- หน้าแรก
- ปีศาจไม่จำเป็นต้องถูกกำราบ
- EP.40 : เป้าหมายและการเตรียมใจ
EP.40 : เป้าหมายและการเตรียมใจ
EP.40 : เป้าหมายและการเตรียมใจ
ณ เทือกเขามันกิล ค่ายพักแรมบริเวณตีนเขา
เมื่อชีเอินเดินทางกลับมาถึง คนเพียงคนเดียวที่ยังคงนั่งเฝ้ากองไฟอยู่ในค่ายก็คือวิเวียน
"กลับมาแล้วเหรอ ?"
เมื่อเห็นชีเอินเดินเข้ามา วิเวียนก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับ
"โทษที รอผมอยู่ตลอดเลยเหรอเนี่ย ?"
ชีเอินมองวิเวียนที่มีท่าทีผ่อนคลายลงเมื่อเห็นเขา กลับรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เขาเดินเข้าไปหาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย
"แล้วคนอื่นล่ะ ?"
"ลูเมียกับเมลิก้าเข้านอนไปแล้วจ้ะ ฉันอยู่เฝ้ายามกะแรก เดี๋ยวช่วงครึ่งหลังของคืนค่อยสลับกะกัน" วิเวียนส่งยิ้มบางๆ ให้ "ส่วนเดียเรน่าจะออกไปลาดตระเวนแถวๆ นี้ เพื่อเช็กดูว่ามีสัตว์อสูรหลุดลงมาจากภูเขาบ้างรึเปล่า"
วิเวียนยังคงจับจ้องมองชีเอินขณะที่พูด ก่อนจะถามต่อด้วยความห่วงใย
"แล้ว... เธอโอเคแล้วใช่ไหม ?"
"แน่นอน ผมสบายมาก"
ชีเอินตอบกลับทันควัน
"งั้นเหรอ ?" วิเวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอกในที่สุด "ดูเหมือนว่าเธอจะคิดตกแล้วสินะ"
ชีเอินได้แต่เกาหัวแกรกๆ
คิดตกงั้นเหรอ ?
พูดแบบนี้แสดงว่าก่อนหน้านี้วิเวียนคงคิดว่าเขากำลังสับสนหรือคิดไม่ตกอยู่สินะ
"จริงๆ แล้วคุณไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้" ชีเอินพูดด้วยท่าทางเขินๆ "ถึงผมจะเจอเรื่องเหนือความคาดหมายไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก"
นั่นคือความจริง
อย่างที่เลชาคาดการณ์ไว้ ชีเอินอาจจะกังวลเรื่องการอัญเชิญผู้กล้าทั้งที่ราชาปีศาจถูกปราบไปแล้ว แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ถึงกับมืดแปดด้านหรือทำอะไรไม่ถูกขนาดนั้น
เหตุผลที่ชีเอินตอบรับภารกิจปราบราชาปีศาจ ก็เพื่อการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมล้วนๆ
เทพธิดาเนียนชุบชีวิตเขาที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่งและมอบชีวิตใหม่ให้ ค่าตอบแทนของเรื่องนั้นคือการปราบราชาปีศาจ มันก็แค่นั้น
ในเมื่อเป็นแบบนั้น ต่อให้ราชาปีศาจจะถูกปราบไปแล้วจริงๆ ชีเอินก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร
สิ่งที่เขากังวลจริงๆ ในสถานการณ์ตอนนี้ คือสถานะ "ผู้กล้า" ของตัวเองต่างหาก
หากสถานะนี้ถูกเปิดเผยออกไป มันย่อมส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบอย่างแน่นอน นั่นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
ส่วนเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดจะมีรายละเอียดตื้นลึกหนาบางยังไง นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชีเอินต้องไปนั่งกลุ้มใจ
แน่นอน ชีเอินเองก็เข้าใจดี บางทีเขาอาจจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของแผนการสมรู้ร่วมคิดบางอย่างไปแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาถูกดึงเข้าไปพัวพันกับแผนการดำมืดเรียบร้อยแล้ว
แต่แค่นั้นยังไม่มากพอที่จะทำให้ชีเอินเสียศูนย์หรอก
(ชาติก่อนฉันก็เสพนิยายพล็อตแนวนี้มาจนเอียนแล้ว มาถึงขั้นนี้แล้วทำไมฉันจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ?)
ตอนนี้ สิ่งที่ชีเอินควรทำมีเพียงอย่างเดียว
นั่นคือ การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
"ไม่ว่าจะต้องเจอกับแผนการสมรู้ร่วมคิดแบบไหน ตราบใดที่ฉันแข็งแกร่งพอ ฉันก็จะจัดการกับมันได้เมื่อเวลานั้นมาถึง"
ชีเอินเผลอพูดความคิดในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
"เพราะงั้น ฉันแค่ต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นก็พอ"
นั่นคือสิ่งที่ชีเอินควรทำต่อไป ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกแล้ว
แผนการของชีเอินในตอนนี้คือการพัฒนาความสามารถของตัวเองไปเรื่อยๆ และค่อยๆ รวบรวมข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้น
ด้วยวิธีนี้ เมื่อปริศนาเหล่านั้นพุ่งเข้ามาปะทะกับเขาที่เป็นจุดศูนย์กลางในท้ายที่สุด เขาก็จะมีความสามารถมากพอที่จะไขมันได้
"ก่อนอื่น ตั้งเป้าหมายไปที่การเป็นนักผจญภัยเต็มตัวก่อนก็แล้วกัน"
ด้วยสถานะนักผจญภัย และมีกิลด์เป็นแหล่งข้อมูลในการทำความเข้าใจโลก ชีเอินจะสามารถค่อยๆ ไขข้อสงสัยในใจไปได้ทีละเปลาะ
ยังไม่นับความจริงที่ว่า กิลด์นักผจญภัยคือขุมอำนาจที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ดังนั้นมันจะช่วยให้เขาได้พบปะผู้คนหลากหลายประเภท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มความแข็งแกร่งของชีเอินด้วย
หากต้องการแข็งแกร่งขึ้น ชีเอินมีสองวิธี
หนึ่งคือการเพิ่มเลเวล
สองคือการเรียนรู้สกิล
สำหรับวิธีแรก เนื่องจากการเก็บเลเวลจะง่ายขึ้นหากสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน แต่จะยากขึ้นหากเขาเชือดศัตรูได้ในดาบเดียว ดังนั้นสำหรับชีเอินที่มีดาบศักดิ์สิทธิ์และสกิลเลเวลตันมากมาย นี่อาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ดังนั้น ชีเอินจึงเตรียมที่จะเน้นไปที่วิธีหลังมากกว่า เขาจะใช้กิจกรรมการผจญภัยต่างๆ เพื่อพบปะผู้คน และเรียนรู้สกิลใหม่ๆ จากการพบเจอเหล่านั้น หรือให้คนอื่นสอนสกิลใหม่ๆ ให้
ด้วยสกิลเฉพาะตัว [พรจากสวรรค์] (Heavenly Grace) ชีเอินเชื่อว่าเขาจะสามารถเรียนรู้สกิลทุกรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว และสามารถอัปเกรดมันจนเต็มแม็กซ์ได้ทันทีที่ได้รับมา
นั่นคือหนทางที่จะเพิ่มพลังของเขาได้อย่างมหาศาลแน่นอน เมื่อเทียบกับการก้มหน้าก้มตาเก็บเลเวลแล้ว วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างน้อยที่สุด ชีเอินก็ไม่ได้คิดจะทำตัวเหมือนในนิยายบางเรื่อง ที่เพื่อแสวงหาพลังก็เลยปลีกวิเวกไปเป็นฤาษี เก็บตัวอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรจนกว่าจะเก่งเทพจนเวอร์
แบบนั้นนอกจากจะยากบรรลัยแล้ว ยังทำให้เขาขาดการติดต่อกับโลกภายนอกและไม่มีแหล่งข้อมูลอีกต่างหาก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เขาจะรับมือได้ลำบาก
ตอนที่อ่านเรื่องราวแบบนั้นในชาติก่อน ชีเอินเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าพระเอกพวกนั้นปิดกั้นตัวเองนานขนาดนั้น พวกมันไม่กลัวว่าจะคุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง หรือกลายเป็นคนตกยุคไปเลยรึไง ?
ต้องบอกไว้ก่อนเลยนะ ความจริงมันไม่ได้อ่อนโยนและมุ้งมิ้งเหมือนฉากหลังในนิยายหรอก ถ้ามัวแต่คิดถึงแต่ตัวเอง มีหวังโดนสังคมรุมกระทืบจมดินแน่
อีกอย่าง ตัวเขาเองก็มี "สูตรโกง" ขนาดมหึมาติดตัวอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ได้คิดจะทำตัวกร่าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรจะใจร้ายกับตัวเองเกินไปใช่ไหมล่ะ ?
พอนึกย้อนไปถึงช่วงสิบวันที่ต้องใช้ชีวิตในป่าสัตว์อสูร สีหน้าของชีเอินก็มืดมนลงทันที
"ฉันจะเป็นนักผจญภัยให้ได้เลย คอยดู !"
จากนั้น ชีเอินก็ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองอย่างหนักแน่น
นั่นทำให้วิเวียน ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับความคิดในหัวของชีเอิน แสดงสีหน้าภูมิใจออกมา
"ฉันดีใจจริงๆ ที่เธอคิดแบบนั้นได้" วิเวียนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ถ้าเธอเจอปัญหาอะไรหรือต้องการความช่วยเหลือจากฉัน ก็ไม่ต้องเกรงใจนะ บอกมาได้เลย"
"ขอบคุณครับ" ชีเอินกล่าวขอบคุณจากใจจริง "ถ้าผมจำเป็นจริงๆ ผมขอรบกวนด้วยนะครับ"
ในความเป็นจริง วิเวียนสามารถช่วยชีเอินได้ในหลายๆ เรื่องจริงๆ
อย่างน้อยที่สุด ชีเอินก็อยากให้วิเวียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกนี้ให้ฟัง และช่วยให้เขาเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของโลกได้ดียิ่งขึ้น
ถ้าเป็นเรื่องนั้น ชีเอินจะไม่ยอมให้ศักดิ์ศรีมาขัดขวางความหน้าด้านของเขาแน่นอน
"พยายามเข้านะ"
วิเวียนตบไหล่ชีเอินเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
ครู่ต่อมา ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินกลับมาอย่างเงียบเชียบ จากทิศทางเดียวกับที่ชีเอินเพิ่งกลับมา
แน่นอนว่านั่นคือเดียเร
"เหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ"
วิเวียนหันไปหาเดียเรแล้วส่งยิ้มให้
เดียเรพยักหน้าเล็กน้อย ปรายตามองชีเอินแวบหนึ่ง แล้วเดินตรงไปยังเต็นท์ที่พัก
ชีเอินกระพริบตาปริบๆ
เขาไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ชีเอินรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า เมื่อกี้ สายตาที่เดียเรมองมาที่เขามันดูซับซ้อนชอบกล
"คงคิดไปเองแหละมั้ง ?"
ชีเอินพึมพำกับตัวเอง
จากนั้น ชีเอินก็นั่งเฝ้ายามเป็นเพื่อนวิเวียน
ในระหว่างนั้น ชีเอินถือโอกาสถามวิเวียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย จนกระทั่งช่วงครึ่งหลังของคืนมาถึง เมื่อลูเมียและเมลิก้าออกมาเปลี่ยนเวร ชีเอินถึงได้หยุดการซักถามอย่างเสียดาย และกลับเข้าไปนอนในเต็นท์ของตัวเอง
ขอเสริมเกร็ดเล็กน้อย ในค่ายมีเต็นท์ทั้งหมดสามหลัง วิเวียนกับเดียเรนอนด้วยกันหนึ่งหลัง ลูเมียกับเมลิก้านอนด้วยกันอีกหนึ่งหลัง ส่วนหลังสุดท้ายชีเอินครองคนเดียว
แต่เต็นท์หลังนั้น... ไม่รู้ทำไมถึงถูกกางไว้ห่างจากอีกสองหลังตั้งไกล
ต้องบอกเลยว่า... มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ