- หน้าแรก
- โต้วหลัวราชามังกร อีกาทองผลาญฟ้า
- บทที่ 24 เจ้ายังไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่แท้จริง
บทที่ 24 เจ้ายังไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่แท้จริง
บทที่ 24 เจ้ายังไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่แท้จริง
เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้ามา ลูยามองเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ทันที
ดวงตาใสแจ๋วของเด็กน้อยฉายแววขัดเขินเล็กน้อยขณะเอ่ยกับพนักงานต้อนรับสาว "ผะ... ผมมาขอรับการทดสอบระดับปรมาจารย์ช่างตีเหล็กครับ"
พนักงานสาวลุกขึ้นยืน ดวงตาคู่สวยยิ้มแย้ม ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "น้องชาย ชื่ออะไรจ๊ะ? ผู้ปกครองไปไหนล่ะ?"
เด็กชายเงยหน้าขึ้น ตอบเสียงใส "พี่สาว ผมชื่อถังอู๋หลินครับ ผมมาขอรับการทดสอบระดับปรมาจารย์ช่างตีเหล็ก อาจารย์บอกให้ผมมาหาปรมาจารย์ที่ชื่อเฉินเยว่ครับ"
เมื่อได้ยินชื่อ 'เฉินเยว่' คิ้วของหญิงสาวขมวดเล็กน้อย ก่อนที่แววตาจะฉายความยินดี "รอก่อนนะจ๊ะ พี่จะลองถามท่านอาจารย์เฉินให้ว่าท่านว่างไหม หนูได้ติดต่อท่านอาจารย์เฉินผ่านเครื่องมือสื่อสารวิญญาณมาหรือเปล่าจ๊ะ?"
ถังอู๋หลินกะพริบตาโตปริบๆ เขาจะมีปัญญาซื้อเครื่องมือสื่อสารวิญญาณได้ยังไง? ของพรรค์นั้นแพงหูฉี่ เกินกำลังเขาจะเอื้อมถึง
เมื่อเห็นดังนั้น พนักงานสาวจึงต่อสายโทรศัพท์ภายในเพื่อติดต่อเฉินเยว่ จังหวะนั้นเอง ลูยาเดินเข้ามาเห็นถังอู๋หลินพอดี จึงยื่นมือออกไปพร้อมรอยยิ้มและทักทาย "สวัสดี ข้าจำได้ว่าเจ้าก็เป็นนักเรียนโรงเรียนตงไห่เหมือนกัน เราน่าจะเคยเจอกันครั้งหนึ่งแล้ว ข้าชื่อลูยา เจ้าชื่ออะไร?"
ถังอู๋หลินดูประหม่าเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกไปจับและตอบเสียงเบา "ข้าชื่อถังอู๋หลิน ยินดีที่ได้รู้จัก เจ้าก็มาทดสอบระดับปรมาจารย์ช่างตีเหล็กเหมือนกันหรือ?"
"เปล่า ข้าจะมาจองห้องตีเหล็กส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการทดสอบครั้งต่อไปน่ะ" ลูยายิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วเสริมว่า "ขึ้นไปพร้อมกันเถอะ"
พนักงานสาววางหูโทรศัพท์แล้วสังเกตเห็นลูยา จึงทักทายอย่างสุภาพ "สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ?"
ลูยายิ้มบางๆ แล้วหยิบตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ช่างตีเหล็กออกมา "ผมชื่อลูยา นี่ตราสัญลักษณ์ของผม ผมจะขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อพบประธานมู่เฉินครับ"
สายตาของถังอู๋หลินจับจ้องไปที่ตราสัญลักษณ์ในมือของลูยา รูม่านตาหดเล็กลงเล็กน้อย เขากับลูยาอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่อีกฝ่ายเป็นถึงปรมาจารย์ช่างตีเหล็กระดับสี่แล้ว ในขณะที่เขายังแค่จะมาทดสอบระดับสอง
"ได้ค่ะ" พนักงานสาวพยักหน้าแล้วหันไปบอกถังอู๋หลิน "น้องถังอู๋หลิน อาจารย์เฉินว่างพอดี ตามพี่มาเลยจ้ะ"
ว่าแล้วเธอก็ฝากงานกับเพื่อนร่วมงานอีกคน ก่อนจะเดินนำถังอู๋หลินไปที่โถงทางด้านหนึ่ง พาพวกเขาทั้งสองเข้าลิฟต์ไปด้วยกัน
เธอรูดบัตรเพื่อกดชั้น
ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง ถังอู๋หลินรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เมืองใหญ่นี่มันต่างออกไปจริงๆ
ถังอู๋หลินมองดูตัวเลขหน้าจอลิฟต์ที่ค่อยๆ ไต่ระดับจาก '1' ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดที่ '15'
หญิงสาวจึงเอ่ยขึ้น "ทั้งสองท่าน ห้องทำงานของอาจารย์เฉินอยู่ชั้นสิบห้า ดิฉันต้องพาน้องถังอู๋หลินไปส่งให้อาจารย์เฉินก่อน คุณลูยาไปด้วยกันก่อนนะคะ"
ลูยาพยักหน้า "ได้ครับ"
ทั้งสามเดินออกจากลิฟต์ ถังอู๋หลินมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกอย่างดูแปลกใหม่ไปหมดสำหรับเขา
หน้าลิฟต์เป็นทางเดินยาว มีประตูเรียงรายทั้งสองฝั่ง แต่ละบานติดป้ายชื่อวิจิตรบรรจง
อวิ๋นเสี่ยวหลิงนำทางพวกเขาไปด้านหนึ่ง หยุดที่หน้าประตูบานหนึ่งที่มีป้ายชื่อ 'เฉินเยว่' แล้วกดปุ่มเรียก
"อาจารย์เฉินคะ ดิฉันอวิ๋นเสี่ยวหลิง พาเด็กมาส่งค่ะ"
"อืม" เสียงทุ้มต่ำดังตอบกลับมา แล้วประตูก็เปิดออก
หลังจากอวิ๋นเสี่ยวหลิงส่งถังอู๋หลินเข้าห้องทำงานไปแล้ว เธอก็พาลูยากลับไปที่ลิฟต์เพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้นบนสุด
เมื่อส่งลูยาถึงหน้าห้องทำงาน เธอก็ขอตัวกลับไป
ก้าวเข้าสู่ห้องทำงาน สิ่งแรกที่ลูยาเห็นคือโต๊ะไม้มะฮอกกานีขนาดมหึมา ด้านหลังโต๊ะมีชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน นั่งอยู่ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเงินที่ขับเน้นรูปร่างอันกำยำแข็งแรง
บนผนังห้องประดับภาพวาดงดงามหลายภาพ แฝงกลิ่นอายโบราณ แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือกรรจกหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้น ผ่านกระจกใสบานนั้น สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองภายนอกได้อย่างชัดเจน ตึกระฟ้า การจราจรที่คับคั่ง ล้วนแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง แสงแดดสาดส่องเข้ามา อาบไล้ไปทั่วห้อง เกิดเป็นแสงและเงาที่ตัดกัน ดูสงบและน่าเกรงขามเป็นพิเศษ
กลางห้องมีโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ และหลังโต๊ะนั้นคือชายวัยกลางคนผู้สง่างามคนเดิม อายุราวสี่สิบปี สวมสูทสีเทาเงินที่ขับเน้นมัดกล้าม ทำให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ใบหน้าคมเข้ม แผ่กลิ่นอายอำนาจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงโดยไม่รู้ตัว
ลูยายืนอยู่ที่หน้าประตู เงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย สายตากวาดมองจากหน้าต่างบานใหญ่มาหยุดที่ชายวัยกลางคน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ "ลุงมู่เฉิน ผมมาแล้วครับ"
มู่เฉินเงยหน้าขึ้น สายตาอ่อนโยนลงเมื่อมองเห็นลูยา เขายิ้มบางๆ "อ้าว เสี่ยวลู อยู่ตงไห่ก็ตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกฝนวิชาตีเหล็กด้วยล่ะ" เขาพูดด้วยความหวังดี แต่ในใจกลับคิดว่าเขาไม่อยากให้ลูยาเจอกับมู่ซีอีกเท่าไหร่ ครั้งล่าสุดที่เจอกัน มู่ซีเสียความมั่นใจไปเยอะ ภาพนั้นยังติดตาเขาอยู่ ขืนเจอกันอีกบ่อยๆ ลูกสาวเขาคงเสียผู้เสียคน แย่ไปกว่านั้นถ้าไม่ได้ลงเอยกัน มันจะไม่กระอักกระอ่วนแย่หรือ?
เดี๋ยวนี้เวลาใครชมมู่ซีว่าเป็นอัจฉริยะ มู่ซีจะของขึ้นทันที แล้วสวนกลับไปว่า "นั่นเพราะพวกท่านยังไม่เคยเห็นอัจฉริยะตัวจริงต่างหาก ท่านเคยเห็นอัจฉริยะที่ทำร้อยหลอมได้ด้วยค้อนเดียวตอนหกขวบไหมล่ะ? ถ้าไม่เคยเห็น ก็อย่ามาบอกว่าข้าเป็นอัจฉริยะ!"
มู่เฉินจำคำพูดพวกนี้ได้ดี ใบหน้าฉายแววอ่อนใจทันที ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คำว่า 'อัจฉริยะ' กลายเป็นคำด่าไปได้?
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ทั้งสองหันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกัน มู่เฉินร้องในใจว่า 'แย่แล้ว!'
ผู้มาใหม่คือเด็กสาววัยสิบสามสิบสี่ปี รูปร่างสูงโปร่ง ขาเรียวยาวดุจเสาหยกขาวคู่หนึ่ง แผ่ซ่านพลังแห่งวัยสาว เธอสวยมาก เครื่องหน้าจิ้มลิ้มราวกับภาพวาดพู่กันชั้นเลิศ ดวงตากลมโตสุกใสเป็นประกายมีชีวิตชีวา ผมสีทองมัดเป็นหางม้าแกว่งไกวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ชุดรัดรูปดูกระฉับกระเฉง ขับเน้นทรวดทรงงดงาม
ลูยาเอ่ยทักเบาๆ "พี่มู่ซี ไม่เจอกันนานเลยนะครับ"
"น้องลูยา ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?" มู่ซีชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นลูยาในห้องทำงาน แววตาฉายความประหลาดใจ
ลูยายิ้ม "ผมมาเรียนต่อที่เมืองตงไห่ครับ"
มู่ซีทำหน้าไม่เชื่อ รู้สึกว่าต้องมีเหตุผลอื่นแอบแฝงแน่ๆ ใครจะไปเชื่อว่าเขาจะย้ายมาเรียนที่ตงไห่ทั้งที่อยู่เมืองเทียนโต้วก็ดีอยู่แล้ว? สายตาของเธอหันไปหามู่เฉิน น้ำเสียงแฝงแววคาดคั้น "ท่านพ่อ ท่านรู้ไหมว่าทำไมน้องลูยาถึงมาที่ตงไห่?"
มู่เฉินไม่อยากรู้เหตุผลเลยสักนิด จะมีอะไรอีกล่ะ? ก็ไอ้คนนั้นจีบแม่เจ้าไม่ติด พอรู้ว่าพ่อมีลูกสาว ก็เลยรับลูกบุญธรรมส่งมาจีบลูกสาวพ่อแทนน่ะสิ! เขากระแอมไอแล้วตอบ "เรื่องนี้ลูกไปถามแม่เจ้าเถอะ เรื่องมันเศร้า พ่อไม่อยากรื้อฟื้น"
"ถามท่านแม่?" มู่ซีทำหน้างง เรื่องอะไรกันที่ต้องให้แม่เป็นคนอธิบาย?
"เลิกคุยเรื่องนี้เถอะ วันนี้ลูกมาหาพ่อมีธุระอะไร?" มู่เฉินรีบเปลี่ยนเรื่อง
ภายใต้อิทธิพลของลูยา มู่ซีขยันขันแข็งขึ้นมาก ผ่านการทดสอบระดับปรมาจารย์ช่างตีเหล็กขั้นสองไปได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้กำลังมุ่งเป้าไปที่ระดับพันหลอม
เธอตอบเสียงเรียบ "แน่นอนสิคะ ข้าโลหะหมดแล้ว เลยมาขอเบิกเพิ่ม"
มู่เฉินทำหน้าปลงๆ หลังจากโทรศัพท์สั่งงานเสร็จ เขาก็บอกมู่ซี "พ่อเตรียมโลหะไว้ให้ชุดหนึ่งแล้ว ไปเบิกที่โกดังได้เลย ลูยา ห้องตีเหล็กที่หลานขออนุมัติแล้วนะ ไปเบิกโลหะที่โกดังได้เหมือนกัน"
"ค่ะ ท่านพ่อ"
"ครับ ลุงมู่เฉิน"
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน ลูยาหันไปถามมู่ซี "พี่มู่ซี ช่วยพาผมไปที่โกดังหน่อยได้ไหมครับ?"
มู่ซียิ้มหวาน "ได้สิ ไม่มีปัญหา แต่ว่า..."
ลูยาถามอย่างงุนงง "แต่อะไรครับ?"
"พรุ่งนี้มาฝึกพันหลอมเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ ได้ไหม?"
ลูยาก็นึกว่าจะพูดเรื่องอะไร แค่นี้เอง? เขาพยักหน้าตอบ "ได้ครับ ไม่มีปัญหา"
ได้ยินดังนั้น มู่ซียิ้มอย่างพอใจ "งั้นตามมา พี่จะพาไปโกดังเอง"
ว่าแล้วทั้งสองก็เดินออกไปพร้อมกัน
มู่เฉินมองตามหลังทั้งคู่ไปแล้วได้แต่ถอนหายใจ เขาไม่ได้กีดกันถ้าทั้งสองจะคบกัน แต่เขารู้สึกว่าลูยาดูจะสนใจกู่เยว่น่ามากกว่า อย่างไรเสียพวกเขาก็รู้จักกันมานานกว่า
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ทันทีที่เขารับสาย น้ำเสียงตื่นเต้นก็ดังลอดมา "ท่านประธานครับ วันนี้สมาคมของเราเจอช้างเผือกแล้ว! ชื่อถังอู๋หลิน อายุเก้าขวบ เป็นปรมาจารย์ช่างตีเหล็กระดับสอง อัจฉริยะชัดๆ!"
เสียงของมู่เฉินราบเรียบไร้อารมณ์ "งั้นรึ? งั้นเฉินเยว่ ฝากจับตาดูเขาไว้หน่อยแล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าวางล่ะนะ"
เฉินเยว่ฟังเสียงสัญญาณตัดสายด้วยความงุนงง นี่อัจฉริยะเลยนะท่าน?
มู่เฉินได้รับอิทธิพลจากลูยามาเต็มๆ จนเริ่มรู้สึกว่าคนพวกนี้ตื่นตูมเกินเหตุ ราวกับกบในกะลาไม่เคยเห็นโลกกว้าง
ที่พวกเจ้าเรียกว่าอัจฉริยะ นั่นเพราะยังไม่เคยเห็นอัจฉริยะตัวจริงต่างหาก
ลูกชายของเจิ้นฮัว อายุเก้าขวบเป็นปรมาจารย์ช่างตีเหล็กระดับสี่ พร้อมจะลองทำระดับหลอมวิญญาณได้ทุกเมื่อที่มีพลังวิญญาณเพียงพอ นั่นต่างหากที่เรียกว่าอัจฉริยะ