- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 8 ชายขี้เมา
บทที่ 8 ชายขี้เมา
บทที่ 8 ชายขี้เมา
อพาร์ตเมนต์ซินเฉียวถูกออกแบบให้แต่ละชั้นเป็นทางเดินยาวเชื่อมทุกห้องเข้าด้วยกัน ยืนอยู่ตรงบันไดก็สามารถมองเห็นทั้งชั้นได้ในคราวเดียว
“ชั้นสองตอนนี้เหลืออยู่ครอบครัวเดียว เป็นคนว่างงาน อยู่ห้อง 204”
คุณจูพูดพลางเดินนำไปที่ชั้นสอง
“ห้อง 201 ใช้เก็บของ มีแต่ของที่ฉันไม่ใช้แล้ว นอกจาก 201 กับ 204 ตรงกลางยังมีอีกสองห้อง เธอเลือกได้เลย เป็นห้องเดี่ยวทั้งคู่”
เขาพาหลินเจวี๋ยมาหยุดที่ห้อง 202 หยิบกุญแจไขประตูออก ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายออกมาตามรอยเปิด
หลินเจวี๋ยยกมือปัด ๆ ตรงหน้า ก่อนจะกวาดตามองสภาพห้อง
เป็นห้องเดี่ยวราวยี่สิบกว่าตารางเมตร ข้างขวาของประตูเป็นห้องน้ำ ซ้ายมือเป็นเคาน์เตอร์ครัวแบบแถวเดียว ด้านในเป็นห้องใหญ่ มีเตียงไม้หนึ่งเตียง โซฟาลายดอกเก่า ๆ อีกหนึ่งตัว และโต๊ะเขียนหนังสือตั้งชิดหน้าต่าง
“นานแล้วที่ไม่มีคนอยู่ ฝุ่นเลยเยอะหน่อย”
คุณจูเดินเข้ามา ตบฝุ่นบนโซฟาเบา ๆ แล้วหัวเราะ
“เฟอร์นิเจอร์ก็ยังครบอยู่ ทำความสะอาดหน่อย ซื้อเครื่องนอนสักชุดก็อยู่ได้แล้ว”
“เอาเลยครับพี่จู ห้องนี้แหละ” หลินเจวี๋ยมองรอบ ๆ แล้วพยักหน้าพอใจ
“ก็ได้ ฉันไม่เก็บเงินมัดจำ เอาแค่เดือนละ 500 ก็พอ”
หลินเจวี๋ยล้วงเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง หยิบแบงก์ร้อยไม่กี่ใบออกมา แต่ก็มีเศษเงินยับ ๆ หล่นตามออกมาด้วย ทั้งแบงก์สิบ แบงก์ห้า รวมถึงเหรียญหยวน
คุณจูเห็นแล้วก็ถอนหายใจ หยิบไปแค่สี่ใบ
“เอาแค่นี้ก็พอ ที่เหลือเธอเก็บไว้ซื้อของใช้เถอะ”
หนุ่มสาวสมัยนี้ก็ลำบากเหมือนกัน…
“อย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับ…” หลินเจวี๋ยก้มเก็บเงินด้วยความเก้อเขิน
“เมื่อก่อนผมลืมเอาเงินออกตอนซักผ้า เลยเปียกหมด แต่พอตากแห้งก็ยังใช้ต่อได้”
“ไม่เป็นไร ๆ แค่นี้พอแล้ว” คุณจูเก็บเงินสี่ร้อยไว้ในกระเป๋า ก่อนเอ่ยต่อ
“ขอดูบัตรประชาชนหน่อยสิ”
หลินเจวี๋ยหยิบออกมา แต่ก็ทำเหรียญเล็ก ๆ หล่นลงไปกลิ้งที่เท้าอีกฝ่าย
คุณจูรับบัตรมา พลิกดูอยู่นาน
“อ้าว…ไม่ใช่คนเมืองซานเจียงเหรอ?”
“ผมเป็นคนทางเหนือครับ สอบเข้ามหาลัยได้ที่นี่” หลินเจวี๋ยก้มเก็บเหรียญเสียงเบา “ขอโทษนะครับพี่จู ถึงสมัยนี้จะไม่ค่อยมีใครใช้เหรียญกันแล้ว แต่ก็ยังขึ้นรถเมล์ได้อยู่”
“เลิกเก็บเถอะ เหรียญไม่กี่สตางค์จะเอาไว้ทำไม” คุณจูกะพริบตารัว ๆ “ของใช้เครื่องนอนไม่ต้องซื้อแล้ว ฉันมีเหลืออยู่อีกผืน เดี๋ยวจะยกขึ้นมาให้”
พูดจบ เขาคืนบัตรประชาชน แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มคนนี้…ทั้งทำเหรียญตก ทั้งทำแบงก์หล่นอยู่เรื่อย ดูน่าสงสารมาก เป็นการทรมานน้ำใจเขาเหลือเกิน เขากลัวว่าถ้าอยู่ต่ออีกหน่อย เขาอาจจะต้องควักเงินให้
“ขอบคุณครับพี่จู ผมไม่ได้จงใจทำให้ดูน่าสงสารนะ กางเกงตัวนี้ใส่นานแล้ว…กระเป๋ามันเลยมีปัญหานิดหน่อย”
หลินเจวี๋ยมองแผ่นหลังที่รีบเร่งของคุณจู พลางเอ่ยถามต่อ
“เอ่อ…พี่จู ผมถ่ายวิดีโอในห้องตัวเองได้ไหมครับ ผมอยากเก็บบันทึกชีวิตใหม่ไว้หน่อย”
“อย่าให้ติดภาพฉันกับเมียก็แล้วกัน” คุณจูตอบห้วน ๆ ก่อนปิดประตูเสียงดัง ปัง!
ห้องเงียบลงทันใด แสงในห้องดูมืดทึม หลินเจวี๋ยดวงตาเย็นลง สีหน้ากลับคืนสู่ความเรียบนิ่ง
“คุณจูคนนี้…ก็ดูใจดีอยู่หรอก”
เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “แต่ภรรยา… เหมือนเธออยากจะพูดอะไรสักอย่าง ตั้งแต่เห็นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงเธอเลย…หรือว่าเป็นใบ้?”
เขานึกถึงริมฝีปากของเธอที่ขยับเมื่อครู่ เป็นรูปปากเปิดกว้างสองครั้ง คล้ายเสียง “อา…อา…”
“‘อา อา’…มันหมายความว่าอะไรกันแน่?”
นิ้วของหลินเจวี๋ยเคาะเบา ๆ บนที่เท้าแขนของโซฟา เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา
หลินเจวี๋ยปรับสีหน้าเล็กน้อย แววตาที่เมื่อครู่ยังนิ่งสงบกลับกลายเป็นหม่นหมองไร้ชีวิตชีวา
เขาเปิดประตูออกไป คนที่ยืนอยู่ไม่ใช่คุณจู แต่เป็นชายคนหนึ่งที่ทั้งตัวอวลไปด้วยกลิ่นเหล้า
“เพิ่งย้ายมาใหม่?” ชายคนนั้นเอนตัวพิงกรอบประตู มือยังถือขวดเหล้าเปล่าอยู่
หลินเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “พี่ชาย มีธุระอะไรหรือครับ?”
“ฉันอยู่ห้อง 204 เป็นเพื่อนบ้านนายนั่นแหละ ไม่คิดเลยว่าตึกพัง ๆ ที่จะถูกรื้อแล้ว จะยังมีคนโง่มาเช่าอยู่” ชายคนนั้นพูดพลางสะอึก ยกขวดเหล้าเปล่าขึ้นคว่ำที่ปากตัวเอง
ไม่มีเหล้าสักหยดไหลออกมา เขาดูหงุดหงิดขึ้นทันที “ไอ้เด็กใหม่ ยืมเงินหน่อยสิ ฉันจะไปซื้อเหล้า”
หลินเจวี๋ยต้องกลั้นมือไม่ให้ซัดหน้าผู้ชายไร้มารยาทตรงหน้า เขาทำทีเหมือนตกใจ ควักธนบัตรห้าหยวนยับ ๆ จากกระเป๋าออกมา “น…นี่ห้าหยวนครับ? พอไหม?”
มือของชายคนนั้นยื่นมาหยิบ แต่ปลายอีกด้านของธนบัตรถูกหลินเจวี๋ยจับไว้แน่น
“เอามานี่!” ชายคนนั้นออกแรงดึงจนเงินหลุดไปพร้อมทั้งสบถ “กะอีแค่ห้าหยวนยังไม่กล้าให้ยืม ฉันก็ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าจะไม่คืน”
หลินเจวี๋ยมองตามเงินที่ถูกเก็บลงกระเป๋าอีกฝ่าย พลางถามเหมือนพูดเรื่อยเปื่อย “พี่ชาย…เมื่อกี้ผมเห็นภรรยาคุณจูข้างล่าง เธอเป็นใบ้หรือเปล่า?”
ไม่รู้ว่าเพราะได้เงินไปแล้วหรือเพราะอะไร น้ำเสียงชายคนนั้นไม่แข็งเหมือนตอนแรก ตอบว่า “ไม่ได้ใบ้หรอก แต่ก็น่าแปลกนะ ไอ้แก่จูไม่เคยพาเมียออกมาเลย ปิดอยู่แต่ในบ้าน”
ไม่ได้ใบ้?
แล้วทำไมถึงไม่พูด? หรือกำลังกลัวอะไรอยู่?
หลินเจวี๋ยคิดในใจ แต่ภายนอกแสดงสีหน้าเห็นใจ “คุณจูก็เป็นคนลำบากเหมือนกัน ทั้งดูแลภรรยา และตึกใหญ่ขนาดนี้”
“ลำบากบ้านมันสิ!” ชายคนนั้นสบถ “ไอ้แก่จูน่ะเข้ามาเป็นลูกเขย ตึกนี้เป็นของพ่อตามัน สี่ปีก่อนพ่อตามันหายไปดื้อ ๆ แล้วตึกก็กลายเป็นของมันกับเมีย”
“อีกเดี๋ยวตึกนี้จะถูกรื้อได้เงินก้อนโตแล้ว มันลำบากตรงไหน!”
ที่แท้คุณจูไม่ใช่เจ้าของตึกตัวจริง
พ่อตาที่หายไป…หรือว่าจะถูกสิ่งประหลาดฆ่า? ทุกครั้งที่หมอกปรากฏ สิ่งประหลาดบุกเข้ามา ก็มักจะมีคนหายตัวไปเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าเป็นหรือตาย
ชายขี้เมาคนนี้เหมือนรู้เรื่องคุณจูเยอะมาก…
หลินเจวี๋ยกำลังจะถามต่อ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันได คุณจูเดินขึ้นมาพร้อมชุดเครื่องนอน พอเห็นชายคนนั้นก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ไอ้หมอนี่ อีกแล้วมาขอยืมเงินคนอื่น?”
ชายคนนั้นเบ้ปาก “ไอ้หนุ่มนี่ดูท่าจะจนเอาการ คุณหวังจะให้ผมยืมเขาได้สักเท่าไหร่เชียว”
“ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะแถวนี้” คุณจูเสียงแข็ง “ฉันให้เวลาอีกสามวัน เอาเงินค่าเช่าที่ค้างมาคืนให้ครบ!”
ชายคนนั้นจิ๊ปาก ควงขวดเหล้าเปล่าเดินเข้าห้องตัวเอง
“อย่าไปสุงสิงกับหมอนั่นนักเลย วัน ๆ เอาแต่กินเหล้า” คุณจูเตือนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง แล้วส่งชุดเครื่องนอนให้ “เธอเอาไปใช้ก่อน มีเงินแล้วค่อยซื้อมาคืนให้ฉัน”
“ขอบคุณครับพี่จู ลำบากใจแล้ว…” หลินเจวี๋ยพูดอย่างเกรงใจ แต่ก็รับของมาไม่เกรงใจเท่าไหร
“พอเถอะ มีอะไรก็ติดต่อฉัน” คุณจูตบไหล่เบา ๆ “เธอยังหนุ่มอยู่ เรื่องหางานอย่าใจร้อน อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวเล็กหน่อยมาทำให้หมดไฟ”
ในสายตาเขา หวังเทียนซู ตรงหน้านี้ดูหมดอาลัยตายอยาก ไร้พลังชีวิตของวัยหนุ่ม เขากลัวว่าเด็กคนนี้ถ้ายังหางานไม่ได้ต่อไป จะคิดสั้นเผลอทำเรื่องสลดขึ้นในอพาร์ตเมนต์นี้