เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 58 - เส้นทางแห่งโชคชะตา

บทที่ 58 - เส้นทางแห่งโชคชะตา

บทที่ 58 - เส้นทางแห่งโชคชะตา


บทที่ 58 - เส้นทางแห่งโชคชะตา

☆☆☆☆☆

ภายในหอหงซิวเจา นักเล่านิทานโบกมืออย่างรำคาญใจ

"กลับสำนัก? จะรีบกลับไปทำไม" เขาเอ่ยถาม

ชายร่างใหญ่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ดูออกเลยว่าศิษย์อาเล็กยังเที่ยวไม่หนำใจ

แต่นี่ก็ลงเขามาตั้งปีนึงแล้วนะ

ท่านยังไม่หนำใจ แต่ข้าที่ต้องคอยตามปรนนิบัติ ข้าเหนื่อยนะโว้ย!

ผู้อาวุโสรองแห่งประตูแห่งเต๋าได้แต่ขมขื่นในใจ จนเผลอจะยกนิ้วขึ้นมากัดแก้เครียดตามความเคยชิน

ชายร่างใหญ่ตัดสินใจลองกล่อมอีกรอบ

"ศิษย์อาเล็ก ท่านดูสิ หานซวงเจี้ยงกับสวีจื่อชิงป่านนี้คงขึ้นเขาไปแล้ว ท่านไม่อยากกลับไปดูหน่อยหรือขอรับ" เขาถาม

ผู้อาวุโสรองติดตามศิษย์อาเล็กมาตลอด ตอนที่อีกฝ่ายปลอมเป็นนักเล่านิทานไปตีสนิทกับสองคนนั้น เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่ยืนอยู่ห่างๆ

ตามคำสั่งของศิษย์อาเล็กที่ว่า "เจ้าหน้าตาเหมือนชาวนา ขืนมายืนใกล้ๆ ข้า รัศมีเซียนของข้าก็หมองหมดสิ"

พอนักเล่านิทานได้ยินชื่อสองคนนั้น ก็โบกมือปัด "มีอะไรต้องกลับไปดู? อะไรที่ต้องเตรียม ข้าก็เตรียมไว้ให้หมดแล้ว"

"หือ? ยังมีเรื่องอะไรที่ข้าไม่รู้อีกหรือขอรับ" ชายร่างใหญ่สงสัย

"ก็ไม่มีอะไร แค่เตรียมวิชาฝึกตนไว้ให้สองคนนั้นคนละชุด" นักเล่านิทานตอบอย่างไม่ยี่หระ

ชายร่างใหญ่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง "หานซวงเจี้ยงมีกายาหยินเร้นลับ ทะลวงชีพจร วิชาที่เหมาะที่สุดก็คือ เคล็ดน้ำแข็งบริสุทธิ์"

"ส่วนเจ้าหนูสวีจื่อชิงนั่น..." ชายร่างใหญ่นึกไม่ออก

รากปราณเทียม มันห่วยเกินไป โจทย์ข้อนี้ยากเกิน

ผู้อาวุโสรองเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมศิษย์อาเล็กถึงยึดตามคำทำนายของปรมาจารย์แห่งเต๋า ลงเขามาตามหาผู้กอบกู้โลก แล้วทำไมถึงปักใจเชื่อว่าเป็นเจ้าหนูสวีจื่อชิงคนนี้?

"นึกไม่ออกล่ะสิ?" นักเล่านิทานหัวเราะ "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้านึกไม่ออก"

ชายชุดขาวส่องกระจกต่อไป ไม่แม้แต่จะปรายตามองคู่สนทนา น้ำเสียงแฝงความลำพองใจ "ที่ข้าให้หลี่ชุนซงลงไปรับคน ก็เพราะหลี่ชุนซงมันก็เหมือนเจ้านั่นแหละ หัวทึบพอกัน"

"หมอนั่นต้องเลือก เคล็ดน้ำแข็งบริสุทธิ์ แน่ๆ แล้วก็จะเริ่มปวดหัวกับอีกคน"

"ในสถานการณ์แบบนั้น ด้วยนิสัยของเจ้านั่น ต้องปล่อยให้เจ้าหนูรากปราณเทียมเลือกวิชาเองตามมีตามเกิดแน่"

"เพราะในสายตาหมอนั่น รากปราณเทียมจะเลือกอะไรก็ไม่มีค่าต่างกัน" นักเล่านิทานพูดราวกับตาเห็น

ชายร่างใหญ่พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยทุกประการ ถึงจะโดนด่าว่าหัวทึบ เขาก็ไม่โกรธ แถมยังยอมรับแต่โดยดี

ผู้อาวุโสรองรู้ตัวดีว่าตัวเองหัวช้า

ส่วนศิษย์น้องหกน่ะหรือ เล่นพนันทีไรแพ้ทุกทีแต่ก็ยังชอบเล่น แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่จะเรียกว่าอะไร?

ชายร่างใหญ่เข้าใจดีว่า ที่ศิษย์อาเล็กชอบหิ้วเขาลงมาด้วย ก็เพราะความโง่ของเขาช่วยขับเน้นความฉลาดปราดเปรื่องของศิษย์อาเล็กให้โดดเด่นขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น เขาจึงถามด้วยความจริงใจ "ศิษย์อาเล็ก แล้วท่านจงใจทิ้งวิชาอะไรไว้หรือขอรับ"

"ก็ไม่มีอะไร แค่วิชามารที่ชื่อ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] ข้าบังเอิญได้มาเมื่อหลายปีก่อน เห็นว่าน่าสนใจดี เหมาะกับรากปราณเทียมมาก"

นักเล่านิทานอธิบายต่อ "สวีจื่อชิงเกิดในตระกูลกระบี่ ในบรรดาวิชาระยะทะลวงชีพจรตั้งเยอะแยะ มีแค่อันนี้ที่มีคำว่ากระบี่ เขาต้องเลือกเล่มนี้ชัวร์"

ชายร่างใหญ่พยักหน้าอย่างจริงจัง "ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ ศิษย์อาเล็กตัวไม่อยู่สำนัก แต่เหมือนอยู่ที่นั่น ทุกอย่างอยู่ในกำมือท่านหมด"

ศิษย์อาเล็กม้วนผมเปียเส้นเล็กหน้าผากเล่นอย่างอารมณ์ดี "มันแน่อยู่แล้ว"

แต่ชายร่างใหญ่ก็ยังอดห่วงไม่ได้

"แต่ว่า ศิษย์อาเล็ก ท่านบอกว่า [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] เป็นวิชามาร ให้ผู้กอบกู้โลกฝึกวิชานี้ จะดีหรือขอรับ"

นักเล่านิทานวางกระจกในมือลง ตอบว่า "วิชานี้แม้มันจะดูมารๆ หน่อย แต่จริงๆ แล้วน่าสนใจมาก มันใช้วิธีคิดแบบการสร้างอาวุธมาฝึกคน เป็นการฝึกทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน ช่วยให้รากปราณเทียมดูดซับฤทธิ์ยาเม็ดทะลวงชีพจรได้ดีกว่าวิชาอื่น ทำให้ก้าวหน้าเร็วกว่านิดหน่อย"

"ก็แค่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง"

"อีกอย่าง เจ้าเด็กนั่นเกิดมาเพื่อกระบี่มารเล่มนั้นอยู่แล้ว!" สายตาของเขาวาวโรจน์ ดูจริงจังและอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงกระบี่บนยอด [เขาซ่อนวิญญาณ]

"คนถือกระบี่มาร ฝึกวิชามารนิดหน่อย จะเป็นไรไป" นักเล่านิทานกลับมาทำท่าไม่ยี่หระเหมือนเดิม

พอได้ยินคำว่ากระบี่มาร ชายร่างใหญ่รีบท้วง "ศิษย์อาเล็กระวังคำพูด นั่นคือกระบี่ที่ปรมาจารย์ทิ้งไว้นะขอรับ"

"แล้วไง? หรือเจ้าไม่คิดว่ามันเป็นกระบี่มาร?" นักเล่านิทานแค่นหัวเราะ "กระบี่มารก็คือกระบี่มาร!"

"ถ้าไม่ใช่เพราะปรมาจารย์กดมันไว้ ผีถึงจะรู้ว่ามันจะก่อเรื่องวุ่นวายขนาดไหน"

ชายร่างใหญ่ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ยังไงซะนั่นก็เป็นกระบี่ของปรมาจารย์

เขาไม่ได้นอกคอกเหมือนศิษย์อาเล็ก คำพูดลบหลู่เบื้องสูงแบบนี้ เขาไม่กล้าพูดหรอก

แต่การที่เขาไม่เถียง ก็แสดงนัยบางอย่างแล้ว

คิดไปคิดมา ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนชาวนาก็ถามต่อ "ศิษย์อาเล็ก สวีจื่อชิงจะดึงกระบี่เล่มนั้นออกมาได้จริงๆ หรือขอรับ"

"ข้าหาคนตามคำทำนายของปรมาจารย์ ก็น่าจะได้แหละมั้ง" นักเล่านิทานตอบ

ชายร่างใหญ่สงสัย "กระบี่เล่มนั้นหยิ่งจะตาย แม้แต่ท่านกับจอมกระบี่แห่งสำนักกระบี่ยังปราบมันไม่ได้ เด็กคนนี้ตอนขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] คงมีพลังแค่ระดับหนึ่ง เขาจะไปปราบมันได้ยังไง"

ศิษย์อาเล็กที่กลับไปส่องกระจกอีกรอบ วางกระจกลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา "เจ้าไม่ต้องมาพูดเอาใจข้ากับไอ้แก่สำนักกระบี่นั่นหรอก สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ อย่ามาใช้คำว่าปราบไม่ได้ให้ดูดีเลย"

ผู้อาวุโสรองก้มหน้า ไม่กล้าสบตา

นักเล่านิทานพูดต่อ "แล้วใครบอกเจ้า ว่าเด็กคนนั้นดึงกระบี่ออกมาได้ แล้วจะแปลว่าปราบมันได้?"

"เอ่อ" ชายร่างใหญ่อึ้งไป

"ข้าบอกแล้วไง ว่านั่นมันกระบี่มาร!" น้ำเสียงของนักเล่านิทานเรียบเฉย แต่มั่นใจ

ชายร่างใหญ่รีบพูด "ศิษย์อาเล็ก ถ้าอย่างนั้นเรายิ่งต้องรีบกลับประตูแห่งเต๋าไม่ใช่หรือขอรับ ยังไงก็ต้องให้ท่านไปช่วยดูหน่อย"

"หือ? เอาอีกแล้วนะ!" นักเล่านิทานชักสีหน้า "สวีจื่อชิงไม่ใช่หานซวงเจี้ยง เขาเป็นรากปราณเทียม ฝึกช้าจะตายชัก กว่าเขาจะถึงระดับหนึ่งแล้วขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ ข้าไม่ต้องรอจนรากงอกรึไง?"

"เลิกพูดเรื่องนี้ ไม่ต้องรีบกลับ" เขาตัดบท

"แต่ว่า เราให้เขาใช้ยาโอสถลมหายใจครรภ์เสวียนเทียนไม่ได้หรือขอรับ" ชายร่างใหญ่ยังข้องใจ

"สถานการณ์ของเขาตอนนี้ ตรงตามคำทำนายของปรมาจารย์เป๊ะๆ ก่อนที่เขาจะขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ เราอย่าไปทำอะไรให้มันผิดเพี้ยนจะดีกว่า" นักเล่านิทานให้เหตุผล

ครั้งนี้เขาลงเขามาปราบมาร ยังฆ่าไม่หนำใจเลย!

ที่ประตูแห่งเต๋า ยอดเขาโอสถ ภายในเขตแดนลับ

ฉู่หวยสวี่ปีนขึ้นจากสระน้ำอีกครั้ง

"รอบนี้ได้ค่าประสบการณ์ไม่ถึง 400"

"แถมช่วงไม่กี่นาทีสุดท้าย ค่าประสบการณ์ไม่ขยับเลย" เขาเซ็งสุดขีด

ตามที่เขาคาดการณ์ รูทั้งสี่น่าจะเก็บน้ำยาชุบกายไว้สำหรับคนอย่างน้อยสิบคน และน่าจะมีมากกว่านั้นด้วย

ตอนเขาลงไปเล่นน้ำกับหานซวงเจี้ยง เท่ากับใช้น้ำยาไปสองคน เลยได้ค่าประสบการณ์มาสองพันกว่า

คืนนี้เขาลงคนเดียว เท่ากับดูดซับยาหนึ่งคน รับมีดน้ำหนึ่งคน แต่ค่าประสบการณ์กลับได้แค่ 850 รอบสามเหลือ 350...

"ดันเจี้ยนนี้หมดประโยชน์กับข้าแล้ว ห้านาทีสุดท้ายไม่แจก EXP แล้ว" ฉู่หวยสวี่ถอนหายใจ มีดน้ำกับน้ำยามันไม่ช่วยเรื่องการฝึกตนของเขาแล้ว

"เสียดายของชะมัด" เขาจ้องมองรูทั้งสี่ตาละห้อย

ทันใดนั้น ฉู่หวยสวี่ก็นึกถึงน้องชายคนใหม่ที่บ้านขึ้นมาได้

"เกือบลืมเจ้าเสี่ยวสวีไปเลย ของพวกนี้ต้องมีประโยชน์กับเขาแน่!" ฉู่หวยสวี่ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่

"เขาเป็นรากปราณเทียม ให้ฝึกเองต้วมเตี้ยมแบบนั้น จะไปทันกินอะไร"

"แค่ไม่รู้ว่าด่านสามนี้จะช่วยเขาได้มากแค่ไหน?" ฉู่หวยสวี่คิด

เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฤทธิ์ยาและการขัดเกลาร่างกายก็ย่อมให้ผลต่างกัน

"เพียงแต่ ความต้านทานความเจ็บปวดของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น คงเจ็บน่าดู" เขาเริ่มสงสารเด็กมันขึ้นมานิดหน่อย

ฉู่หวยสวี่สวมเสื้อผ้าแล้วออกจากเขตแดนลับ

พอกลับถึงเรือนไผ่ เขาแวะยืนฟังหน้าห้องสวีจื่อชิงครู่หนึ่ง

ได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ๆ ดังลอดออกมา "ซู่ว... ฮู่ว..."

"คงเจ็บแย่" ฉู่หวยสวี่คิด

"ไม่รู้ว่าฝึกจบรอบที่เท่าไหร่แล้ว?"

ยืนฟังอยู่พักหนึ่ง เขาก็กลับห้องตัวเอง

สวีจื่อชิงที่เพิ่งเดินลมปราณจบไปหนึ่งรอบ นอนขดตัวอยู่บนเบาะด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แทบจะลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้น

ที่น่าผิดหวังคือ จุดชีพจรของเขายังคงตันสนิท ไม่รู้เมื่อไหร่จะขยับเขยื้อน

"กากก็ต้องฝึก... กากก็ต้องฝึก..." เขากำกระดาษโน้ตในมือแน่น ท่องคำสอนของศิษย์พี่ดั่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

พอร่างกายเริ่มปรับสภาพได้และหายเจ็บ เขาก็กลับมานั่งขัดสมาธิบนเบาะ มองดูข้อความในกระดาษอีกครั้ง

ทันใดนั้น เขาก็คว้าสมุดเล่มเล็กบนโต๊ะมาเปิดหน้าสาม

แล้วเอากระดาษโน้ตทาบลงไปบนหน้าสมุด

เด็กหนุ่มก้มหน้าลง เริ่มเทียบลายมือของทั้งสองแผ่น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 58 - เส้นทางแห่งโชคชะตา

คัดลอกลิงก์แล้ว