เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 ใบหน้าโหล

บทที่ 46 ใบหน้าโหล

บทที่ 46 ใบหน้าโหล


จี๋เจ๋อกั๋วฉีลังเลอยู่หน้าเคาน์เตอร์พักใหญ่ ก่อนจะสั่งอาหารมังสวิรัติสองอย่าง คือผัดผักกาดขาวหนึ่งจาน กับมะเขือเทศผัดไข่อีกหนึ่งจาน พร้อมข้าวสี่เหลี่ยง

ฟางคุนช่วยจ่ายเงิน นอกจากผัดผักกาดขาวแล้ว เขาก็สั่งหมูตุ๋นซีอิ๊วเพิ่มอีกหนึ่งจาน ทว่าในหัวของเขายังคงสับสนวุ่นวาย

เขาคิดอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าในรุ่นเดียวกันมีคนเก่งกาจคนไหนบ้าง แต่พอเปลี่ยนมุมมองความคิด ใครจะไปรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ถ้ามีสัญญาณเตือนล่วงหน้าสักนิด ไม่ว่าจะยังไงผมก็คงค้นหาเรื่องราวใหญ่เล็กในอีกยี่สิบปีข้างหน้าจากอินเทอร์เน็ตจนทะลุปรุโปร่งไปแล้ว

เมื่อนั่งลงที่โต๊ะอาหารใกล้ๆ ฟางคุนก็ตักหมูตุ๋นซีอิ๊วเข้าปากคำหนึ่ง รสชาติเค็มกำลังดี กลิ่นหอมมันเยิ้มชวนให้น้ำลายสอ

“หอมจริงๆ นายลองสักสองชิ้นสิ”

“ไม่เป็นไรๆ ครับ ของผมพอแล้ว”

ฟางคุนยิ้มแล้วพูดว่า “นายดูผอมนะ แต่ฉันรู้สึกว่านายมีแรงเยอะ กินแต่ผักได้ยังไง จะอดอะไรก็ได้แต่อย่าอดของอร่อยเลย”

“โชคดีที่มหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเหมือนประถมกับมัธยมต้น ไม่อย่างนั้นผมคงเรียนไม่ไหวแน่ๆ เงินอุดหนุนจากโรงเรียน ผมเก็บไว้ห้าหยวน ที่เหลือส่งกลับบ้านไปหมดแล้วครับ”

เขาพูดอย่างสบายๆ แต่ฟางคุนกลับฟังจนอึ้งไปเลย เก็บค่าครองชีพไว้เดือนละห้าหยวน นี่คิดจะไปแทะหญ้าในสวนสาธารณะประทังชีวิตหรือยังไง

ฟางคุนคีบเนื้อให้เขาอีกสองสามชิ้น ใบหน้าที่ดำคล้ำของอีกฝ่ายก็แสดงความเขินอายออกมา คำว่าขอบคุณแทบจะกลายเป็นคำติดปากของเขาไปแล้ว

หลังกินข้าวเสร็จ เขาก็ล้างปิ่นโตในโรงอาหารจนสะอาดแล้วเก็บใส่ถุงผ้า

ก่อนกลับหอพัก ฟางคุนแวะร้านค้าของมหาวิทยาลัยเพื่อซื้อของใช้จำเป็นอย่างแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และสบู่ เขาพกปากกาหมึกซึมติดตัวมาแล้ว จึงซื้อแค่กระดาษเขียนจดหมายเพิ่มเท่านั้น

เมื่อกลับมาถึงห้อง 304 ในหอพักยังคงว่างเปล่า โต๊ะริมหน้าต่างถูกเช็ดทำความสะอาดไว้อย่างดี ฟางคุนหยิบปากกาหมึกซึมออกมาแล้วเริ่มเขียนจดหมายทันที

ฉบับแรกแน่นอนว่าต้องเขียนถึงที่บ้านเพื่อส่งข่าวบอกว่ามาถึงอย่างปลอดภัยแล้ว กว่าจดหมายจะไปถึงก็ใช้เวลาประมาณสิบวัน ยิ่งเขียนเร็วยิ่งดี ระหว่างการเขียนจดหมายกับการส่งโทรเลข ฟางคุนจึงเลือกที่จะเชื่อฟังคุณนายเหลียงอิง

ตอนนี้ค่าส่งโทรเลขคิดคำละเจ็ดเฟิน นักศึกษาส่งโทรเลขสักสามร้อยคำก็กลายเป็นยาจกได้เลย

เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน ฟางคุนยังไม่กล้าใช้จ่ายตามอำเภอใจ

เขาเขียนจดหมายทั้งหมดสองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งให้ที่บ้าน อีกฉบับส่งไปให้โหลวจิ้งชวนที่เซี่ยงไฮ้

เมื่อเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ก็ต้องแจ้งให้ทราบสักหน่อย ทั้งสองคนยังไม่เคยเจอกันเลยสักครั้ง อีกฝ่ายบอกว่าเป็นคนประสานงานของวารสารโซวฮั่ว แต่ตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนทางจดหมายมากกว่า

จี๋เจ๋อกั๋วฉีชะโงกหน้ามาดูแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นเงินและคูปองอาหารของมื้อกลางวันให้ แล้วกลับไปนอนอ่านหนังสือต่อ

เขาเขียนจดหมายเสร็จและตั้งใจว่าจะนำไปส่งที่ทำการไปรษณีย์ในช่วงบ่าย จากนั้นจึงเอนตัวลงนอนบนเตียงเพื่อพักสายตา พอเริ่มจะเคลิ้มหลับ ก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้นมาจากนอกประตูห้อง

“นี่ห้อง 303, 304 ห้องนี้แหละ”

สิ้นเสียงพูด ประตูหอพักก็ถูกผลักเปิดออก ชายสองคนเดินเข้ามา คนหนึ่งดูอายุราวยี่สิบกว่า ส่วนอีกคนดูสูงวัยราวกับคุณลุงอายุสี่สิบกว่าปี

“สวัสดีทุกคน ผมชื่อจ้าวหย่งจวิน มาจากมณฑลหลู่ครับ”

จ้าวหย่งจวินจับมือทักทายทุกคนอย่างคล่องแคล่ว ที่อกเสื้อด้านซ้ายของเขายังติดเข็มกลัดพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ด้วย คาดว่าพอได้รับเข็มกลัดของมหาวิทยาลัยมาแล้วก็คงจะติดเพิ่มเข้าไปอีก

อีกคนชื่อหลี่ชุนเซิง มาจากมณฑลหูเป่ย ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมห้องกัน บังเอิญเจอกันที่จุดต้อนรับนักศึกษาใหม่

จ้าวหย่งจวินอายุยี่สิบแปดปี นิสัยร่าเริงช่างพูด ลูกที่บ้านอายุสี่ขวบแล้ว ส่วนหลี่ชุนเซิงอายุยี่สิบสามปี แต่งงานแล้วเช่นกัน แต่โชคดีที่ยังไม่มีลูก

ปรากฏการณ์เช่นนี้พบเห็นได้บ่อยมากในช่วงสามรุ่นแรกหลังจากการสอบเกาเข่ากลับมาจัดอีกครั้ง ส่วนหนึ่งก็เพื่อชดเชยให้กับนักเรียนมัธยมปลายรุ่นเก่าสามรุ่น หรือก็คือรุ่นปี 66 ถึง 68 ซึ่งข้อจำกัดด้านอายุในการสมัครสอบเกาเข่าได้ขยายไปจนถึงอายุสามสิบปี ส่วนวิทยาลัยเทคนิคขยายไปถึงยี่สิบห้าปี

ระหว่างที่พูดคุยกัน ฟางคุนลอบสำรวจคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ดูจากท่าทางแล้วไม่น่าใช่พวก ‘เฉินซื่อเหม่ย’ ที่ทอดทิ้งลูกเมีย แต่หลังจากผ่านไปสี่ปี จะยังต้านทานสิ่งยั่วยุได้หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่บอกไม่ได้จริงๆ

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาปักกิ่ง ได้ยินชื่อจัตุรัสเทียนอันเหมินกับพระราชวังต้องห้ามมาตั้งแต่เด็กๆ พรุ่งนี้ถ้าว่างเราไปเที่ยวด้วยกันไหมครับ” จ้าวหย่งจวินเสนอ

“ผมว่าดีนะ ได้ยินมาว่าเป็ดย่างของร้านฉวนจวี่เต๋อ หม้อไฟของร้านตงไหลซุ่น แล้วก็บะหมี่จ๋าเจี้ยงเมี่ยนของฟางจวนฉ่างล้วนเป็นของขึ้นชื่อของปักกิ่ง เราหาเวลาไปลองกัน”

พอคนในห้องเริ่มเยอะ บรรยากาศการพูดคุยก็คึกคักขึ้นมาทันที แน่นอนว่าไม่มีใครยอมปล่อยให้วงสนทนากร่อย ทุกคนพูดถึงแต่เรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น ส่วนจะทำจริงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้ต้องคุยกันไปก่อน

ตอนบ่ายฟางคุนออกไปส่งจดหมาย ส่วนจี๋เจ๋อกั๋วฉีก็พาเพื่อนใหม่สองคนไปรับเงินและคูปอง

ตกเย็น เพื่อนร่วมห้องอีกคนก็มาถึง เขาคือจางเหว่ย จากเมืองฮาร์บินทางตะวันออกเฉียงเหนือ ช่างเป็นชื่อที่โหลเสียจริง แถมเจ้าตัวยังมีใบหน้าที่ดูโหลอีกต่างหาก

“โอ้โห ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สวัสดีทุกคน ผมชื่อจางเหว่ย เป็นคนอาเฉิง เมืองฮาร์บิน ต่อไปถ้าพวกนายไปเที่ยวแถบตะวันออกเฉียงเหนือ ไปหาผมได้เลย รับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อย”

“สวัสดี ผมจ้าวหย่งจวิน ต่อไปนี้พวกเราก็เป็นสหายร่วมรบในหอพักเดียวกันแล้ว”

หลังจากทักทายกันทีละคน ในห้องพักที่มีเตียงหกเตียง ตอนนี้ก็เหลือเพียงคนเดียวที่ยังมาไม่ถึง พวกเขาเริ่มคุยกันตั้งแต่เรื่องในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ไปจนถึงเรื่องในเมืองปักกิ่ง แล้วขยายวงออกไปเป็นเรื่องขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมท้องถิ่น เรื่องแปลกๆ ประวัติศาสตร์ การเมือง เรียกได้ว่าคุยกันทุกเรื่องไม่มีตกหล่น

สิ่งที่น่าสังเกตคือ บริเวณสามเหลี่ยมเป่ยต้าซึ่งเป็นเส้นทางผ่านที่ต้องใช้เดินทางจากหอพักไปยังอาคารเรียนและโรงอาหาร สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงจากการเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของนักศึกษา

เพียงแค่วันนี้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์ ก็เห็นนักศึกษาใหม่รุ่นปี 77 กับนักศึกษาชนชั้นกรรมากร-ชาวนา-ทหารสองรุ่นก่อนหน้ากำลังทำสงครามน้ำลายกันอยู่

นักศึกษาคนหนึ่งของรุ่นปี 77 เขียนบทกวีขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งมีสองท่อนที่ความหมายโดยรวมคือ ‘สมัยที่แก๊งสี่คนเรืองอำนาจ ฉันเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะบนหัวฉันไม่มีเขา บนตัวก็ไม่มีหนาม’

คราวนี้นักศึกษาชนชั้นกรรมากร-ชาวนา-ทหารไม่ยอมแล้ว ทำเหมือนกับว่าพวกเราทุกคนมีเขางอกบนหัว มีหนามแหลมบนตัวอย่างนั้นหรือ

ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นปัญญาชน การด่าทอกันจึงมีชั้นเชิง ไม่ใช้คำหยาบ แต่พลิกแพลงถ้อยคำเพื่อแดกดันกัน

คนทั้งห้าในหอพักคุยกันอย่างออกรส ฟางคุนเริ่มรู้สึกชอบบรรยากาศของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คืนแรกที่มาถึงมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมห้องคนที่หกก็ยังไม่มาเสียที สุดท้ายทั้งห้าคนแม้จะคุยกันจนคอแห้งผาก แต่ความกระตือรือร้นก็ยังไม่ลดลง คุยกันไปจนถึงกลางดึก

เพื่อนร่วมห้องจากหอข้างๆ ก็แวะเวียนมาทักทายกันบ้าง พวกเขาพูดสำเนียงถิ่นที่แตกต่างกันไป มาจากทั่วทุกสารทิศ หนังสือที่จี๋เจ๋อกั๋วฉีกำลังอ่านอยู่ก็ยืมมาจากเฉียวเจี๋ยห้องข้างๆ

หมอนี่เหมือนพ่อค้าหนังสือไม่มีผิด ตอนมามหาวิทยาลัยเอาเสื้อผ้ามาน้อยนิด แต่กลับขนหนังสือมาด้วยถึงห้าสิบเจ็ดเล่ม

เหตุผลก็คือ ถ้าทิ้งไว้ที่บ้านไม่ถึงปีก็คงไม่ถูกฉีกไปใช้จุดไฟ ก็คงถูกเอาไปใช้ปิดผนัง หนังสือพวกนี้คือของล้ำค่าของเขาทั้งนั้น

ฟางคุนยืมเรื่องสามก๊กมาเล่มหนึ่ง เป็นฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนในปี 53 หากนับถึงตอนนี้ก็ใกล้จะเป็นของเก่าแก่แล้ว แต่สภาพการเก็บรักษายังคงดีเยี่ยม

ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบ พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็หกโมงกว่าแล้ว ซึ่งสำหรับฟางคุนถือว่าสายมาก ผ้าห่มที่คุณแม่เตรียมมาให้ทั้งอุ่นสบาย จนทำให้เขาไม่อยากลุกจากเตียง

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการต้อนรับนักศึกษาใหม่ แต่ก็มีบางคนที่มาสายและจะมารายงานตัวในวันพรุ่งนี้หรือมะรืน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีความยืดหยุ่นสูงอย่างน่ากลัว

ช่วงเช้าหลังจากพาจางเหว่ยไปรับเงินและคูปองเสร็จ ทุกคนก็พากันไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินด้วยความตื่นเต้น อันที่จริงตอนนั่งรถประจำทางมามหาวิทยาลัยก็ได้เห็นกันแล้ว แต่เป็นการมองเพียงชั่วแวบเดียว ไม่มีใครรู้สึกว่าเต็มอิ่ม

ปักกิ่งในปี 78 แม้จะเทียบกับยุคหลังไม่ได้เลย แต่ก็ยังคงเป็นเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ ความเจริญและความคึกคักนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเมืองเล็กๆ ที่พวกเขาจากมา

ใต้กำแพงสีแดงของพระราชวังต้องห้าม เดิมทีทั้งห้าคนตั้งใจจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยด้วยการรวบรวมเงินเช่ากล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพกัน แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายังมีเพื่อนร่วมห้องอีกคนที่ยังไม่มา แผนนี้จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

ช่วงเช้าพวกเขาเที่ยวชมจัตุรัสเทียนอันเหมินกับพระราชวังต้องห้ามอย่างเร่งรีบ พอตกบ่ายก็มุ่งตรงไปยังพระราชวังฤดูร้อน เพื่อประหยัดเงิน ทั้งห้าคนไม่ได้กินข้าวเลยแม้แต่คำเดียว ทนหิวกลับมาถึงมหาวิทยาลัย

ฟางคุนหิวจะแย่ เขามีเงิน ตอนนี้เขาเป็นเศรษฐี อีกไม่กี่เดือนก็จะเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนคนแรกของประเทศที่ได้เงินมาจากการหายใจ

แต่เขาไม่ได้อวดรวยด้วยการชวนทุกคนไปกินข้าวที่ร้านอาหาร การกระทำที่ใจกว้างที่สุดของเขาก็มีเพียงแค่การแจกบุหรี่บ่อยขึ้นหน่อย

นี่เป็นเรื่องของการวางตัวให้กลมกลืนและเป็นหลักการในการเข้าสังคม ทั้งยังเป็นการให้เกียรติพวกเขาด้วย

ตกเย็น เพื่อนร่วมห้องคนสุดท้ายก็ปรากฏตัวในที่สุด เฉินเว่ยตง เป็นคนปักกิ่งโดยกำเนิด ให้ตายสิ มิน่าล่ะถึงเพิ่งจะมารายงานตัว

ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่โถงทางเดิน

“นักศึกษาใหม่ภาควิชาภาษาจีนทุกคนไปรวมตัวประชุมที่ชั้นหนึ่ง อาคารวรรณกรรมและประวัติศาสตร์สวนเยี่ยนหยวน!”

ปล : สวัสดีปีใหม่ครับ ขออธิษฐานให้บุญกุศลของความดีทั้งหลายให้ทุกท่านพ้นและเบาจากความทุกข์ ให้มีแต่ความสุขความเจริญตลอดไปด้วยนะครับ

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 46 ใบหน้าโหล

คัดลอกลิงก์แล้ว