- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 59 - หลอกลวง
บทที่ 59 - หลอกลวง
บทที่ 59 - หลอกลวง
บทที่ 59 - หลอกลวง
☆☆☆☆☆
"ลายมือเหมือนกันเปี๊ยบ?" เด็กหนุ่มหน้ามนตกตะลึง
เขาคิดมาตลอดว่าข้อความในหน้าสามเป็นของยอดคนรุ่นก่อนที่ทิ้งไว้ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นศิษย์พี่เขียนเอง
ด้วยความที่บูชาฉู่หวยสวี่แบบไม่ลืมหูลืมตา เขาเลยยิ่งมั่นใจว่านี่ต้องเป็นวิชาเทพไร้เทียมทานแน่ๆ!
— ศิษย์พี่จะหลอกข้าได้ยังไง?
สวีจื่อชิงมีตรรกะในการมโนของตัวเอง:
"ศิษย์พี่ชัดเจนว่าไม่ใช่ศิษย์จดชื่อธรรมดาๆ"
"ขนาดผู้อาวุโสหกยังมาคุยความลับกับเขาถึงในเรือน"
"วิชาที่เขาฝึก จะไม่มีคนระดับสูงช่วยตรวจสอบเชียวหรือ?"
เด็กหนุ่มหน้ามนบรรลุสัจธรรม เข้าใจแล้วว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
ยิ่งยาก ยิ่งแสดงถึงความเทพของวิชา
"วิชาเทพจะสำเร็จได้ง่ายๆ ได้ยังไง?" สวีจื่อชิงคิดว่าโลกนี้ไม่มีเรื่องหวานหมูแบบนั้นหรอก
— จะฝึกวิชานี้ ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดให้ได้ก่อน!
"นี่คือราคาที่ข้าต้องจ่าย! แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความแค้นที่ข้าแบกไว้" เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น
ฝึกต่อ! ฝึกต่อ! ฝึกต่อ!
กากก็ต้องฝึกให้หนัก!
สวีจื่อชิงราวกับคนบ้า เริ่มเดินลมปราณรอบแล้วรอบเล่า พลังฟ้าดินหลั่งไหลเข้ามา ทุบตีและขัดเกลาร่างกายเขาไม่หยุด
จนถึงที่สุด เขาไม่ได้หลับ แต่ความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาถึงขีดสุด ทำให้ภาพตัด วูบดับไปดื้อๆ
แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
ฉู่หวยสวี่ตื่นแต่เช้าตรู่
เมื่อก่อนตอนอยู่โลกมนุษย์ ด้วยอาชีพการงาน เขาต้องทำงานดึกดื่นเป็นประจำ
ชีวิตแทบจะกลางวันเป็นกลางคืนกลางคืนเป็นกลางวัน นอนไม่พอเป็นเรื่องปกติ เพราะต้องสแตนด์บายตามเวลาของลูกค้า
โชคดีที่เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี มักปลอบใจตัวเองว่า "อายุขัยที่เสียไปจากการนอนดึก ข้าก็ได้เวลากลางคืนมาชดเชยแล้วไง เวลาที่ได้มาคือช่วงหนุ่มสาว เวลาที่เสียไปคือช่วงแก่เฒ่า คุ้มจะตายชัก!"
แต่พอข้ามโลกมา เขากลับนอนเร็วตื่นเช้าซะงั้น
ปรากฏว่า หานซวงเจี้ยงทำมื้อเช้าแสนอร่อยเสร็จแล้ว แต่สวีจื่อชิงยังไม่ตื่น
ฉู่หวยสวี่เดินไปเคาะประตูหน้าตาบูดบึ้ง "ตื่นได้แล้ว!"
เด็กหนุ่มหน้ามนสะดุ้งตื่น รู้ตัวว่าสายโด่งแล้ว
เขาเปิดประตู ก็เจอฉู่หวยสวี่ทักว่า "เพิ่งเลิกเป็นคนรับใช้วันแรก ก็เริ่มนอนกินบ้านกินเมืองแล้วรึ?"
"ศิษย์พี่ ข้าผิดไปแล้ว" สวีจื่อชิงก้มหน้าสำนึกผิด ยอมรับผิดแต่โดยดี ไม่แก้ตัวสักคำ
ฉู่หวยสวี่มองสำรวจเขา แล้วเหลือบไปเห็นผ้าห่มที่พับไว้อย่างเรียบร้อย ก็พอจะเดาอะไรได้
เขาไม่พูดมาก แค่บอกให้ไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าว
บนโต๊ะอาหาร ฉู่หวยสวี่พูดกับหานซวงเจี้ยงว่า "เมื่อวานข้าทะลวงได้อีกหนึ่งจุด"
— ยัยก้อนน้ำแข็ง เจ้าชอบแข่งนักใช่ไหม ข้าจะแข่งให้เจ้าท้อไปเลย
หานซวงเจี้ยงจิบโจ๊กร้อนๆ แล้วเงยหน้าตอบเสียงเรียบ "ข้าก็ทะลวงได้หนึ่งจุดเหมือนกัน"
— เกือบไป ดีนะที่ทะลวงได้ ไม่งั้นโดนเจ้าจิ้งจอกนี่แซงแน่
สวีจื่อชิงนั่งฟังบทสนทนาของศิษย์พี่ศิษย์เจ๊ ฟังน้ำเสียงแล้วเหมือนการทะลวงจุดชีพจรเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
เขาก้มหน้าก้มตาซดโจ๊ก หัวแทบจะจุ่มลงไปในชาม สัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดา
ฉู่หวยสวี่หันมามองเขาแล้วบ่น "เจ้าทำอะไร หัวจะมุดลงไปในชามอยู่แล้ว จะเอาโจ๊กล้างหน้าหรือไง?"
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็นั่งตัวตรงขึ้นทันที
"เมื่อคืนฝึกดึกดื่นเลยสินะ?" ฉู่หวยสวี่ถาม
"ขอรับ" สวีจื่อชิงไม่กล้าโกหก
"ช่วงหลังกัดฟันทน ไม่ร้องเลยรึ?" เขาแปลกใจนิดหน่อย
"กลัวจะรบกวนศิษย์พี่พักผ่อนขอรับ" เด็กหนุ่มตอบซื่อๆ ไม่ได้เจตนาประจบ
"สุดท้ายเจ็บจนสลบไป?" ฉู่หวยสวี่เดา เขาโครตจะรู้ซึ้งถึงรสชาติ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] เลย
สวีจื่อชิงพยักหน้าอย่างเขินอาย รู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขายหน้า
"ไม่เป็นไร เรื่องปกติ" ฉู่หวยสวี่ปลอบ
หานซวงเจี้ยงที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับหลุดเสียง "อืม" ออกมาในจังหวะนี้ ถือเป็นการให้กำลังใจศิษย์น้อง
นางจำได้แม่น คืนแรกที่เข้าประตูแห่งเต๋า เสียงร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดจากห้องข้างๆ เจ้าจิ้งจอกนี่ก็เจ็บจนสลบเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
แต่สาวน้อยหน้าตายไม่ได้แฉเขา นางเลือกที่จะเงียบ
นางแค่บ่นในใจ "วิชาพิลึกพิลั่นแบบนี้ ทำไมเขาถึงเอาไปสอนศิษย์น้องสวีนะ?"
นางรู้สึกว่าใจของเจ้าจิ้งจอกนี่ช่างดำมืดเหลือเกิน
แต่พอนึกถึงตอนอยู่ในด่านสามของเขตแดนลับ หลังจากผ่านเหตุการณ์วาบหวิวใต้น้ำนั่นมา นางก็ได้ประจักษ์กับตาถึงความร้ายกาจของ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่]
ดังนั้น ก็ถือว่าพอมีเหตุผลอยู่บ้าง
ทั้งสามกินมื้อเช้าเสร็จ อดีตคนรับใช้ก็รับหน้าที่ล้างจานตามเดิม
พองานบ้านเสร็จ เขาก็กลับเข้าห้องไปฝึกต่อ กัดฟันสู้กับความเจ็บปวด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความแค้นสุมอก หรือเพราะเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้า เด็กหนุ่มหน้ามนคนนี้โหดกับตัวเองจริงๆ
เขาฝืนเดินลมปราณหนึ่งรอบ แล้วก็เจ็บจนตัวงอ พอหายเจ็บก็ฝึกต่อ วนเวียนอยู่อย่างนี้
วันนี้ สวีจื่อชิงได้ตระหนักถึงความธรรมดาของตัวเองอีกครั้ง
"ศิษย์พี่กับศิษย์พี่หานวันเดียวก็ทะลวงได้หนึ่งจุด"
"แต่ดูทรงข้าแล้ว อาจต้องใช้เวลาสิบวัน หรือครึ่งเดือน?"
"หรืออาจจะนานกว่านั้น..."
สำหรับรากปราณเทียมที่ต้องพึ่งพาวิชากายภาพเพื่อกระตุ้นการดูดซับยา การฝึกระยะยาวแบบนี้คือการทรมานสังขารชัดๆ
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว สวีจื่อชิงกินมื้อเที่ยง ล้างจาน แล้วกลับไปฝึกต่อ
ฝึกไปฝึกมา ร่างกายรับไม่ไหว จู่ๆ ตาเขาก็มืดดับ หูอื้ออึง แล้วโลกก็หมุนติ้ว ก่อนจะสลบเหมือดไปอีกรอบ
เด็กหนุ่มหน้ามนนอนหมดสติอยู่บนพื้น หน้าซีดเผือด ร่างกายกระตุกเบาๆ อย่างไร้สติ
กว่าจะฟื้นขึ้นมา ก็ผ่านไปชั่วยามกว่าแล้ว
สวีจื่อชิงยันกายลุกขึ้น นั่งขัดสมาธิบนเบาะอีกครั้ง
น้ำตาลูกผู้ชายไหลพราก หยุดไม่ได้
สุดท้ายเขาก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม แม้จะฝึกยุทธ์มาแต่เด็ก แต่ไม่เคยเจอความทรมานระดับนี้
นี่มันไม่ใช่การฝึกวิชา นี่มันการทรมานชัดๆ
จะว่าไป เพราะหน้าตาที่ดูจิ้มลิ้มเกินชาย เวลาเขาร้องไห้เลยดูน่าสงสารจับใจ ให้ความรู้สึกเปราะบางน่าทะนุถนอม
ร้องไห้อยู่นาน เด็กหนุ่มก็เช็ดน้ำตา สูดน้ำมูก ปรับอารมณ์ แล้วเริ่มพยายามเดินลมปราณอีกครั้ง
แต่จุดชีพจรของเขายังคงตันสนิท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ความรู้สึกนี้แหละ ที่ทำให้คนสิ้นหวังที่สุด
สวีจื่อชิงท้อแท้เหลือเกิน ขอบตายังแดงๆ อยู่
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงถุงแพรที่ศิษย์พี่ให้ไว้ นึกถึงคำพูดของศิษย์พี่
— "เมื่อเจ้าตรัสรู้ว่าฝึกไปก็ไม่ได้อะไร ให้เปิดถุงใบที่สอง"
มือซ้ายของเด็กหนุ่มสั่นเทา เขาหยิบถุงแพรใบที่สองออกมาจากอกเสื้อด้วยมือที่สั่นระริก หวังว่าข้อความของศิษย์พี่จะช่วยชี้ทางสว่าง
ถุงใบแรกบอกว่า "กากก็ไปฝึก"
ในฐานะศิษย์น้อง เขาทำตามอย่างว่าง่าย ฝึกหามรุ่งหามค่ำ
พอเปิดถุงใบที่สอง สวีจื่อชิงเห็นข้อความข้างใน มือยิ่งสั่นหนักกว่าเดิม
ในกระดาษเขียนว่า:
"หลอกเล่นน่า ฝึกไปก็กากอยู่ดี!"
สวีจื่อชิงเริ่มสั่นไปทั้งตัว รู้สึกหนาวสะท้าน!
หนาวเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง!
ถึงจะเป็นเด็กดีแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นวัยรุ่น ต่อให้เคารพฉู่หวยสวี่ปานใด แต่พอทุ่มเทไปขนาดนี้แล้วมาเจอข้อความแบบนี้ ในใจก็ต้องมีความโกรธบ้างล่ะ
เขาเป็นคนนะ เป็นคนที่มีเลือดเนื้อมีความรู้สึก!
แต่ลึกๆ ในกระดูก เขามีความทรนง
คนส่วนใหญ่ตอนหนุ่มสาวก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ตอนเด็กๆ ใครๆ ก็คิดว่าตัวเองพิเศษ
— จงรู้ไว้ว่าความมุ่งมั่นวัยเยาว์นั้นสูงส่ง เคยหมายมั่นจะเป็นที่หนึ่งในหล้า!
ยิ่งสวีจื่อชิงตอนอยู่บ้าน เขาคืออัจฉริยะด้านวรยุทธ์ จะไม่ให้มีความภูมิใจในตัวเองได้ยังไง?
ท่านพ่อเคยบอกว่า ข้าคืออัจฉริยะกระบี่ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในประวัติศาสตร์ตระกูลสวี!
ความรู้สึกไม่ยอมแพ้ถูกปลุกระดมขึ้นมาจนถึงขีดสุด
เขาจู่ๆ ก็มีไฟลุกโชน!
"ข้าอาจไม่ใช่อัจฉริยะผู้ฝึกตน แต่ข้าก็ต้องไม่เป็นขยะ! จะทำให้ตระกูลสวีขายหน้าไม่ได้!" เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อ
สวีจื่อชิงเริ่มฝึกต่อ
เขาเดินลมปราณไปสองรอบแล้ว แต่ยังฝืนทำต่อ
ขณะที่เขากำลังจะเริ่มรอบต่อไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ฉู่หวยสวี่ผู้ดูเหมือนจะไร้ความเป็นคน ยืนรออยู่หน้าประตู
พอประตูเปิด สวีจื่อชิงยังคงทักทายอย่างนอบน้อม "ศิษย์พี่"
เขาให้โอกาสข้าฝึกตน ต่อให้เขาจะปั่นหัวข้าเล่นยังไง ข้าก็จะเคารพเขาไปชั่วชีวิต ตอบแทนบุญคุณนี้
ฉู่หวยสวี่ตัวสูงใหญ่มองข้ามหัวเจ้าเตี้ยนี่ไป สายตาตกไปอยู่ที่โต๊ะ เห็นถุงแพรใบที่สองถูกแกะแล้ว
สวีจื่อชิงก็สังเกตเห็นสายตานั้น ทั้งที่ศิษย์พี่เป็นคนกวนประสาทแท้ๆ แต่ในสถานการณ์นี้ เขากลับรู้สึกอายแปลกๆ
"ข้านึกว่าอย่างน้อยเจ้าจะเปิดถุงใบที่สองพรุ่งนี้ซะอีก" ฉู่หวยสวี่พูดเสียงเรียบ
แต่ฟังยังไงก็น้ำเสียงประชดชัดๆ
เหมือนจะบอกว่า: ยอมแพ้เร็วจังนะ?
เด็กหนุ่มก้มหน้า กัดฟันแน่น รู้สึกอัปยศจนหน้าแดงก่ำ
แต่ดันเถียงไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริง
"อุ๊ยตาย หน้าแดง ตาแดงเชียว" ฉู่หวยสวี่ยังไม่วายล้อเลียน
"เลิกดราม่าได้แล้ว" ฉู่หวยสวี่พูดเสียงเย็นชา แต่ในมือกลับโยนของสิ่งหนึ่งไปให้ "รับไว้"
สวีจื่อชิงเกือบรับไม่ทัน ก้มมองของในมือ
มันคือเศษชิ้นส่วนป้ายหยก เศษของป้ายราชายา
"ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง" ฉู่หวยสวี่กล่าว
[จบแล้ว]