- หน้าแรก
- ปีศาจไม่จำเป็นต้องถูกกำราบ
- EP.31 : เวทมนตร์
EP.31 : เวทมนตร์
EP.31 : เวทมนตร์
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน กลุ่มของชีเอินก็เดินทางมาถึงเป้าหมายแรก
"ไอ้นั่นน่ะเหรอ เถาวัลย์ดูดเลือด?"
หลังจากลงมาจากรถม้าที่บรรยากาศแสนจะอึดอัด สิ่งแรกที่ชีเอินเห็นก็คือเป้าหมายของภารกิจ... เถาวัลย์ดูดเลือด
มันเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่เติบโตปกคลุมถนนสายหลักทางทิศเหนือ และปิดกั้นเส้นทางราวกับเป็นสิ่งกีดขวาง
ตัวเถาวัลย์มีสีแดงฉานราวกับสีเลือด มันขึ้นหนาทึบและเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิงจนกลายเป็นกำแพงเตี้ยๆ แต่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง
แน่นอนว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมแต่อย่างใด
เพราะชีเอินเห็นได้ชัดเลยว่าเถาวัลย์พวกนี้มีลักษณะเหมือนเส้นเลือดที่ปูดโปน มันหดและขยายตัวอยู่ตลอดเวลาเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลเวียนอยู่ข้างใน แถมยังดิ้นกระดุบกระดิบไปมา ดูน่าขยะแขยงเป็นบ้า
ถ้าชีเอินมาเห็นภาพนี้ตอนที่เพิ่งถูกอัญเชิญมาที่โลกนี้ใหม่ๆ เขาคงได้อ้วกแตกไปแล้วแน่ๆ
"นั่นคือสัตว์อสูรเหรอครับ?"
ชีเอิน สบถออกมา ด้วยความรังเกียจ
วิเวียนที่เดินจูงม้าตามมาด้านหลังเป็นคนตอบคำถามนั้น
"ไม่ใช่จ้ะ นั่นไม่ใช่สัตว์อสูร เป็นแค่พืชที่จะเติบโตในที่ที่มีเลือดไหลนองจำนวนมาก ถึงลักษณะจะเหมือนสัตว์อสูรที่มีความคิด แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ต่างจากพืชทั่วไป ข้อแตกต่างเดียวคือมันไม่ได้โตด้วยน้ำ แต่โตด้วยเลือด เพราะงั้นถ้าใครโชคร้ายโดนมันพันเข้า ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้ จะโดนหนามพวกนั้นบาดจนเป็นแผลเหวอะหวะ แล้วก็โดนสูบเลือดจนตัวแห้งตาย เพราะงั้นสำหรับคนส่วนใหญ่ เจ้าเถาวัลย์ดูดเลือดพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์อสูรหรอก"
ไม่ใช่แค่นั้น เถาวัลย์ดูดเลือดยังมีพลังชีวิตและความเหนียวทนทานสูงมาก พอมันโตเต็มที่ มันจะขยายพันธุ์ด้วยความเร็วสูง และจะไม่หยุดจนกว่าเลือดทุกหยดในบริเวณนั้นจะถูกสูบจนเกลี้ยง ดาบธรรมดาฟันผิวชั้นนอกของมันไม่เข้าด้วยซ้ำ และใครก็ตามที่เข้าใกล้มันก็เสี่ยงที่จะถูกจับกิน ดังนั้นเถาวัลย์พวกนี้จึงสร้างปัญหาให้กับหลายพื้นที่
"คนธรรมดากำจัดมันยากมากจ้ะ เพราะงั้นไม่ว่าเมืองไหน ถ้าเจอเถาวัลย์ดูดเลือดกลุ่มใหญ่ ผู้ว่าการเมืองมักจะส่งกองทหารมากำจัด หรือไม่ก็ต้องมาว่าจ้างนักผจญภัยที่กิลด์ให้ไปจัดการ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะลุกลาม"
วิเวียนอธิบายอย่างใจเย็น
"คราวนี้เถาวัลย์ดูดเลือดดันมาขึ้นขวางถนนสายเดียวที่จะไปเมืองทางเหนือ คงสร้างความเดือดร้อนให้พวกพ่อค้าแล้วก็กระทบการค้าระหว่างสองเมืองน่าดู... รีบกำจัดมันให้สิ้นซากกันเถอะ"
"ไม่มีปัญหาใช่ไหมจ๊ะ เมลิก้า?"
วิเวียนหันไปถาม
"ม-ไม่มีปัญหาค่ะ"
เมลิก้ากำคทาในมือแน่นทันที เธอแอบชำเลืองมองชีเอินแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำออกไปข้างหน้า
เมื่อเห็นดังนั้น ชีเอินก็เลิกคิ้วขึ้น
เพราะเขาพอจะเดาออกแล้วว่าพวกเธอจะใช้วิธีไหนกำจัดเถาวัลย์พวกนี้
"ถ้าจะกำจัดเถาวัลย์ดูดเลือด ใช้ดาบธรรมดาน่ะลำบาก แถมจะเข้าไปใกล้ก็อันตรายเกินไป" วิเวียนยิ้มกริ่มเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของชีเอิน "เพราะงั้น วิธีที่ดีที่สุดคือเผามันให้วอดวายไปก่อน แล้วค่อยขุดรากถอนโคนเพื่อไม่ให้มันงอกใหม่ได้อีก"
แต่ด้วยความเหนียวและพลังชีวิตของพวกมัน ไฟธรรมดาคงต้องใช้เวลาเผานานโข
เว้นเสียแต่ว่า...
"จะใช้เวทมนตร์เผาเถาวัลย์พวกนี้ให้หายไปรวดเดียวเลยสินะ"
สิ้นประโยคของวิเวียน เมลิก้าที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เริ่มเคลื่อนไหว
"————นี่คือลมหายใจแห่งท้องนภา————"
เมลิก้าชูคทาขึ้นเหนือหัว ริมฝีปากสีแดงระเรื่อขยับเอื้อนเอ่ยบทร่ายเวทที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง
"————โอ้ ภูตแห่งเปลวเพลิงสีชาด โอ้ สัจธรรมอันใสกระจ่าง จงใช้คำอธิษฐานนี้เป็นเชื้อไฟ และลุกโชนขึ้น ณ ที่แห่งนี้————"
ในวินาทีนั้น ความประหม่าและความเกร็งที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เมลิก้าดูราวกับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติผู้สง่างาม เธอรวบรวมพลังเวทรอบกายและตวาดก้องด้วยเสียงอันไพเราะ
"เฮฟเว่น ไฟร์ (Heaven Fire)!"
คทาที่เมลิก้าชูขึ้นสูงเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาจากผลึกแก้วที่ปลายยอด
ในพริบตาเดียว ไอความร้อนมหาศาลก็ก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะของเมลิก้า กลายสภาพเป็นลูกไฟนับไม่ถ้วน แล้วร่วงหล่นลงสู่ดงเถาวัลย์ดูดเลือดราวกับห่าฝน
เปลวเพลิงย้อมทุกอย่างในบริเวณนั้นให้เป็นสีแดงฉานราวกับอัญเชิญแสงอาทิตย์ยามอัสดงลงมา ทำให้อุณหภูมิในอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ฟู่ม!"
วินาทีต่อมา ฝนเพลิงที่ไม่สิ้นสุดก็ตกลงกระทบเถาวัลย์ดูดเลือด คลื่นความร้อนแผดเผาครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดราวกับระเบิดลง
ดงเถาวัลย์สีเลือดถูกทะเลเพลิงกลืนกินและลุกไหม้อย่างรุนแรง
"————!"
ราวกับมันกำลังกรีดร้องด้วยเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เถาวัลย์แต่ละเส้นดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางทะเลเพลิง
ถ้าใครมาเห็นภาพนี้ รับรองว่าต้องคิดเหมือนชีเอินแน่ๆ ว่าไอ้พวกนี้มันต้องเป็นสัตว์อสูรชัวร์
แต่โชคร้ายสำหรับพวกมัน อย่างน้อยสัตว์อสูรยังรู้จักสู้กลับหรือหนีเมื่อรู้ตัวว่าจะตาย แต่เถาวัลย์ดูดเลือดทำแบบนั้นไม่ได้ พวกมันทำได้แค่ดิ้นทุรนทุรายในกองเพลิงรอวันดับสูญ
ไม่นานนัก ภายใต้เปลวเพลิงอันรุนแรง เถาวัลย์เส้นแล้วเส้นเล่าก็กลายเป็นถ่านและกลายเป็นเถ้าธุลี
อากาศทั่วบริเวณเต็มไปด้วยความร้อนและความแห้งผาก
"นี่สินะ... เวทมนตร์..."
ชีเอินซึ่งใบหน้าถูกฉาบย้อมด้วยแสงจากเปลวเพลิง เอ่ยออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แม้ตอนอยู่ในป่าสัตว์อสูร เขาจะเคยเห็นมอนสเตอร์ที่พ่นไฟหรือสายฟ้าได้มาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น "เวทมนตร์" ที่ร่ายโดยมนุษย์ (เอลฟ์) แบบเต็มตา
ชีเอินจ้องมองแผ่นหลังของเมลิก้าผู้ร่ายเวทเขม็ง
เมื่อเถาวัลย์ดูดเลือดถูกเผาจนเป็นจุณ ทะเลเพลิงก็เลือนหายไปราวกับภาพลวงตาเมื่อเมลิก้าหยุดส่งพลังเวท
ดงเถาวัลย์ขนาดมหึมาหายวับไปกับตา เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นดินที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก
"ฟู่ว..."
เมลิก้าถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วลดคทาลง
"ทำได้ดีมากจ้ะ"
วิเวียนเดินเข้าไปหาและกล่าวชมเชยเมลิก้า
"เวทมนตร์รุนแรงเหมือนเดิมเลยนะ"
เดียร์เองก็เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"สมกับเป็นเอลฟ์จริงๆ..."
ลูเมียที่ยังเกาะแขนเดียร์อยู่ มองเมลิก้าด้วยสายตาเทิดทูน
เมลิก้าส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า "ฉันไม่ได้ทำอะไรพิเศษหรอกค่ะ ก็แค่ร่ายเวทเหมือนปกตินั่นแหละ"
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ใบหน้าของเมลิก้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ว่าแล้วเชียว เวลาอยู่กับพวกพ้อง เมลิก้าไม่ได้มีท่าทีเกร็งหรือประหม่าเหมือนตอนอยู่กับเขา ตอนนี้เธอดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายขึ้นมาก
เมื่อเห็นภาพนั้น ชีเอินที่เดิมทีตั้งใจจะเดินเข้าไปหา ก็ชะงักฝีเท้าลง
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงของเมลิก้า ชีเอินก็ล้มเลิกแผนการเดิม
"ดูท่า... คงจะเข้าไปขอให้สอนเวทมนตร์ไม่ได้แล้วสินะ"
ต้องยอมรับว่าน่าเสียดายจริงๆ
ถึงแม้ว่า...
"เวทมนตร์งั้นเหรอ?"
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเวทมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย และนึกถึงสกิล [เวทมนตร์] ที่ตัวเองมี ชีเอินคิดว่าเขาควรหาโอกาสเรียนรู้เวทมนตร์เอาไว้บ้าง
ไม่อย่างนั้น มันคงเป็นการเสียของแย่เลย