เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 - เก้าจุดชีพจรสมบูรณ์ กระบี่มารวิปริต

บทที่ 65 - เก้าจุดชีพจรสมบูรณ์ กระบี่มารวิปริต

บทที่ 65 - เก้าจุดชีพจรสมบูรณ์ กระบี่มารวิปริต


บทที่ 65 - เก้าจุดชีพจรสมบูรณ์ กระบี่มารวิปริต

☆☆☆☆☆

ณ ตีนเขาซ่อนวิญญาณ เหล่าผู้บริหารระดับสูงของประตูแห่งเต๋ามารวมตัวกันพร้อมหน้า ขาดเพียงผู้อาวุโสเจ็ดเสิ่นม่านที่ยังขังตัวเองอยู่ในป่าไผ่ม่วง

พวกเขาไม่ได้เหาะขึ้นไปมองดูสถานการณ์จากมุมสูง

เพราะภูเขาทั้งลูกมีค่ายกลห้ามบิน หากต่ำกว่าระดับเก้า ต้องเดินเท้าขึ้นไปเท่านั้น

"ท่านเจ้าสำนัก นี่มันสถานการณ์อะไรกัน" ผู้อาวุโสลำดับห้าจ้าวซูฉีที่ตาตี่อยู่แล้ว ตอนนี้หรี่ตาจนแทบจะปิดสนิท

เซี่ยงเหยียนเงยหัวโล้นๆ ของตัวเองมองไปทางยอดเขาซ่อนวิญญาณ

"ดูเหมือนมันจะอารมณ์ไม่ค่อยดี" เขาเปรย

"นี่ไม่ใช่แค่อารมณ์ไม่ดีแล้ว นี่มันกำลังอาละวาดชัดๆ" ศิษย์พี่ใหญ่ลู่ผานขมวดคิ้ว รอยย่นบนหน้าผากลึกราวกับรอยมีดกรีด

"ทำไมถึงเป็นแบบนี้" เซี่ยงเหยียนหันไปทางหนานกงเยว่

เพราะนางเป็นปรมาจารย์ด้านการสร้างอาวุธเพียงคนเดียวในที่นี้

นางย่อมเข้าใจอาวุธวิเศษดีกว่าใคร

"อย่ามองข้า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงข้าจะเป็นปรมาจารย์สร้างอาวุธ แต่กระบี่เล่มนั้นมันเกินขอบเขตความเข้าใจของข้าไปไกลโข" ผู้อาวุโสเก้าหนานกงเยว่ยกมือขึ้นปัดพัลวันตรงหน้าหน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่ม

เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนเดาะลิ้น "คืนนี้ก็ไม่มีใครขึ้นเขาไปท้าทายมัน แล้วทำไมมันถึงเกรี้ยวกราดขนาดนี้"

หลี่ชุนซงบ่นพึมพำอยู่ข้างๆ "แปลกแฮะ ปกติถ้ามีคนขึ้นไปท้าทาย มันจะตื่นเต้นดีใจไม่ใช่หรือ"

ทุกคนถกเถียงกันไปมาแต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้

มีเพียงผู้อาวุโสสิบฉู่ยินยินที่เงยหน้ามองเหล่าศิษย์พี่ด้วยความรำคาญ

"โกรธแล้วมันแปลกตรงไหน บางทีข้าตื่นเช้ามา ก็หงุดหงิดอยากอาละวาดแบบไม่มีเหตุผลเหมือนกันนะ" นางว่า

"กระบี่เล่มนี้ถูกกดข่มอยู่บนเขามาตั้งพันปีแล้ว พันปีเชียวนะ!" นางยกนิ้วขึ้นมาทำท่าประกอบ

ลู่ผานเหลือบมองนางแล้วดุทันที "ศิษย์น้องเล็กระวังคำพูดด้วย อะไรคือกดข่ม ปรมาจารย์ผนึกมันไว้บนเขาเพื่อรอคอยผู้มีวาสนาต่างหาก"

"ชิ! ใช้ภูเขาทั้งลูกล่ามโซ่มันไว้ ยังบอกว่าไม่ได้กดข่มอีก วันๆ ดีแต่บอกให้ระวังคำพูด" ฉู่ยินยินแอบบ่นในใจ

เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนก้มหน้าครุ่นคิด ใบหน้าที่อัปลักษณ์อย่างมีเอกลักษณ์เต็มไปด้วยความสงสัย

"ข้าเป็นเจ้าสำนักมาตั้งหลายปี กระบี่เล่มนี้ไม่เคยมีความเคลื่อนไหวแบบนี้มาก่อน"

"ช่างเถอะ ข้าจะขึ้นไปดูหน่อย"

"ไปด้วย ไปด้วย!" ทุกคนขานรับ

แต่ทว่า พอเดินขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าว ภูเขาก็หยุดสั่น

"หายโกรธแล้ว?" ฉู่ยินยินเงยหน้าถามตาใส "งั้นยังต้องปีนต่อไหม"

ทุกคนร้านจะสนใจนาง เดินหน้ามุ่งสู่ยอดเขาต่อไป

กระบี่เล่มนี้คือสมบัติล้ำค่าของโลก คือกระบี่กอบกู้โลกที่ปรมาจารย์ทิ้งไว้

ตอนนี้มันเกิดความผิดปกติ พวกเขาจะละเลยไม่ได้

แต่พอทุกคนขึ้นไปถึงยอดเขา กระบี่เล่มนั้นก็กลับสู่สภาพปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนมาเสียเที่ยวเปล่า

มันเพียงแค่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงมา

ทั้งที่เป็นแค่กระบี่ แต่กลับรู้สึกเหมือนมันมีชีวิต

หากเงยหน้ามองมัน จะรู้สึกเหมือนกำลังถูกมันก้มมองด้วยสายตาเหยียดหยาม

ไม่ว่าจะเป็นระดับหกอย่างฉู่ยินยิน หรือระดับแปดอย่างเซี่ยงเหยียน มันดูแคลนทุกคนอย่างเท่าเทียม

ภายในเรือนไผ่ ฟ้าเริ่มสาง ฉู่หวยสวี่ถึงเพิ่งลุกจากเตียง

เขาฝันยาวนานมาก ฝันว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็ก กลับไปอยู่ในบ้านที่ไม่ใช่บ้านหลังนั้น ฝันเห็นผู้ชายคนที่ชอบซ้อมเขากับแม่เป็นประจำคนนั้น

จนกระทั่งเขาเริ่มโตขึ้น ตัวสูงขึ้น

พอผู้ชายคนนั้นจะลงมือกับเขาและแม่อีก ไม่ว่าไม้หน้าสามที่ฟาดลงมาจะเจ็บแค่ไหน เขาก็จะปกป้องแม่ แล้วก็...

— สวนกลับ!

เขากลัวเจ็บ กลัวเจ็บมาตั้งแต่เด็ก

โลกนี้ใครบ้างไม่กลัวเจ็บ

แต่เขาเกลียดการที่ตัวเองเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ไอ้ขี้เมานั่นกลับสะใจ

ต่อมา แม่ก็จากไป ผู้ชายคนนั้นก็แก่ตัวลง

ชายคนนั้นดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มใจดีขึ้น เริ่มอยากแสดงความรักแบบพ่อ เริ่มหัดเป็นห่วงเป็นใยเขา

แต่ฉู่หวยสวี่รู้ดี ไม่ใช่เพราะมันเป็นคนดีขึ้นหรอก แต่เป็นเพราะมันแก่แล้ว — เลวไม่ไหวแล้วต่างหาก

เขาไม่เคยให้อภัยชายคนนั้น และไม่เคยให้อภัยตัวเอง

ผู้ใหญ่หลายคนตีเด็ก ก็เพื่อให้เด็กจำ

ตอนนี้ผ่านไปตั้งหลายปี แล้วจะมาถามว่าทำไมข้าถึงยังจำฝังใจอยู่อีก?

เวลานี้ ฉู่หวยสวี่นั่งอยู่บนเตียง สะบัดหัวไล่ความคิดแรงๆ

"ไม่ได้ฝันเห็นเรื่องบ้าบอพวกนี้นานแล้วนะ" เขาหลุบตาลง

อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเจ็บปวดเกินไป?

แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไม้หน้าสามในความทรงจำนั้นเจ็บกว่า

หลังจากพ่นลมหายใจระบายความอัดอั้น ฉู่หวยสวี่ก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ความหมองหม่นจางหายไป ราวกับเปลี่ยนหน้ากาก กลับมาเป็นคนกวนประสาทขี้เล่นเหมือนเดิม

เขาสำรวจพลังในกายเนื้อนี้ ลองกำหมัดแน่น ทำท่าเบ่งพลังเหมือน 'ซูเปอร์ไซย่า'

"จุดที่เก้าให้ผลลัพธ์มหาศาลขนาดนี้เลยหรือ" เขาแปลกใจ

ตอนนี้ ถ้าหลิวเฉิงกงมายืนอยู่ตรงหน้าแบบไม่ใช้พลังปราณ เขาชนะได้สบายๆ เผลอๆ ถ้าเอาจริงอาจต่อยถึงตายได้

"ยอดฝีมือเก้าจุดชีพจร น่ากลัวจริงๆ!" ฉู่หวยสวี่รู้สึกว่าความลำบากที่ผ่านมาคุ้มค่าแล้ว

ต่อไปไม่ต้องฝึก [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] อีกแล้ว เขารู้สึกตัวเบาหวิว สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน เขาก็ผลักประตูเรือนออก

ฟ้าเพิ่งจะสาง ยัยก้อนน้ำแข็งห้องข้างๆ ยังไม่ตื่น

ฉู่หวยสวี่ไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งห้อยขาอยู่บนรั้วไม้สูงๆ ชื่นชมบรรยากาศยามเช้าของยอดเขาโอสถ

สายลมพัดผมยาวสีดำขลับของเขาปลิวไสว ขาสองข้างแกว่งไปมากลางอากาศอย่างสบายอารมณ์

สักพัก เขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้างๆ

"ประสาทสัมผัสทั้งห้าดูเหมือนจะเฉียบคมขึ้นเยอะเลยแฮะ" ฉู่หวยสวี่แปลกใจ

เขายังคงนั่งอยู่บนรั้ว เอนตัวไปด้านหลัง เอียงคอมองหานซวงเจี้ยงแล้วทักว่า "ตื่นแล้วรึ"

ยัยก้อนน้ำแข็งมองเขา ประโยคแรกที่พูดคือ "เมื่อวานเจ้าสลบไปอีกแล้วใช่ไหม"

"ช่ายแล้ว" ฉู่หวยสวี่ชินแล้ว ไม่รู้สึกอายหรือขายหน้าอีกต่อไป

— ยกเว้นต่อหน้าสวีจื่อชิง!

"ข้าก็ว่าแล้วทำไมเจ้าสลบ" หานซวงเจี้ยงพูดต่อ "เมื่อคืนยอดเขาโอสถเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวเบาๆ น่ะ"

"หือ?" ฉู่หวยสวี่ตกใจ "จริงดิ"

สาวน้อยหน้านิ่งพยักหน้า

ฉู่หวยสวี่กระโดดลงจากรั้ว "ไม่น่าใช่นะ มีค่ายกลพิทักษ์เขาอยู่ จะแผ่นดินไหวได้ไง แสดงว่าต้นตอต้องมาจากภายใน [เขาซ้อนเขา] เองน่ะสิ"

หานซวงเจี้ยงพยักหน้า

"ทางสำนักไม่ได้ประกาศอะไรออกมาหรือ" เขาถาม

"เปล่า" ยัยก้อนน้ำแข็งตอบ

"งั้นก็ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ศิษย์จดชื่ออย่างพวกเราต้องไปใส่ใจ" เขาปัดตก

แค่แผ่นดินไหวเบาๆ อย่างมากก็แค่เตียงสั่นนิดหน่อย

ฉู่หวยสวี่สนใจเรื่องอื่นมากกว่า "จุดที่เก้าของเจ้าทะลวงผ่านหรือยัง"

"ผ่านแล้ว" หานซวงเจี้ยงฝึกจนดึกดื่นเมื่อคืน

"ดี งั้นกินข้าวเช้ากัน แล้วเราไปหอคัมภีร์ด้วยกัน"

"อืม"

พอนึกว่าจะได้รับวิชาระดับหนึ่งแล้ว หัวใจของสาวน้อยเย็นชาก็อดเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

ทั้งสองกินมื้อเช้าง่ายๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ทันที

ฉู่หวยสวี่เลือดลมสูบฉีด พอถึงระดับหนึ่ง เขาก็จะสามารถเอาป้ายผ่านทางนั้นไปขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] ได้แล้ว!

ตลอดทาง ทั้งสองเดินจ้ำอ้าว

หอคัมภีร์ไม่ได้อยู่บนยอดเขาโอสถ แต่อยู่ที่ [เขาอักษร] ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยอดเขาสายนอก

สถานที่แลกเปลี่ยนแต้มผลงานสำนักก็อยู่บนเขาอักษร ชื่อเชยสะบัดว่า [หอสมบัติ]

ไม่ว่าจะเอาวิชา ยาเม็ด อาวุธ หรือวัตถุดิบวิเศษไปขายให้หอสมบัติ ก็แลกเป็นแต้มผลงานได้หมด

แน่นอนว่า จะเอาแต้มมาซื้อของที่นี่ก็ได้เหมือนกัน

เขาอักษรยังมี [โถงภารกิจ] พูดง่ายๆ ก็คือที่รับเควสต์ของศิษย์สายนอก

ทำงานแลกแต้ม ขยันก็รวย

ถ้ามีเรื่องอยากให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องช่วย ก็เอาแต้มไปตั้งประกาศจ้างวานที่โถงภารกิจได้

นอกจากนี้ ข้างๆ หอคัมภีร์ยังมี [ห้องฝึกตน]

ทุกห้องมีค่ายกลรวมปราณ

เข้าไปฝึกข้างใน พลังปราณหนาแน่นกว่าข้างนอก ฝึกได้ไวกว่า

แน่นอน ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นแต้มผลงาน

ทั้งคู่เพิ่งเคยมาเขาอักษรครั้งแรก เลยเดินดูนั่นดูนี่เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง

บันไดหินทางขึ้นเขาอักษรมีชื่อว่า [ขยันคือมรรคา] ฉู่หวยสวี่เห็นแล้วก็ขำ

— เขาอักษรมีเส้นทางคือความขยัน ทะเลแห่งการเรียนรู้ไร้ขอบเขตต้องอาศัยความเพียรเป็นเรือ

นับเป็นกิมมิคเล็กๆ ในเกม [ยืมดาบ]

หอคัมภีร์ตั้งอยู่บนยอดเขาอักษร ทั้งสองเดินอยู่นานกว่าจะถึง

พอเดินเข้าไปในชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ ก็เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ห้อยป้าย [ศิษย์สายนอก] ยืนมุงดูกันอยู่เต็มไปหมด

ตอนนี้มีศิษย์จดชื่อเก้าจุดชีพจรคนหนึ่ง กำลังพยายามทำลายม่านพลังในโซนทิศตะวันออก

เขาทำลายม่านพลังชั้นแรกได้แล้ว ข้างในคือวิชาระดับเหลือง

ในโลกเสวียนหวง วิชาอาคมและเคล็ดวิชาแบ่งเป็นสี่ระดับคือ ฟ้า ดิน นิล เหลือง

หอคัมภีร์สายนอกมีแค่สี่ชั้น

ชั้นหนึ่งคือวิชาระดับหนึ่ง ชั้นสองคือระดับสอง ชั้นสามคือระดับสาม ส่วนชั้นสี่คือวิชาอาคมล้วนๆ

พวกศิษย์สายนอกเหล่านี้มายืนมุงดูเอาสนุกเฉยๆ

ประตูแห่งเต๋าเป็นสำนักที่เน้นเรื่องวาสนาที่สุดในสี่สำนักใหญ่ พอมีใครได้วาสนา ก็จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

พอกระแสมา ก็จะมีการบอกต่อ ก็จะมีคนมากินเผือก

การกินเผือกเป็นนิสัยที่ติดง่าย ดังนั้นคนประตูแห่งเต๋าจึงเป็นพวกชอบมุงดูเรื่องชาวบ้านที่สุด...

ตอนนี้ มีทั้งคนให้กำลังใจ และคนส่งเสียงเชียร์

"ศิษย์น้อง พยายามเข้า เชื่อศิษย์พี่ ม่านพลังชั้นที่สองทำลายง่ายนิดเดียว"

"อย่าหยุดสิ ในสำนักเราคนฝึกวิชาระดับเหลืองมีน้อยนะ จะเป็นแรร์ไอเท็มแล้ว"

ความคิดของศิษย์สายนอกพวกนี้ก็พอเข้าใจได้ เพราะพวกเขาก็เคยผ่านจุดนี้มาเหมือนกัน อารมณ์เหมือนรุ่นพี่มหาวิทยาลัยซื้อแตงโมมานั่งดูรุ่นน้องรับน้อง

ชายวัยกลางคนในชุดขาวคนหนึ่ง นั่งมองธูปจับเวลาที่กำลังไหม้อย่างเบื่อหน่าย เขาเป็นผู้ดูแลหอคัมภีร์ชั้นหนึ่ง เรื่องพวกนี้เขาเห็นจนชินชาแล้ว

ทันใดนั้น พอฉู่หวยสวี่และหานซวงเจี้ยงเดินเข้ามา ก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย

หนุ่มหล่อสาวสวย ไม่ว่าจะไปที่ไหนย่อมเป็นจุดสนใจ

แน่นอน ถ้าขี้เหร่จนมีเอกลักษณ์แบบท่านเจ้าสำนัก ก็เป็นจุดสนใจได้เหมือนกัน

ในกลุ่มคนมุง มีศิษย์พี่คนหนึ่งที่ดูท่าทางเฟรนด์ลี่สุดๆ น่าจะเป็นพวกมนุษย์สังคม

เขาเห็นทั้งสองคนยืนดูอยู่ ก็เข้ามาทักทาย "ศิษย์น้องทั้งสอง ทะลวงเก้าจุดชีพจรครบแล้ว มารับวิชาระดับหนึ่งเหมือนกันหรือ"

"ใช่ขอรับ" ฉู่หวยสวี่ตอบ

"ข้าชื่อเฉินจี้เย่ เรียกศิษย์พี่เฉินก็ได้ ยินดีล่วงหน้าด้วยนะที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นจากศิษย์จดชื่อเป็นศิษย์สายนอก ไม่ทราบศิษย์น้องทั้งสองชื่อแซ่อะไร" เฉินจี้เย่ถาม

"ฉู่หวยสวี่"

"หานซวงเจี้ยง"

ทั้งสองตอบเสียงเบาตามมารยาท แต่ศิษย์พี่เฉินคนนี้กลับร้องเสียงหลง ตะโกนลั่นร้าน

"พวกเจ้าคือฉู่หวยสวี่กับหานซวงเจี้ยง!?" เสียงดังแปดหลอด

ชั่วพริบตา ทุกคนรอบข้างหันขวับมามองเป็นตาเดียว แม้แต่ผู้ดูแลชุดขาวก็ยังเงยหน้าขึ้นมอง

ขนาดศิษย์จดชื่อที่กำลังง่วนกับการทำลายม่านพลัง พอได้ยินชื่อสองคนนี้ คอยังแข็งทื่อ อดหันมามองไม่ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 65 - เก้าจุดชีพจรสมบูรณ์ กระบี่มารวิปริต

คัดลอกลิงก์แล้ว