- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับไปรวย ด้วยระบบลับฉบับคนธรรมดา
- บทที่ 36 การสอบเกาเข่า
บทที่ 36 การสอบเกาเข่า
บทที่ 36 การสอบเกาเข่า
วันที่สิบเดือนมิถุนายน เทศกาลตวนอู่
ในหมู่บ้านไม่มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมใดๆ และไม่ได้มีการจ้างคณะงิ้วมาตั้งเวทีแสดง ทุกสิ่งทุกอย่างนี้หากจะเปลี่ยนแปลงก็คงต้องรอถึงปีหน้า
ตามปกติแล้ว ที่บ้านของพวกเขาก็จะไม่ทำข้าวเหนียวเจียงหมี่ ข้าวเหนียวเจียงหมี่จริงๆ แล้วก็มีหลักการคล้ายๆ กับบ๊ะจ่าง เพียงแต่ไม่ได้ใช้ใบไผ่ห่อเท่านั้นเอง
ฟางคุนตั้งใจไปซื้อข้าวเหนียวเจียงหมี่หกชั่ง และพุทราจีนอีกหนึ่งชั่งจากในตัวอำเภอ
สี่ชั่งสำหรับบ้านของเขากิน ส่วนอีกสองชั่งส่งไปให้บ้านอาเล็ก เพราะตอนนี้คุณปู่ฟางอี๋ว์ซ่านก็อาศัยอยู่กับลูกชายคนที่สอง พอมีของดีๆ ฟางฮั่นหมินจึงต้องนึกถึงอยู่เสมอ
คืนก่อนหน้านั้น หุงข้าวเหนียวเจียงหมี่กับพุทราจีนจนสุกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็สามารถเติมน้ำตาลทรายขาวแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อยได้หนึ่งชาม
ฟางคุนไม่ชอบกินพุทราในข้าวเหนียว ไม่ใช่แค่เพราะการคายเม็ดออกเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่เปลือกพุทรายังกินแล้วรู้สึกระคายคออีกด้วย เมื่อเห็นฟางอี๋น้องสาวคนเล็กชอบกิน เขาก็คีบทั้งหมดใส่ลงในชามของเธอ
เรื่องการแต่งงานของพี่สาวคนโตได้ข้อสรุปแล้ว วันรุ่งขึ้นหยางเสวียปิงก็ให้แม่สื่อมาที่บ้านเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน พอวันต่อมาคนในหมู่บ้านก็รู้เรื่องกันเกือบหมดแล้ว
ท่าทีของฟางฮั่นหมินที่มีต่อหยางซื่ออี้นั้นซับซ้อน เดิมทีมีท่าทีแข็งกร้าว ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกชายของอีกฝ่ายเด็ดขาด
แต่โชคดีเหลือเกินที่ตอนต้นปีเกิดเรื่องที่สองพ่อลูกช่วยชีวิตคนจนได้รับใบประกาศเกียรติคุณขึ้นมา
หากไม่พูดถึงเรื่องอื่น เจ้าหนุ่มหยางเสวียปิงคนนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว และหลังจากที่ในใจเริ่มยอมรับแล้ว ช่วงนี้เขาก็พบว่ายิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ
แม้ทั้งสองครอบครัวจะไม่เต็มใจ แต่เมื่อลูกๆ ยินยอมแล้วจะทำอย่างไรได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลฟางและตระกูลหยางในช่วงนี้ ได้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับซึ่งกันและกันได้พอดี
งานแต่งงานกำหนดไว้ในวันที่สามเดือนกันยายน หลังจากที่ฟางคุนสอบเกาเข่าเสร็จในเดือนกรกฎาคม ก็น่าจะยังทันก่อนที่จะออกจากบ้านไป
ลูกพี่ลูกน้องในตระกูลอย่างฟางเยว่ปิง ฟางไฉ่หวา และฟางเสี่ยวเสี่ยว ทั้งสามคนเรียนกันอย่างยากลำบากยิ่ง แม้ว่าฟางคุนจะพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ อธิบายให้เข้าใจง่าย แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี
ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ต่อให้ข้อสอบจะง่ายเพียงใด แต่สำหรับนักเรียนมัธยมปลายแล้วก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เข้าสอบในชนบท
ระดับความรู้ความสามารถที่แท้จริง ในสายตาของฟางคุนแล้วยังไม่ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าด้วยซ้ำ
“การเรียนประวัติศาสตร์ อย่าอาศัยการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง เนื้อหาความรู้มากมายขนาดนี้ใครจะไปรู้ว่าในข้อสอบจะออกเรื่องไหน เวลาทบทวนของเราก็ไม่พอ สุดท้ายพอท่องไปแบบงงๆ ก็อาจจะจำไม่ได้ หรือไม่ก็จำผิดพลาดได้ง่ายมาก ดังนั้นต้องมีวิธีการ...”
“พี่ครับ ลองนึกทบทวนลำดับราชวงศ์กับปีที่ก่อตั้งที่ผมเคยบอกไปสิ”
“สามกษัตริย์ห้าจักรพรรดิสืบต่อมา เหยาซุ่นอวี่สืบสาน เซี่ยซางและโจวตะวันตก ฮั่นตะวันออก ฮั่นตะวันออก...”
“โจวตะวันออก”
“ราชวงศ์โจวตะวันออกแบ่งเป็นสองช่วง...” ฟางไฉ่หวาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า พลางใช้นิ้วมือนับแล้วท่องออกมา
ฟางคุนก็ถามต่อทันที: “ห้าอธิราชแห่งยุคชุนชิวกับเจ็ดรัฐแห่งยุครณรัฐมีใครบ้าง”
ฟางไฉ่หวาท่องอย่างตั้งใจ แม้จะฟังดูติดๆ ขัดๆ แต่โชคดีที่ยังจำได้ทั้งหมด
“พี่ครับ ราชวงศ์ฉินรวมชาติในปีไหน หลังจากรวมชาติแล้วได้ประกาศใช้มาตรการอะไรบ้าง อิทธิพลและคุณูปการทางประวัติศาสตร์คืออะไร....”
ฟางเยว่ปิง: “อันนี้ผมรู้ ปี 221 ก่อนคริสตกาล หลังจากรวมชาติแล้วได้ผลักดันนิติธรรมของซางยาง ใช้กฎหมายปกครองประเทศ เสริมสร้างอำนาจส่วนกลางให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังจัดตั้งระบบมณฑลและอำเภอ รวมมาตรฐานการชั่งตวงวัด...”
วิชาที่ทั้งสามคนเรียนได้ดีที่สุดคือประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาชอบฟังฟางคุนเล่าเรื่อง แล้วเขาก็มักจะเล่านอกเรื่องไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ พอถึงเวลาต้องท่องจำจริงๆ ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อจนเกินไป
วิชาที่ยากที่สุดคือคณิตศาสตร์ ฟังก์ชัน ความน่าจะเป็น เรขาคณิต มันเหมือนกับการอ่านตำราสวรรค์ชัดๆ
ทั้งสามคนถูกผู้ปกครองเร่งเร้าให้สมัครสอบ แต่ถ้าจะบอกว่าในใจไม่มีความใฝ่ฝันอยู่เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
ฟางคุนสนับสนุนให้พวกเขาลองดู รวมถึงพี่สาวกับพี่รองของเขาด้วย การที่ตระกูลฟางของพวกเขามีนักศึกษาเพิ่มขึ้นอีกสักคนก็ถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่น่าเสียดายที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขาที่ประสบความสำเร็จในชาติที่แล้วนั้นมีไม่มากนัก
เสียงจักจั่นบนต้นไม้ร้องระงมไม่หยุดหย่อน เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันที่ยี่สิบเดือนกรกฎาคมแล้ว
เช้าตรู่วันนั้น ฤดูร้อนฟ้าสว่างเร็ว สี่โมงครึ่งเกือบห้าโมงเช้าความมืดก็เริ่มจางหายไป ขอบฟ้าเริ่มปรากฏเป็นสีขาวโพลน
ฟางคุนตื่นเช้ามาก สาเหตุหลักคือเมื่อคืนเข้านอนเร็วอยู่แล้ว ประกอบกับวันนี้ต้องเข้าห้องสอบ ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ สู้ตื่นเช้าเสียดีกว่า
เขาไม่ได้เปิดหนังสืออ่านอีกต่อไป หนึ่งคือเขาไม่ตื่นเต้น สองคือความรู้ของเขาก็แน่นพอแล้ว จึงเข้าสอบได้อย่างสบายใจ
เหลียงอิงเสียผู้เป็นแม่ตื่นแต่เช้ามาทอดแป้งข้าวโพดผสมน้ำตาลแดงให้เขาสิบห้าชิ้น และต้มไข่อีกสองฟอง
ฟางคุนยิ้มขื่น: “แม่ครับ ผมไปสอบนะครับ ไม่ได้ไปปิกนิก จะให้พกไปเยอะแยะขนาดนี้ทำไมกัน”
“ลูกจะไปรู้อะไร กินให้อิ่มจะได้มีสมาธิสอบ ตั้งใจสอบนะลูก”
ฟางคุนรับมาอย่างจนใจ เหลือไข่ต้มไว้ให้ฟางอี๋น้องสาวคนเล็กที่ยังหลับอยู่หนึ่งฟอง แล้วทั้งครอบครัวก็เดินไปส่งเขาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
วันแรกของปีนี้ยังคงเป็นต่งชวนที่นำทีมเช่นเคย เพียงแต่ทีมจากหมู่บ้านของพวกเขาจากสิบสี่คนเมื่อปีที่แล้ว ลดลงเหลือผู้เข้าสอบเก้าคนในปีนี้
นอกจากสี่คนจากตระกูลฟางของพวกเขาแล้ว ทั้งหมู่บ้านก็มีคนหนุ่มสาวที่ยอมเสี่ยงโชคอีกเพียงห้าคนเท่านั้น
และเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตอนนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ท้องฟ้าสว่างไสว ไม่มีกลุ่มผู้คุ้มกันที่จำนวนคนมากกว่าผู้เข้าสอบอีกต่อไป
“คนมาครบกันแล้วใช่ไหม ก่อนออกเดินทางตรวจดูหน่อยว่าเอาบัตรเข้าสอบมาหรือยัง อย่าลืมไว้ที่บ้านอีกล่ะ”
“ลุงต่งครับ ผมปวดท้อง ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนครับ”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฟางเยว่ปิง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวดูท่าทางจะปวดมาก วันนี้ตอนเช้าเขาเข้าห้องน้ำไปแล้วสามรอบ พอคิดถึงเรื่องสอบทีไรก็ปวดท้องทุกที
“รีบไป ให้เวลาห้านาที พวกแกด้วย ใครอยากไปก็รีบไป”
ต่งชวนกวาดสายตามอง เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเจ้าหนุ่มพวกนี้มากนัก แต่ก็แอบหวังอยู่ลึกๆ เผื่อว่าจะมีนักศึกษาสักคนโผล่ขึ้นมา ก็จะถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับหมู่บ้านของพวกเขาแล้ว
สายตาของเขามองไปยังฟางคุน ก็พอจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาบ้าง
เมื่อทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็มุ่งหน้าตรงไปยังตัวอำเภอ พอไปถึง ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกก็ปรากฏแสงอรุณรำไรแล้ว
ที่หน้าประตูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของอำเภอเช่นเคย ฟางคุนได้พบกับสวี่อันเยี่ยนและโจวเจิ้งถังที่รออยู่ริมถนนนานแล้ว ทั้งสองคนมาเพื่อให้กำลังใจเขา
ฟางคุนมองไปยังประตูโรงเรียนที่จอแจราวกับตลาดสด ไม่ได้รู้สึกประหม่าอะไรมากนัก ตรงกันข้ามกลับรู้สึกฮึกเหิมราวกับกำลังจะเข้าสู่สนามรบเพื่อสร้างผลงานเสียมากกว่า
เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงก็เข้าแถว ยื่นบัตรเข้าสอบแล้วเดินเข้าประตูโรงเรียนไป จากนั้นก็หาห้องสอบและที่นั่งของตัวเอง
การสอบมีทั้งหมดสามวัน วันนี้ตอนเช้าเป็นวิชาภาษาจีน ตอนบ่ายวิชาการเมือง พรุ่งนี้ตอนเช้าวิชาคณิตศาสตร์ ตอนบ่ายวิชาประวัติศาสตร์ วันที่สามตอนเช้าวิชาภูมิศาสตร์ ตอนบ่ายเป็นวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาเลือก ฟางคุนไม่ได้สมัคร เพราะอย่างไรคะแนนก็ไม่ถูกนำไปรวมกับคะแนนรวมอยู่แล้ว
มีผู้คุมสอบสองคน หนึ่งในนั้นคือครูสอนคณิตศาสตร์สมัยมัธยมปลายที่ฟางคุนคุ้นเคยดี ฝ่ายหลังเมื่อมองมาที่เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มองซ้ำอีกสองสามครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้จำคนผิด ก่อนจะส่งสายตาเป็นนัยให้เล็กน้อย
มีการแจกข้อสอบล่วงหน้า เก้าโมงเช้าก็เริ่มสอบอย่างเป็นทางการ ฟางคุนได้รับข้อสอบมาก็กวาดสายตาดูอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็เผลอยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
ข้อแรกคือการเติมเครื่องหมายวรรคตอนในประโยค สิบคะแนน ข้อสองคือการเติมคำที่เหมาะสมที่สุดลงในช่องว่างแต่ละช่องในบทความ สิบคะแนน
ข้อสามคือการเติมคำสันธานลงในช่องว่างของบทความ สิบคะแนน
การขีดเส้นใต้คำบุพบท การแก้ไขประโยคที่ผิดหลักไวยากรณ์ การแปลภาษาจีนโบราณ ฟางคุนจะพูดอะไรได้อีก ความยากของข้อสอบชุดนี้สำหรับเขาแล้ว ก็มีเพียงแค่การเขียนเรียงความเท่านั้นที่พอจะมีความท้าทายอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้ ฟางคุนยังเคยคิดว่าจะออมมือดีหรือไม่ เพื่อไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแน่ใจว่าตัวเองจะสอบติด
นั่นคือทางสายกลางที่เขาคิดไว้
แต่ต่อมาความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป สาเหตุหลักคือเขาไม่รู้ว่าคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งปีนี้อยู่ที่เท่าไหร่ และข้อสอบระดับนี้เขาจะซ่อนความสามารถของตัวเองได้อย่างไร
แทนที่จะหลบๆ ซ่อนๆ สู้สอบแบบปล่อยเต็มที่ไปเลยดีกว่า ฟางคุนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะสอบได้กี่คะแนน
(จบตอน)