- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาราชวงศ์หมิงกลายเป็นยอดลูกกตัญญูอันดับหนึ่งแห่งต้าหมิง
- บทที่ 11 ปณิธานของจูตี้
บทที่ 11 ปณิธานของจูตี้
บทที่ 11 ปณิธานของจูตี้
ชหลังจากนั้น ทุกคนต่างฉายแววยินดีในดวงตา นี่นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น! พวกบุตรหลานตระกูลสูงจอมปลอมในวังเหล่านั้น จะเอาสิ่งใดมาเทียบกับฉีอ๋องผู้เข้าสู่สมรภูมิตั้งแต่เยาว์วัยและมีผลงานศึกเกรียงไกรผู้นี้ได้?
แม้จูเท่อจะอายุมากกว่าสวีเมี่ยวหยุนอยู่บ้าง แต่นั่นก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากจะเฟ้นหาชายที่จะมาเป็นสวามีของสวีเมี่ยวหยุน
นี่นับเป็นเนื้อคู่ที่สวรรค์ประทานมาให้โดยแท้
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฮูหยินเซี่ยก็อดมิได้ที่จะเหลือบมองสวีต๋าพลางตำหนิในใจ หากเจ้าพูดจาให้ชัดเจนตั้งแต่เมื่อคืน มีหรือจะเกิดเรื่องวุ่นวายจนคนทั้งบ้านเกือบถูกบั่นหัวเช่นนี้? หากรู้แต่แรกว่าผู้ที่มาสู่ขอคือองค์ชายรองจูเท่อ ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ?
ลูกเขยที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
จะไปหาจากที่ไหนได้อีก?
มิใช่ว่าต้องรีบปิดประตูจวนแอบดีใจกันหรอกรึ?
“พรึ่บ!”
ใบหน้าของสวีเมี่ยวหยุนแดงซ่านขึ้นมาทันที นางเหลือบมองจูเท่อด้วยความขัดเขิน ก่อนจะรีบวิ่งหนีกลับเข้าห้องหอไป ช่างน่าอายเหลือเกิน ทว่าในใจกลับหวานล้ำประดุจน้ำผึ้ง
ดรุณีแรกรุ่นที่กำลังมีความรัก ยอดบุรุษในดวงใจจักต้ององอาจเหนือผู้ใด!
และในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่นางเคยพบเห็นมา มีเพียงฉีอ๋องจูเท่อผู้นี้เท่านั้นที่ทั้งฐานะและรูปโฉมคู่ควรกับนาง!
สมควรกับคำว่า “มหาบุรุษผู้เกรียงไกร”!
แล้วนางจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร?
จะมิคิดถึงคะนึงหาได้อย่างไร?
“ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเชียวรึ?”
จูเท่อยังมิทันตั้งตัว เขาเอื้อมมือไปลูบหน้าตนเอง ก่อนจะหันไปมองพี่ชายจูเปียวพลางพยักหน้าอย่างภูมิใจ แล้วเอ่ยอย่างงงๆ “ข้าก็หล่อเหลามิเบาหนา เหตุใดนางถึงวิ่งหนีไปเสียได้?”
ก็จริงของเขา...
มกุฎราชกุมารจูเปียวและฉีอ๋องจูเท่อนั้น ต่างมีสง่าราศีและรูปโฉมงดงาม ทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันถึงเจ็ดส่วน สมกับที่เป็นแฝดร่วมครรภ์
ทว่าการมาชมตัวเองต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
ดูจะมิใคร่เหมาะสมนัก!
“ท่านอาสวี”
“เสด็จพ่อมีพระราชโองการสั่งให้ท่านและท่านอาหญิงหย่าร้างกัน”
“นี่คือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของเสด็จพ่อ”
จูเปียวถอนหายใจเบาๆ มองสวีต๋าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
“ในเมื่อเว้นโทษตายให้แล้ว ทว่าโทษเป็นย่อมมิอาจเลี่ยงได้ การจัดการเช่นนี้นับว่าดีที่สุดแล้ว”
“หา!”
วาจานี้ประดุจสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ คนตระกูลสวีต่างมองหน้ากันด้วยความมิอยากจะเชื่อ ครองคู่กันมานานยี่สิบปี ฝ่าบาทกลับจะให้พ่อแม่ของพวกเขาแยกทางกัน เรื่องเช่นนี้จะยอมรับได้อย่างไร!
“มกุฎราชกุมาร”
“ฉีอ๋อง”
“พวกท่านพอจะช่วยกราบทูลเสด็จพ่อแทนพ่อแม่ข้าได้หรือไม่? ท่านพ่อท่านแม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานยี่สิบปี แม้แต่ความเป็นความตายในสมรภูมิก็ยังผ่านมาด้วยกัน ยามนี้จะให้พวกเขาแยกทางกัน มิเท่ากับเอาชีวิตท่านแม่ข้าหรอกรึ?”
สวีฮุยจู่บุตรชายคนโต เมื่อเห็นฮูหยินเซี่ยหน้าถอดสีก็เกิดความสงสาร รีบคุกเข่าลงต่อหน้าจูเปียวและจูเท่อพลางเอ่ยเสียงหนัก
“สวีฮุยจู่ขอยอมแลกชีวิตตนเองเพื่อขอพระเมตตา ขอฝ่าบาทโปรดถอนคำสั่งด้วยเถิด!”
“ฮุยจู่!”
“มิได้เด็ดขาด!”
ฮูหยินเซี่ยโผเข้ากอดสวีฮุยจู่ไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า “แม่จะยอมให้เจ้าตายแทนได้อย่างไร? เป็นวาสนาของแม่กับเจ้าที่ยังมิสิ้น ทว่าวาสนาระหว่างข้ากับพ่อเจ้านั้นจบสิ้นลงแล้ว ข้าเป็นคนก่อเรื่อง ข้าจะรับผิดชอบเอง ข้ายอมหย่าร้าง!”
“เหตุใดพวกเจ้าถึงทำเหมือนจะเป็นจะตายกันเพียงนี้?”
“ก็แค่หย่าร้างมิใช่รึ”
“หย่าแล้วก็หย่าไปสิ”
“รอผ่านไปสักพักค่อยแต่งกันใหม่มิดีกว่ารึ?”
จูเท่อมองดูคนตระกูลสวีที่กำลังโศกเศร้าปางตายแล้วอดมิได้ที่จะขมวดคิ้วโพล่งออกมา เรื่องนี้มันน่าเศร้าตรงไหนกัน? หย่าแล้วจะแต่งกันใหม่มิได้รึ? ใครหน้าไหนมันออกกฎไว้?
ในเมื่อมิได้เปลี่ยนคนเสียหน่อย!
“มันจะมิดูผิดจารีตไปหน่อยรึ?”
จูเปียวรู้ดีว่าน้องรองคนนี้เจ้าเล่ห์นัก จึงได้แต่หันไปมองจูเท่อย่างจนใจ คนตระกูลสวีเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มคิดได้ว่าวาจานี้มันมีเหตุผลจริงๆ ฮ่องเต้สั่งให้หย่า
ทว่ามิได้สั่งนี่นาว่าหย่าแล้วจะแต่งกันใหม่มิได้
“ก็แค่แยกทางกันไปก่อน”
“มีมกุฎราชกุมารและข้าเป็นพยานอยู่ตรงนี้”
“หลังจากนั้นค่อยให้ท่านอามหาเสนาบดีเชิญขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักมาสักไม่กี่คน แล้วจัดงานวิวาห์ใหม่อีกรอบมิจบเรื่องรึ?”
“มันมีตรงไหนมิเหมาะสมกัน?”
“เห็นชัดว่าชอบธรรมและมีเหตุผลที่สุด”
“เสด็จพ่อคือองค์เหนือหัว ตรัสแล้วมิคืนคำ ย่อมถอนคำสั่งมิได้ ทว่าเสด็จพ่อเคยตรัสไว้เมื่อใดว่าห้ามฮูหยินสวีแต่งงานใหม่ และห้ามท่านอาสวีแต่งเมียใหม่เข้าบ้าน?”
แววตาจูเท่อฉายความเจ้าเล่ห์ หากเขาเป็นคนยุคนี้คงคิดอุบายที่ทั้งหาญกล้าและชาญฉลาดเช่นนี้มิได้ นอกจากจะไม่ขัดต่อราชโองการแล้ว ยังทำให้ทุกฝ่ายแฮปปี้กันถ้วนหน้า มิมีที่ติเลยใช่หรือไม่?
“สุดยอดมาก!”
“เจ้าคอยดูเถิด เสด็จพ่อต้องประทานสายคาดเอวทองให้เจ้าอีกเส้นแน่”
จูเปียวส่ายหน้ายิ้มๆ สมแล้วที่เป็นเจ้าสองบ้านตระกูลจู สมองไวเป็นกรด คนสามคนรวมกันมีหกใจ (เล่ห์เหลี่ยม) ก็ยังตามเขาไม่ทัน
ใครจะไปสู้เขาได้?
“ฉงปา”
“ท่านแอบมาหัวร่ออันใดอยู่ตรงนี้รึ?”
หม่าฮองเฮาเพิ่งก้าวเข้าสู่ตำหนักใน เห็นจูหยวนจางนั่งพิงตั่งหัวเราะมิหยุด จึงเอ่ยถามด้วยความฉงน
“เจ้าลูกกระต่ายน้อยนั่น”
“มันมีอุบายดีนัก”
จูหยวนจางโบกมือเรียกหม่าฮองเฮามาข้างกายพลางหัวร่อ “ให้หย่าก่อนแล้วค่อยแต่งใหม่... อุบายของไอ้เด็กตัวแสบนี่ แม้แต่พ่อมันยังโดนมันรวมหัวนับเข้าไปด้วย แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ได้หน้ากันทุกฝ่าย”
“จูเท่อนี่ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“แม้แต่เจ้าใหญ่ยังต้องเกรงใจเขาถึงสามส่วน”
“ทำเรื่องเช่นนี้ออกมา ก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด”
หม่าฮองเฮารู้ทันทีว่าเขากำลังหมายถึงใคร “โชคดีที่เขาเป็นลูกของพวกเรา มิเช่นนั้นคงมิรู้ว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายได้ใหญ่โตเพียงใด”
“เจ้าลูกคนนี้...”
“สวีต๋าคือพี่น้องเก่าของข้า หากเขาคิดจะขบถจริง ยามนั้นยศถาบรรดาศักดิ์เขาสูงกว่าข้าเสียอีก เหตุใดต้องมาช่วยข้าตีรันฟันตูเพื่อชิงแผ่นดินด้วยเล่า”
จูหยวนจางพยักหน้าพอใจ “ข้าแค่อยากจะดูว่า เจ้าเด็กนั่นจะหาทางออกให้ข้ากับพ่อตาของมันอย่างไร”
“ผลออกมามิเลว ข้าพอใจ สวีต๋าก็พอใจ แถมยังได้จัดงานเลี้ยงเพิ่มอีกไม่กี่โต๊ะ”
“ทางวังหลวงก็เตรียมของขวัญไปให้พวกเขาสักชุดเถิด”
“ยามศึกสงคราม สวีต๋ากับฮูหยินแต่งงานกันอย่างรีบเร่ง ยามนี้เขาฐานะสูงส่งแล้ว ก็ควรจะปูนบำเหน็จให้ตระกูลสวีอย่างสมเกียรติ”
หม่าฮองเฮาพลางบีบนวดไหล่ให้จูหยวนจางพลางยิ้ม “ถึงเวลานั้นท่านก็อย่าได้ตระหนี่เงินทองนักเล่า นอกจากจะเป็นขุนนางคนสำคัญของท่านแล้ว ในอนาคตพวกเขาก็คือขุมกำลังของเท่อเอ๋อร์ด้วย จารีตต้องครบถ้วนอย่าให้เสียชื่อ”
“เจ้าจัดการได้ตามใจชอบเลย”
“ข้ามิมีความเห็น หากยามนี้ข้ามิได้เป็นฮ่องเต้ ข้าก็อยากจะไปขอโทษน้องหญิงด้วยตนเองเหมือนกัน นางลำบากตามพวกเรามามากนัก”
จูหยวนจางค่อยๆ ลูบมือหม่าฮองเฮา แววตาฉายความสงสาร
“หลายปีมานี้ ข้าติดค้างเจ้าไว้มากนัก ในใจก็ครุ่นคิดว่าจะทดแทนอย่างไรดี ผ่านไปอีกสักพัก พวกเรากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เฟิ่งหยางกันเถิด ข้าจะพาเจ้าไปเดินเที่ยวดูเมืองดูแผ่นดิน ดูว่ายามนี้ราษฎรชาวต้าหมิงมีความสุขดีหรือไม่”
“อืม...”
“ท่านพูดอันใดเช่นนั้น? มิมีสิ่งใดติดค้างกันทั้งนั้นแหละ”
หม่าฮองเฮาพยักหน้าพลางส่ายหัวเบาๆ ยามนั้นนางเลือกจูหยวนจาง ต่อให้เขาไม่มีสิ่งใดติดตัว นางก็ยินดีจะแต่งให้ นางมิยอมเลือกบุตรชายของกัวจื่อซิง ทว่าในใจกลับมีเพียงจูหยวนจาง ใครจะรู้ว่าการแต่งงานในครั้งนั้น จะทำให้นางกลายเป็นฮองเฮาคู่บัลลังก์ของปฐมจักรพรรดิหงอู่ตี้!
จวนฉีอ๋อง
“เจ้าพูดว่ากระไรนะ?”
“เจ้าจะไปออกศึกรึ?”
ยามนี้ภายในจวนฉีอ๋อง จูเท่อมองดูจูตี้ที่อยู่เบื้องหน้า ขมวดคิ้วมุ่น ความคิดมากมายพรั่งพรูขึ้นมาในใจ
จูตี้!
ในอนาคตเขาคือพระราชโอรสองค์ที่สี่!
เอี้ยนอ๋อง!
ผู้ครองนครเป่ยผิง!
ผู้ก่อสงครามจิ้งน้าน!
ผู้เรียกใช้งานเหยา ก่วงเสี้ยว และสุดท้ายชิงบัลลังก์ขึ้นเป็น หย่งเล่อตี้ ผู้ยิ่งใหญ่!
ยามนี้ แม้เขาจะยังเยาว์วัย ทว่าแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายแห่งราชาออกมาจางๆ แล้ว!
หากจูเปียวยังมีชีวิตอยู่!
เขามีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นยอดขุนพลผู้เกรียงไกรเขย่าขวัญทั่วสารทิศ!
เพราะความสามารถของจูตี้นั้น มิมีผู้ใดกล้าดูแคลน!
ออกศึกปราบเหนือด้วยตนเองถึงห้าครา!
สร้างชื่อ ณ ยอดเขาหมานฮั่น!
ดื่มน้ำ ณ ทะเลทรายทางเหนือ!
กวาดสายตามองประวัติศาสตร์จักรพรรดิทุกยุคสมัย มีเพียงเขาผู้เดียวที่ทำได้ถึงเพียงนี้!
นาม “จักรพรรดิ” มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย!
“พ่ะย่ะค่ะ”
“พี่รอง มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยข้าได้”
“ราชสำนักกำหนดเส้นทางปราบเหนือแล้ว กองทัพใหญ่กำลังจะเคลื่อนผ่านด่านเยี่ยนเหมิน”
“ข้าก็จะไปด้วย!”
ใบหน้าจูตี้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและตื่นเต้น เรื่องนี้หากไปบอกผู้อื่น เกรงว่าเสด็จพ่อจะลงโทษ แต่หากเขาสามารถให้พี่รองช่วยเปิดปาก สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไปทันที
“เจ้าคือเอี้ยนอ๋องแห่งต้าหมิง”
“อีกไม่กี่ปีก็ต้องไปครองแคว้นที่เป่ยผิงเพื่อพิทักษ์ชายแดน แม้มิรุ่งเรืองเท่าหนานจิง ทว่าชีวิตนี้เจ้าก็สุขสบายไร้กังวล เหตุใดต้องไปลำบากในกองทัพด้วยเล่า?”
“ฟังคำพี่รองเถิด ล้มเลิกความคิดนี้เสีย”
“หากเจ้าเข้ากองทัพ เจ้าก็เป็นได้เพียงพลทหารธรรมดา ท่านอาสวีไม่มีวันยอม และข้าก็มิพยักหน้าให้เด็ดขาด เสด็จพ่อเสด็จแม่ยิ่งไม่มีทางอนุญาต”
จูเท่อมีสีหน้าเรียบเฉย แฝงรอยยิ้มจางๆ พลางโบกมือให้จูตี้ “อย่าลืมสิ ต่อให้ข้าตกลง สุดท้ายเรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสด็จพ่ออยู่ดี หากท่านมิยอม เจ้าจะทำอย่างไรได้?”
“พี่รอง!”
“ลูกผู้ชายควรพกกระบี่ยาวสามศอก สร้างผลงานจารึกชื่อในพงศาวดาร!”
“ข้าอยากจะเป็นกว้านจวินโหว ฮั่วชวี่ปิ้ง แห่งต้าหมิง ออกศึกแดนไกล กวาดล้างทุ่งหญ้า ทำให้คนทั่วสารทิศสยบแทบเท้าต้าหมิง!”
“อีกอย่าง ข้าเลื่อมใสพี่รองมาแต่เล็ก มีเพียงท่านที่ออกศึก มีเพียงท่านที่ช่วยข้าได้!”
ดวงตาของจูตี้ส่องประกายแรงกล้า เต็มไปด้วยความเคารพรักที่มีต่อจูเท่อ ยอดคนรุ่นใหม่ของตระกูลจูทั้งสองคนล้วนเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ทว่าคนที่เขาชื่นชมที่สุดก็คือพี่รองผู้นี้ เขาปรารถนาจะเป็นเหมือนจูเท่อ โลดแล่นในสนามรบ ใช้ชีวิตอย่างสำราญใจ!
เป็นเรื่องจริงมิอาจปฏิเสธได้!
ในอนาคตจูตี้จักต้องฉายรัศมีเจิดจ้า!
หากจูเปียวยังอยู่!
จูตี้ย่อมต้องเป็นขุนพลที่เก่งกล้าสามารถแน่นอน!
และจะตั้งใจขยายดินแดนให้ต้าหมิงอย่างสุดกำลัง!
“ดี!”
“สมกับเป็นน้องข้า!”
“สมกับเป็นเอี้ยนอ๋องแห่งต้าหมิง!”
“เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครา!”
“นี่คือ ป้ายคำสั่งฉีอ๋อง ของข้า เจ้าจงถือมันไปที่ค่ายทหารตามหาท่านอาสวีต๋า ทว่านี่มิใช่ให้เจ้าไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่นี่คือโอกาสที่ข้ามอบให้เจ้าเข้ากองทัพ อย่าได้เอานิสัยอ๋องไปใช้ หากข้ารู้ว่าเจ้าทำตัวตามใจชอบ ข้ามิละเว้นโทษแน่นอน!”
จูเท่อหยิบแผ่นป้ายคำสั่งออกจากอกเสื้อ โยนให้จูตี้ทันที พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “มีเรื่องอันใดให้ปรึกษาท่านอาสวีให้มาก อย่าได้ทำอะไรโดยพลการ ทำงานต้องรู้จักหนักเบา ในค่ายทหารมิได้สุขสบายเหมือนในวัง เจ้าต้องเตรียมตัวลำบากให้ดี อย่าได้ทำให้เสด็จพ่อและข้าต้องอับอายขายหน้า!”
“ขอบพระทัยพี่รอง!”
“จูตี้ไม่มีวันทำให้เสด็จพ่อและพี่รองผิดหวังแน่นอน!”
จูตี้รับแผ่นป้ายคำสั่งมาด้วยความตื่นเต้น แววตาเต็มไปด้วยความปิติยินดี เขารู้ดีว่าพี่รองไม่มีวันทำให้เขาผิดหวัง มาจวนฉีอ๋องครานี้ นับว่าคุ้มค่าจริงๆ!
“เจ้าห้า”
“พี่รองขอฝากวาจาไว้ให้เจ้าประโยคสุดท้าย”
“มิว่าพี่ๆ ของเจ้าจะเข้มงวดกับเจ้าเพียงใด นั่นล้วนเป็นเพราะหวังดีต่อเจ้า หวังว่าเจ้าจะรักษาไมตรีพี่น้องนี้ไว้ชั่วชีวิต”
แววตาจูเท่อฉายความวูบไหวแวบหนึ่ง เขานึกถึงยามที่ยังอยู่เมืองเห้าโจว เขาและจูเปียวพาน้องๆ ที่ยังเยาว์วัยไปวิ่งเล่นตามท้องถนน ยามนั้นช่างไร้กังวลและมีความสุขเหลือเกิน ภายหลังเขาและจูเปียวจะดูเข้มงวดขึ้น ทว่าความรักที่มีต่อน้องๆ มิเคยลดน้อยลงเลย
เขาก็หวังว่า... การมาเยือนของเขาในครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนปณิธานในใจของจูตี้ได้บ้าง