- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 20 เล่นเป็นแต่คนตาย?
บทที่ 20 เล่นเป็นแต่คนตาย?
บทที่ 20 เล่นเป็นแต่คนตาย?
“เอาล่ะ เดี๋ยวออกไปหาสวี่เสี่ยวชี เขาจะจัดงานต่อไปให้ แล้วก็ชอบอาวุธแบบไหน เดี๋ยวฉันจะไปขออนุมัติอาวุธต้องสาปให้สักชิ้น”
เฉินฝูปิดฝาปากกา แล้วบิดตัวคลายเมื่อยเล็กน้อย
แค่แสดงละครยังได้อาวุธต้องสาปมาฟรี ๆ ดีจริง ๆ
หลินเจวี๋ยรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขาพูดว่า “หัวหน้า ผมอยากได้อาวุธที่พกซ่อนได้ง่ายหน่อย ถ้าใช้ลอบโจมตีได้จะยิ่งดีครับ”
แบบเดียวกับมีดปอกผลไม้ของเขา พกไว้ในกระเป๋าหรือแขนเสื้อก็ไม่มีใครสังเกต พอเข้าใกล้สิ่งประหลาดก็สามารถใช้โจมตีให้ถึงตายได้ในทีเดียว
เฉินฝูเปิดฝาปากกาอีกครั้ง แล้วขีดฆ่าคำว่า ซื่อสัตย์เปิดเผย สี่คำที่อยู่บนแบบฟอร์ม
“ตกลง ออกไปได้แล้ว ในอีกไม่กี่วันจะให้คนนำของมาให้” เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะหมุนเก้าอี้กลับไปทางเดิ
เมื่อเดินออกจากห้องทำงาน สวี่เสี่ยวชีกำลังรออยู่ข้างนอก พอเห็นหลินเจวี๋ยก็ยิ้มพลางพูดว่า
“เขาถามคำถามแปลก ๆ กับพี่รึเปล่า?”
ไม่รอให้หลินเจวี๋ยตอบ เขาก็พูดต่อทันทีว่า
“ทุกคนที่เข้าฝ่ายตรวจสวนใหม่ ๆ จะโดนถามแบบนี้แหละ เพื่อดูแนวโน้มบุคลิกเบื้องต้นน่ะ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องออกภารกิจด้วยกัน จะให้มีคนที่เป็นพวกต่อต้านสังคมในทีมไม่ได้หรอก”
พูดจบ เขาก็พาดแขนโอบไหล่หลินเจวี๋ยไว้ “ไปกันเถอะ พี่ฮ่าว ผมจะพาไปดูโต๊ะทำงาน แล้วก็แนะนำเพื่อนร่วมทีมอีกคนให้รู้จัก”
นิสัยของสวี่เสี่ยวชีเป็นพวกเข้ากับคนง่ายโดยธรรมชาติ แบบนี้เองที่ทำให้คนอยากคุยด้วย
“ว่าแต่ ฉันเห็นรูปคนสองคนบนโต๊ะหัวหน้า เขาบอกว่าไม่ใช่เพื่อนร่วมทีม แล้วคนพวกนั้นเป็นใครกัน? หรือว่าเกี่ยวกับคดีที่เรากำลังจะสืบ?” หลินเจวี๋ยถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
สวี่เสี่ยวชีเหลียวมองรอบ ๆ ก่อนจะลดเสียงลง “สองคนนั้นน่ะ… ตายแล้วทั้งคู่”
“ตายแล้ว?” หลินเจวี๋ยอุทานออกมาอย่างตกใจ คราวนี้เป็นความรู้สึกจริง ๆ เขาเคยสงสัยว่าคนพวกนั้นหายไปไหน ไม่คิดเลยว่าจะเป็นศพไปหมดแล้ว
ทำไมถึงให้เล่นเป็นคนตายกันล่ะ?
หรือว่าระบบจะฆ่าคนพวกนั้นจริง ๆ เพื่อให้บทละครสมบูรณ์...?
สวี่เสี่ยวชีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คร่าว ๆ แล้วพูดต่อว่า
“ก็ประมาณนั้นแหละ คนหนึ่งตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน อีกคนเพิ่งตายเมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมาเอง”
“หัวหน้าตอนนี้กำลังกลุ้มใจกับเรื่องนี้อยู่ ผมเดาว่าน่าจะเป็นความสามารถพิเศษบางอย่างที่สามารถ ‘สวมหน้า’ คนอื่นได้ ต้องมีคนปลอมตัวเป็นสองคนนั้นแน่ ๆ”
“แต่หัวหน้าไม่คิดแบบนั้น เขาว่ามันเป็นฝีมือขององค์กรลึกลับอะไรสักอย่างที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด”
“พี่ฮ่าว คิดว่าแบบไหนน่าจะเป็นไปได้มากกว่ากัน?”
เขามองหลินเจวี๋ย เหมือนต้องการคำยืนยันจากอีกฝ่าย
จากที่ฟังดู เหตุการ์ณการตายของโจวเยว่กับหวังเทียนซูน่าจะไม่เกี่ยวกับระบบเลย เวลาก็ต่างกันมาก ตอนนั้นเขายังไม่ได้ข้ามมาด้วยซ้ำ
เพียงแต่ไม่คิดว่าสวี่เสี่ยวชีที่ดูเหมือนจะซื่อ ๆ กลับเดาได้ใกล้ความจริงขนาดนี้
“ฉันว่าที่หัวหน้าคิดน่าจะถูกต้องมากกว่านะ ใครจะไปว่างขนาดปลอมตัวเป็นคนอื่นแล้วยังเอาตัวเองไปพัวพันกับสิ่งประหลาดอีก” หลินเจวี๋ยพูดเรียบ ๆ หน้าตาไม่เปลี่ยนสี
ถ้ายามราตรีรู้ว่าคนที่พวกเขากำลังสืบอยู่ แท้จริงแล้วแอบแฝงอยู่ในทีมของตัวเองล่ะก็... จะเป็นยังไงกันนะ?
ได้คำตอบแล้ว หลินเจวี๋ยก็ไม่ต่อความ เขาเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปแทน
ระหว่างเดินไปตามทาง สวี่เสี่ยวชีแนะนำต่อเนื่องว่า
“ตรงนี้คือฝ่ายเอกสาร ทำหน้าที่รวบรวมคดีที่เราตรวจสอบสร็จแล้วจัดเก็บเข้าระบบ”
“นั่นคือห้องฝึกซ้อม จะมีคนมาสอนเทคนิคการต่อสู้ให้โดยเฉพาะ ต่อกรกับสิ่งประหลาดต้องมีพื้นฐานการต่อสู้บ้างถึงจะเพิ่มโอกาสรอดได้ โดยปกติพนักงานใหม่ต้องเข้าเทรนทุกวันจนกว่าจะผ่านการทดสอบ”
“ส่วนนั่นคือห้องพัก กลางวันมาพักงีบได้ มีห้องนอนแยกเป็นแคปซูลส่วนตัว ความเป็นส่วนตัวสูง จะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้”
“ขอแค่ไม่ส่งเสียงดังเกินไปก็พอ ครั้งก่อนมีคนจากหน่วยอื่นแรงเยอะไปหน่อย ทำแคปซูลพังทั้งเครื่อง กระดาษปลิวเกลื่อนพื้น กางเกงยังใส่ไม่ทันเลย อายแทบแทรกแผ่นดินหนี”
สวี่เสี่ยวชีทำหน้า “พี่เข้าใจใช่ไหม” ส่วนหลินเจวี๋ยก็หัวเราะแห้ง ๆ สองที
ที่นี่… ถือว่าเยี่ยมเลย กลางวันเขาจะได้แอบเข้าไปฝึก ทักษะชุบไฟ ได้สบาย ๆ
ทั้งสองเดินมาถึงโต๊ะทำงานว่าง ๆ โต๊ะหนึ่ง
สวี่เสี่ยวชีพูดขึ้นว่า “ที่นี่แหละ โต๊ะทำงานของพี่”
พูดจบ เขาก็ชี้ไปยังชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “คนนั้นชื่ออู๋ไห่ เป็นเพื่อนร่วมทีมของเรา เขาเปิดดินแดนแห่งจิตได้เมื่อครึ่งปีก่อน อยู่ขั้นหนึ่งเหมือนกัน”
“สวัสดีครับ” หลินเจวี๋ยยื่นมือขวาออกไปทักทาย
ชายหนุ่มคนนั้นเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็เบือนสายตากลับไปอย่างเย็นชา
‘ช่างเย็นชาซะจริง…’ หลินเจวี๋ยดึงมือกลับมาถูเบา ๆ ด้วยความเขิน
“หมอนั่นก็เป็นแบบนี้แหละ หน้าตายใส่ทุกคน” สวี่เสี่ยวชีเบ้ปาก “อาจจะเพราะเป็นพวกเก่งจัดก็ได้ อยู่บนยอดก็หนาวอย่างนี้ล่ะ”
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น หอกน้ำแข็ง อันหนึ่งก่อตัวขึ้นข้างอู๋ไห่ พุ่งตรงมาทางสวี่เสี่ยวชี
“แค่ล้อเล่นเอง” สวี่เสี่ยวชีหัวเราะพลางยื่นมือคว้าหอกน้ำแข็งไว้ จากนั้นก็บี้มันแตกละเอียดในมือ
ทั้งคู่หยอกล้อกันอยู่ แต่หลินเจวี๋ยกลับสังเกตได้ว่ามีสายตาไม่เป็นมิตรจากโต๊ะข้าง ๆ จ้องมา
เขาเงยหน้ามองไป เห็นชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับสวี่เสี่ยวชี
พอเห็นหลินเจวี๋ยมองมา พวกนั้นก็ยิ้มมุมปากอย่างมีนัยก่อนจะเบือนหน้าหนี
“พวกนั้นคือคนของหน่วย หิ่งห้อย น่ะ หัวหน้าพวกเขาไม่ถูกกับหัวหน้าเรา ก็เลยพาลกันไปหมด” สวี่เสี่ยวชีโน้มตัวมากระซิบข้างหู
หลินเจวี๋ยพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจอยู่ ยังไงซะ เขาแค่เล่นบทชั่วคราว พอจบฉากก็ไป ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งกับพวกนี้ให้เสียเวลา
งานในกรมตรวจสอบไม่ได้ดูยิ่งใหญ่เหมือนที่หลินเจวี๋ยคิดไว้เลย ตรงกันข้าม ตอนที่ไม่มีเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งประหลาดมันกลับน่าเบื่อสุด ๆ
แม้เขาจะนั่งดูคลิปเต้นสั้น ๆ บนมือถือทั้งเช้า ก็ยังไม่มีใครว่าอะไร
“ไปกินข้าวกัน ตอนบ่ายต้องไปฝึกในห้องเทรนนิ่ง ช่วงเที่ยงพักให้เต็มที่ล่ะ” สวี่เสี่ยวชีเคาะโต๊ะของเขาเบา ๆ
หลินเจวี๋ยปิดโทรศัพท์ที่ร้อนจนแทบไหม้ แล้วไปกินข้าวเที่ยงกับสวี่เสี่ยวชีที่โรงอาหาร จากนั้นก็เดินไปห้องพักกลางวันเพียงลำพัง
ห้องพักนั้นกว้างขวาง คล้ายโรงแรมแคปซูล มีช่องนอนเรียงเป็นแถว ตอนนี้คนพักมีไม่มากนัก จึงยังเหลือที่ว่างอีกเยอะ
หลินเจวี๋ยเลือกแคปซูลที่อยู่ด้านในสุด แต่ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตู กลับมีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาจากด้านหลัง กดประตูไว้แน่น
เขาหันกลับไป มองเห็นชายหนุ่มสองคนยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ เขาจำได้ทันทีว่าเป็นคนหน่วยหิ่งห้อย
“มาใหม่เหรอ?” หนึ่งในนั้นเอ่ยถาม
“ใช่ครับ ผมชื่อฟางฮ่าว เรียกว่าพี่ฟางก็ได้”
หลินเจวี๋ยยิ้มตอบ แม้จะรู้ว่าชายสองคนมาด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร แต่เขาก็ไม่อยากมีเรื่องตั้งแต่วันแรก
“รู้จักกันหน่อย ฉันชื่อหวงหยง” ชายหนุ่มคนนั้นยื่นมือมา
หลินเจวี๋ยยื่นมือไปจับ ทว่าทันทีที่มือสัมผัสกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงบีบที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนต้องกัดฟันพูดออกมา “เฮ้ เฮ้ เจ็บนะ เจ็บ!”
หวงหยงจิ๊ปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะปล่อยมือออก
หลินเจวี๋ยขยับนิ้วพลางหัวเราะกลบเกลื่อน “คนหนุ่มนี่แรงดีจริง ๆ ฮะ”
“น่าเบื่อหน่วยยามราตรี ดันรับพวกขี้ขลาดเข้ามา” หวงหยงพูดโดยไม่เหลียวมอง แล้วเดินจากไปพร้อมชายอีกคน
ระหว่างเดิน เสียงหัวเราะเยาะยังดังตามหลังมาไม่ขาดสาย
หลินเจวี๋ยมองแผ่นหลังของทั้งคู่ที่ค่อย ๆ ไกลออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหาย
ตอนนี้เขากำลังสวมบทเป็นชายวัยกลางคนที่สุขุม ถึงฟางฮ่าวอาจไม่อยากมีเรื่อง แต่หลินเจวี๋ย ไม่ใช่คนลืมแค้น