- หน้าแรก
- ระบบธรรมชาติ: ผมกลายเป็นเจ้าพ่อทรัพยากรโลก
- บทที่ 27 - เรื่องขี้ปะติ๋ว
บทที่ 27 - เรื่องขี้ปะติ๋ว
บทที่ 27 - เรื่องขี้ปะติ๋ว
บทที่ 27 - เรื่องขี้ปะติ๋ว
"พี่น้องทุกคน เดี๋ยวพอเข้าไปข้างในแล้วทำตามแผนที่วางไว้นะ เข้าใจไหม" ชายหน้าบากผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มหันมาตะโกนสั่งลูกน้อง
"ลูกพี่ แล้วถ้าพวกมันสู้กลับล่ะครับ" ลูกน้องคนหนึ่งถามขึ้น
ชายหน้าบากแสยะยิ้มเย็น "สู้กลับสิดี ยิ่งพวกมันกล้าลงมือ พวกแกก็ยิ่งมีความชอบธรรมที่จะซัดมันให้น่วม จำไว้ว่าแค่ไม่ถึงตายก็พอ ที่นี่ถิ่นตระกูลเจียง เดี๋ยวมีคนคอยเก็บกวาดให้ สบายใจได้"
เหล่าอันธพาลที่มารวมตัวกันล้วนเป็นพวกเจนจัดในวงการนักเลง งานถนัดของพวกเขาคือก่อความวุ่นวาย หลายคนถึงกับเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น งานง่าย ๆ แบบนี้ทำมานับครั้งไม่ถ้วน แค่ยกพวกไปข่มขวัญ อีกฝ่ายก็กลัวจนหัวหดแล้ว แถมจบงานยังได้รับค่าจ้างก้อนโตอีก
ชายหน้าบากโบกมือสั่งการ กลุ่มคนกว่าครึ่งร้อยพากันวิ่งหายเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง ทะลุป่านี้ไปก็จะถึงเขตเหมืองพอดี คืนนี้เดือนมืดลมแรง เหมาะแก่การลงมือเป็นที่สุด ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครก็จำหน้าใครไม่ได้
"คุณหนูครับ เริ่มลงมือแล้วครับ" ชายหน้าบากเดินกลับมารายงานที่รถหรูซึ่งจอดแอบอยู่ริมถนน เขาเคาะกระจกฟิล์มดำเบา ๆ
เสียงเย็นชาของเจียงหมิ่นดังลอดออกมาจากในรถ "ถ้าเจอไอ้เฉินหลีข้างใน จัดการมันให้หนัก เอาให้ขาหักสักข้าง แล้วก็...ทำลายโฉมหน้ามันซะ"
ยิ่งนึกถึงท่าทียะโสโอหังของเฉินหลีก่อนหน้านี้ เธอก็ยิ่งแค้นจนแทบกระอักเลือด
ฉันจะทำให้แกชดใช้อย่างสาสม
ชายหน้าบากแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แววตาฉายแววอำมหิต "ไม่มีปัญหาครับคุณหนู ไอ้หนุ่มนั่นกล้ากระตุกหนวดเสือตระกูลเจียง เดี๋ยวผมจัดชุดใหญ่ให้"
พูดจบเขาก็กระชับมีดสปาร์ตาในมือแล้ววิ่งตามลูกน้องเข้าไปในความมืด
เจียงหมิ่นยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ สั่งให้คนขับรถขยับรถเข้าไปใกล้อีกนิด เธออยากเห็นกับตาว่าเวลาที่เหมืองพังพินาศและเฉินหลีจนตรอก มันจะมีสภาพน่าสมเพชขนาดไหน
ทันใดนั้นเอง...
ปัง ปัง ปัง!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายเสียงปืนดังรัวมาจากในป่า สีหน้าของเจียงหมิ่นเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที
นั่นมัน...เสียงปืนเหรอ เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น เป็นไปไม่ได้ ก็แค่จ้างคนไปขู่ขวัญ ทำไมถึงมีการใช้อาวุธปืนด้วย
เจียงหมิ่นเริ่มนั่งไม่ติด ถ้าเรื่องบานปลายถึงขั้นมีคนตาย โดยเฉพาะถ้าเป็นการยิงกัน เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ต่อให้เป็นตระกูลเจียงก็ปิดข่าวไม่มิดแน่
เธอผลักประตูรถลงไปดูเหตุการณ์ด้วยความร้อนใจ ภาพที่เห็นทำเอาเธอขาอ่อนแทบทรุด
ภายใต้แสงไฟสปอตไลท์หน้าเหมือง กลุ่มนักเลงห้าสิบกว่าคนที่เมื่อกี้ยังทำกร่าง ตอนนี้กลับนั่งคุกเข่าเอามือกุมหัวตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นเหมือนลูกหมาตกน้ำ แม้แต่ไอ้หน้าบากที่ว่าแน่ ตอนนี้ขาสั่นพั่บ ๆ มีดในมือหล่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
และสิ่งที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่คือเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ 'หน่วยสวาท' ในชุดเต็มยศพร้อมอาวุธครบมือ!
เหล่ามั่วกำลังยืนคุยอยู่กับหัวหน้าชุดปฏิบัติการ พอหันมาเห็นเจียงหมิ่น เขาก็เดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"คุณเจียง เกณฑ์คนมาเยอะขนาดนี้คิดจะทำสงครามเหรอครับ"
เจียงหมิ่นหน้าชาจนไร้ความรู้สึก สมองมึนงงไปหมด เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเฉินหลีถึงเรียกหน่วยสวาทมาได้เยอะขนาดนี้ แถมยัง...ทำไมพวกมันถึงรู้เวลาลงมือของเธอแม่นยำขนาดนี้
"ฉ...ฉัน ใครบอกว่าฉันเรียกคนพวกนี้มา อย่ามากล่าวหากันลอย ๆ นะ ไม่มีหลักฐานอย่ามาพูดมั่วซั่ว!" เจียงหมิ่นรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
เหล่ามั่วมีสีหน้าไร้อารมณ์ เขาหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการ "ฝากทางนี้ด้วยนะครับผู้กอง"
นายตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับ "คุณเจียงครับ เราสงสัยว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างวานก่อความไม่สงบ เชิญไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ"
เจียงหมิ่นดิ้นรนขัดขืน "ไม่! ฉันไม่ไป ฉันไม่ได้ทำ ให้เฉินหลีออกมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะคุยกับเขา"
เหล่ามั่วส่ายหน้าช้า ๆ "บอสไม่ลงมาคุยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกครับ"
เจียงหมิ่นชะงักกึก
เรื่องเล็กน้อย? การงัดข้อกับตระกูลเจียงเนี่ยนะ...พวกแกเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย?
"คุณเจียง คุณอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ใหญ่โตคับฟ้า ทำให้ตระกูลเจียงเสียหน้า แต่ผมจะบอกอะไรให้นะ สำหรับบอสของผม เรื่องพวกนี้มันขี้ปะติ๋ว ไร้สาระสุด ๆ เขาแค่ซื้อของเล่นวิบวับให้ลูกสาวเล่นก็แค่นั้นแหละ"
สายตาที่เหล่ามั่วมองมานั้นเหมือนกำลังมองตัวตลกที่กำลังเต้นเร่า ๆ อยู่บนเวที ไม่มีความโกรธแค้น มีแต่ความสมเพชเวทนา
เจียงหมิ่นสูดหายใจเข้าลึกจนแสบปอด ร่างกายแข็งค้างทำอะไรไม่ถูก
"ฉ...ฉันจะโทรหาพ่อ" เธอรีบควักมือถือออกมาต่อสายหาเจียงสวี่มือไม้สั่น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ห้ามปราม ยืนคุมเชิงอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเจียงสวี่ทราบข่าวว่าลูกสาวคนรองถูกตำรวจคุมตัว คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเป็นปม เรื่องนี้ชักจะผิดแผนไปกันใหญ่ ถ้าอีกฝ่ายเตรียมคนไว้ดักตีหัวเขายังพอเข้าใจได้ แต่นี่ถึงกับเรียกหน่วยสวาทมาดักรอ...มันไม่น่าจะเป็นไปได้
หรือว่าเบื้องหลังไอ้หมอนั่นจะมีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้วิเคราะห์อะไร เสียงโทรศัพท์สายตรงก็ดังแทรกเข้ามา ปลายสายพูดสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"คนชื่อเฉินหลี ช่วงนี้ห้ามไปแตะต้องเขา เข้าใจไหม"
"แต่ว่า..."
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...
สายตัดไปแล้ว
เจียงสวี่หน้าดำคร่ำเครียด เดิมทีคิดว่าเป็นแค่มดปลวกที่บี้ได้ง่าย ๆ ไม่นึกว่าจะเจอกระดูกชิ้นโตเข้าให้แล้ว แต่ในเมื่อเบื้องบนสั่งมา เขาก็จำต้องกลืนเลือดระงับความโกรธไว้ก่อน แต่ความคับแค้นใจมันสุมอกจนแทบระเบิด
ทำไมไอ้กระจอกนั่นถึงกล้าขี่คอเขาได้ขนาดนี้
"พี่ครับ เป็นไงบ้าง ไอ้เฉินหลีมันฉี่ราดกางเกงไปหรือยัง" เจียงลี่เทาที่หนีออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านเข็นรถเข็นเข้ามาถามด้วยความสะใจ
เส้นเลือดข้างขมับของเจียงสวี่ปูดโปน เขาขบกรามแน่น "เปล่า แผนแตก ช่วงนี้ห้ามไปยุ่งกับมันเด็ดขาด"
เจียงลี่เทาโวยวายทันที "ทำไมล่ะพี่ แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนเดียว พี่จะกลัวอะไรมันนักหนา"
เจียงสวี่ตวาดกลับด้วยความโมโห "หุบปากซะ แกนึกว่าฉันกลัวมันเหรอ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่สั่งลงมาป่านนี้มันเละไปนานแล้ว"
"ผู้ใหญ่? ใครครับพี่ หรือว่ามันไปเลียแข้งเลียขาใครเข้า"
"ไม่รู้โว้ย แต่มันคงหลบได้แค่ชั่วคราวแหละ นานไปหางก็ต้องโผล่ ถึงตอนนั้นมันต้องชดใช้" เจียงสวี่ตัดบทแล้วเดินหนีออกจากห้อง เขาต้องรีบไปวิ่งเต้นประกันตัวลูกสาวออกมาจากโรงพัก น่าจะต้องใช้เส้นสายพอสมควรกว่าจะพาตัวออกมาได้
...
เจียงอวี๋กับพี่เถาลงจากเครื่องบินก็บึ่งรถกลับคฤหาสน์ตระกูลเจียงทันที
นับตั้งแต่ลูกสาวลืมตาดูโลก เธอก็ถูกครอบครัว "เนรเทศ" ไปอยู่ต่างแดน นี่เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่เธอได้กลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดอีกครั้ง ความรู้สึกคุ้นเคยปนห่างเหินตีรวนอยู่ในอก
ถ้าตอนนั้นเธอไม่ดื้อดึงจะเก็บเด็กไว้ ชีวิตเธอตอนนี้จะดีกว่านี้ไหมนะ
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาแค่แวบเดียวก็ถูกปัดตกไป เธอไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนั้น เสี่ยวหนิงคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์มอบให้ต่างหาก
พี่เถาซึ่งมีสถานะเป็นแค่คนนอกครึ่งหนึ่งได้แต่มองเจียงอวี๋ปรับอารมณ์อยู่เงียบ ๆ ทันทีที่เจียงอวี๋ตั้งสติได้ ทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าประตูรั้ว เสียงแตรบีบไล่จากด้านหลังก็ดังลั่น
ปี๊นนน!
"เกะกะขวางทางจริง ๆ พวกแกเป็นใคร...อ้าว คุณหนูใหญ่!" คนขับรถเบรกตัวโก่งจนหน้าทิ่ม คนในรถหัวสั่นหัวคลอนไปตาม ๆ กัน
เจียงสวี่ที่กำลังหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งอารมณ์เสียหนักเข้าไปอีก วันนี้มันวันโลกาวินาศหรือไง ตั้งแต่เช้ายันค่ำมีแต่เรื่องชวนปวดหัวไม่เว้นวาง
เขาใช้เวลาค่อนคืนกว่าจะประกันตัวเจียงหมิ่นออกมาได้ พอได้รับรายงานจากลูกสาวเรื่องเหตุการณ์ที่เหมืองเขาก็แทบกระอักเลือดตาย ตอนนี้คนขับรถยังมาเบรกหัวทิ่มให้เจ็บตัวอีก
ทำไมชีวิตช่วงนี้มันถึงได้บัดซบขนาดนี้!
[จบแล้ว]