืน ทว่ากลับเป็นอาวุธระยะประชิดแทน

ในสายตาเขา อาวุธเหล่านั้นล้วนมีหมอกดำลอยวนอยู่รอบ ๆ บางเล่มหนา บางเล่มจาง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดา

“นั่นเรียกว่า อาวุธต้องสาป สิ่งประหลาดจะถูกฆ่าด้วยอาวุธปกติไม่ได้ ต้องใช้อาวุธพวกนี้ถึงจะทำร้ายมันได้”

สวี่เสี่ยวชีกล่าวเสริมด้วยความกลัวว่าหลินเจวี๋ยจะไม่เข้าใจ “อาวุธพวกนี้ได้มาจากในหมอก พลังของมันมหาศาลเกินจินตนาการ มนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้”

“อาวุธต้องสาปงั้นเหรอ…”

หลินเจวี๋ยพยักหน้า แม้เขาจะไม่มีของแบบนั้น แต่เขามีทักษะชุบไฟ แค่มีมีดปอกผลไม้ธรรมดา เขาก็ฆ่าสิ่งประหลาดได้แล้ว

พูดถึงเรื่องนี้ สร้อยข้อมือที่ได้มาจากคุณจูกับด้ายดำที่เย็บปากหญิงสาวคนนั้น ก็น่าจะเป็นอาวุธปีศาจเหมือนกันสินะ

แต่คุณจูเป็นแค่คนธรรมดา แล้วของพวกนั้นเขาไปเอามาจากที่ไหนกัน?

‘เขาไม่น่าเดินเข้าไปในหมอกเอง คนธรรมดาอย่างเขาไม่มีความกล้าพอ น่าจะมีใครบางคนเอาของพวกนั้นออกมามากกว่า…’

หลินเจวี๋ยคิดในใจ ขณะเดินตามสวี่เสี่ยวชีขึ้นบันได

“ชั้นสองกับชั้นสามเป็นฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายวิจัย ฝ่ายวิจัยจะเน้นศึกษาที่มาของหมอก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิด”

“ชั้นสี่เป็นสำนักงานของเจ้าหน้าที่ทั่วไป ส่วนชั้นห้าและชั้นหกเป็นของฝ่ายสอบสวน พวกเรากรมตรวจสอบสาขาเมืองซานเจียงมีฝ่ายสอบสวนอยู่ห้าหน่วย หน่วยยามราตรีของเรารวมถึงพี่แล้วมีทั้งหมดสี่คน หัวหน้าชื่อเฉินฝู”

สวี่เสี่ยวชีหยุดที่ชั้นห้า เปิดประตูห้องหนึ่งออกแล้วพูดว่า “หัวหน้ารอพี่อยู่ข้างใน”

ภายในเป็นห้องทำงานครบครัน หลังโต๊ะทำงานมีเก้าอี้ตัวหนึ่งหันหลังให้พวกเขา

ดูเหมือนเจ้าของเก้าอี้จะได้ยินเสียง จึงค่อย ๆ หมุนเก้าอี้กลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่หลินเจวี๋ยมองแล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างมาก

‘เขา…!’

หลินเจวี๋ยนึกออกทันที ตอนอยู่นอกคอนโดเซียงหยางฮวา เขาก็เคยเจอชายคนนี้มาก่อน ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นหัวหน้าเขาในตอนนี้

“ฟางฮ่าว?” เฉินฝูมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างพินิจ “ฉันชื่อเฉินฝู หัวหน้าหน่วยยามราตรี”

เขาชี้ไปยังเก้าอี้ตรงหน้า “ไม่ต้องเกร็ง นั่งสิ”

“ครับ ๆ หัวหน้า” หลินเจวี๋ยตอบเสียงสั่นอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทีเหมือนพนักงานใหม่ที่เพิ่งเจอหัวหน้าตรง ๆ ครั้งแรก

เขานั่งเกร็ง ๆ บนเก้าอี้ แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นรูปถ่ายสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน

เป็นรูปของโจวเยว่กับหวังเทียนซู

‘นี่เขากำลัง…สืบเรื่องของเราอยู่เหรอ?’

หลินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เรื่องแบบนี้ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นสักวันอยู่แล้ว

“นายเคยเห็นสองคนนี้ไหม?” เฉินฝูถามขึ้นทันที เพราะสังเกตเห็นแววตาของหลินเจวี๋ยที่เปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที

สายตาเฉียบคมชะมัด!

หลินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่สีหน้าของเขากลับไม่แสดงอารมณ์ผิดปกติใดๆ เขาจึงถามย้อนกลับว่า “เป็นเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนเหรอครับ?”

เฉินฝูจ้องเขาแน่นิ่ง เหมือนจะพยายามอ่านบางอย่างจากใบหน้าอีกฝ่าย ทว่าหลินเจวี๋ยถึงจะดูตึงเครียด แต่ไม่ใช่ความตึงเครียดแบบคนที่กลัวความลับรั่วไหล หากเป็นความกังวลที่เผชิญหน้าผู้บังคับบัญชาครั้งแรกเสียมากกว่า

“ไม่ใช่” เฉินฝูตอบในที่สุด แล้วเก็บรูปถ่ายสองใบนั้นกลับเข้าลิ้นชัก ก่อนหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมา

“ฟางฮ่าว อายุ 35 ปี โสด อาศัยอยู่ลำพัง อาชีพเดิมเป็นคนขับแท็กซี่ พลัดหลงเข้าไปในหมอกและได้รับการช่วยเหลือจากเสี่ยวชี หลังจากนั้นจุดสว่างดินแดนแห่งจิต ได้รับพลังในด้านพละกำลัง ถูกต้องไหม?”

"ครับหัวหน้า ทุกอย่างถูกต้อง ผมแค่ไม่แน่ใจว่าเป็นความสามารถที่เกี่ยวข้องกับพละกำลังหรือเปล่า แต่ผมสังเกตได้ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมรู้สึกแข็งแรกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"

คำตอบนั้นเหมือนกับคนที่เพิ่งจุดสว่างได้ไม่นาน ดูงง ๆ และซื่อ ๆ แบบมือใหม่ไม่มีผิด

“งั้นก็ดี” เฉินฝูหยิบปากกาขึ้นมา “ต่อไปฉันจะถามคำถามไม่กี่ข้อ นายตอบตามจริงก็พอ”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมไม่มีวันโกหกแน่นอน!”

“คำถามแรก นายคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน?” เฉินฝูหมุนปากกาในมือไปมา

อืม… แบบทดสอบประเมินตนเองก่อนเริ่มงานสินะ?

หลินเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง กรมตรวจสอบเป็นหน่วยงานที่รับมือกับสิ่งประหลาด ย่อมต้องชอบคนที่มีภาพลักษณ์ดีแน่นอน

ดังนั้นเขาจึงสวมบทบาท “วีรบุรุษนักดับเพลิง” ที่เคยเล่นมาก่อนทันที “ผมเคารพผู้สูงอายุและห่วงใยเด็ก ผมยึดมั่นในคำพูดและการกระทำ ผมซื่อสัตย์และเปิดเผย ผมปฏิบัติต่อทุกคนอย่างจริงใจ เพื่อนบ้านทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมเป็นคนดีมาก!

“หึ” เฉินฝูหัวเราะในลำคอเบา ๆ ใบหน้ายังไร้อารมณ์ เขาไม่เคยเจอใครพูดชมตัวเองขนาดนี้มาก่อนเลย

เขาเขียนบันทึกลงในช่องความคิดเห็นว่า

ขาดความตระหนักรู้ในตนเอง บุคลิกโอ้อวด

แล้วก็ถามต่อ “คำถามที่สอง ถ้าเกิดมีสิ่งประหลาดระดับ C ฆ่าคนต่อหน้าต่อตา นายจะทำยังไง?”

“สิ่งประหลาดระดับ C คืออะไรเหรอครับ?” หลินเจวี๋ยถามกลับ ในใจกลับตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้รู้ระดับพลังของสิ่งประหลาด

เฉินฝูอธิบายเสียงเรียบ “พวกเราจัดระดับสิ่งประหลาดจากแข็งแกร่งไปอ่อนเป็น A B C D E ส่วนทางฝั่งมนุษย์ก็มีห้าระดับเช่นกัน”

“นายเพิ่งจุดสว่างดินแดนแห่งจิต ถือว่ามีพลังแค่ครึ่งขั้น ถ้ามีอาวุธต้องสาปช่วย อาจพอสู้กับสิ่งประหลาดระดับ E ได้”

ถ้าอย่างนั้น… หลี่เฉิง ที่เขาเจอก่อนหน้าก็คงเป็นแค่สิ่งประหลาดระดับต่ำสุดสินะ

หลินเจวี๋ยถามต่อ “แล้วระดับของสิ่งประหลาดแต่ละขั้นต่างกันมากไหมครับ?”

“อีกไม่นานนายก็จะรู้เอง” เฉินฝูพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก “แค่รู้ไว้ว่าสิ่งประหลาดระดับ C แค่ใช้นิ้วเดียวก็ขยี้นายได้แล้ว มันไม่ต้องใช้สื่อกลางด้วยซ้ำ ก็สามารถ ‘ปนเปื้อน’ มนุษย์ได้โดยตรง”

ทรงพลังขนาดนั้นเชียว…?

หลินเจวี๋ยขมวดคิ้ว เฉินฝูพูดถึงการปนเปื้อนโดยไม่ต้องอาศัยสื่อกลาง นั่นหมายความว่ามันสามารถทำให้มนุษย์ “หลงทาง” ได้ทันที ไม่เหมือนหลี่เฉิงที่ต้องใช้วิธีชักจูงความคิดก่อน

อย่างเช่นผู้หญิงคนนั้น  สื่อกลางการปนเปื้อนของเธอ ก็คือการนำเส้นผมยัดเข้าไปในร่างของเหยื่อ

“ถึงหัวหน้าจะบอกว่าสิ่งประหลาดระดับ C แข็งแกร่งมาก แต่ตอนนี้ผมก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ผมจุดสว่างดินแดนแห่งจิต หน้าที่ของผมก็คือปกป้องคนธรรมดา ผมไม่มีทางยืนดูสิ่งประหลาดฆ่าคนต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด!”

สายตาของหลินเจวี๋ยแน่วแน่ ดวงตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความมุ่งมั่นราวกับมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ภายใน “ผมจะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อฆ่าสิ่งประหลาด ต่อให้ต้องเสียเลือดจนหยดสุดท้าย!”

เฉินฝูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เพียงแต่มองหลินเจวี๋ยด้วยแววตาเคร่งขรึมและพิจารณา

ในฐานะหัวหน้าหน่วย เขามีสายตาที่ช่ำชองในการดูคนอยู่แล้ว

เขามองออกว่าชายตรงหน้าไม่ได้โกหก สิ่งที่พูดออกมาคือความคิดจากใจ ความเสียสละและความกล้าหาญแบบไม่หวั่นต่อความตายของอีกฝ่าย ทำให้เขานึกถึง “วีรบุรุษดับเพลิง” ที่เดินทวนกระแสไฟในชีวิตจริง

ถ้าถามใจตัวเองดู เฉินฝูคิดว่า หากเป็นสถานการณ์ที่แทบเอาตัวไม่รอดแบบนั้น เขาเองคงหันหลังหนีตั้งแต่แรก แน่นอนว่าคนของกรมตรวจสอบทุกคนก็คงคิดแบบเดียวกัน

‘ดูท่าจะได้ฮีโร่มาหนึ่งคนแล้วสินะ…’

เฉินฝูขีดฆ่าประโยคที่เขาเขียนไว้บนกระดาษ แล้วเขียนใหม่เป็นบรรทัดหนึ่งว่า

ตรงไปตรงมา, เสียสละเพื่อผู้อื่น, แต่ค่อนข้างโง่

จบบทที่ บทที่ 19 เปิดเผย

คัดลอกลิงก์แล้ว