- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 57 - นักเล่านิทาน
บทที่ 57 - นักเล่านิทาน
บทที่ 57 - นักเล่านิทาน
บทที่ 57 - นักเล่านิทาน
☆☆☆☆☆
"อ๊ากกก!!!" เสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจดังมาจากห้องข้างๆ
ฉู่หวยสวี่ลุกจากเบาะด้วยความพึงพอใจ แถมยังทำท่ากวนประสาท เลียนแบบเสียงร้องในห้องตัวเองเบาๆ ว่า "อ๊า~"
ตาเฒ่าฉู่ที่เคยโดนคัมภีร์ [ปวดเมนส์] เล่นงานจนปางตาย ตอนนี้สะใจสุดขีด! สะใจจนขนลุกซู่!
"ฟิน... ฟินจริงๆ" ฉู่หวยสวี่ยิ้มร่า ผลักประตูเดินมุ่งหน้าไปสระมรกตเหมันต์
ในห้องเล็ก สวีจื่อชิงนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"วิชานี้... ทำไมมันทรมานขนาดนี้!"
สายตาของเขาตกไปอยู่ที่สมุดเล่มเล็ก ทันใดนั้นก็บรรลุสัจธรรม
"ท่านอาวุโสสองท่านในหน้าแรกและหน้าสอง ต้องฝึกไม่สำเร็จแน่ๆ! ถึงได้ทิ้งข้อความแบบนั้นไว้!"
"วิชานี้มันยากและทรมานเกินไป มีแค่ท่านอาวุโสคนที่สามเท่านั้นที่ฝึกสำเร็จ เลยทิ้งข้อความไว้สี่คำว่า... วิชาเทพไร้เทียมทาน!" สวีจื่อชิงเริ่มมโนแจ่ม ตีความเข้าข้างตัวเองแบบสุดกู่
แต่ดันเป็นตรรกะที่ฟังดูสมเหตุสมผลซะด้วย
เขาเข้าใจแล้วว่า ถ้าทนเจ็บไม่ได้ แล้วเดินลมปราณไม่ครบรอบ ความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่า
"มิน่าล่ะ ศิษย์พี่ถึงบอกให้ข้าเตรียมใจไว้ให้ดี" เขาซาบซึ้งในความหวังดีของศิษย์พี่อีกครั้ง
พอสวีจื่อชิงนึกถึงสภาพศพของคนในครอบครัว คนที่มีความแค้นฝังลึกอย่างเขา ตอนนี้มีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้นเท่านั้น
เขากัดฟันกรอด แล้วเริ่มฝึกต่อทันที
ฉู่หวยสวี่นั้นใช้ค่าประสบการณ์อัปเลเวลทีเดียวผ่านขั้นต้น ความต้านทานความเจ็บปวดเลยสูงขึ้นตาม
แต่สวีจื่อชิงตอนนี้ยังไม่มีพื้นฐานอะไร ความต้านทานความเจ็บปวดเท่าคนธรรมดา ยิ่งเจ็บกว่าเป็นทวีคูณ
[เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] จริงๆ แล้วตอนเริ่มฝึกนี่ยากสุด! วิชาสายกายภาพส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
หนุ่มน้อยหน้ามนเปลี่ยนความแค้นเป็นพลัง เจ็บจนเกือบสลบแต่ก็ยังกัดฟันทน
ในที่สุด เขาก็เดินลมปราณครบรอบได้สำเร็จ ร่างกายล้มตึงลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
"สะ... สำเร็จแล้วเหรอ?" ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้ม นอนขดตัวอยู่บนพื้น ดูน่าเวทนาไม่น้อย
ไม่นาน รอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นยิ้มขื่น เพราะจุดชีพจรของเขาไม่ขยับเลยสักนิด ยังคงอุดตันแน่นหนา
เส้นทางการฝึกตนของคนรากปราณเทียม มันจะไปโรยด้วยกลีบกุหลาบได้อย่างไร
"นั่นสินะ เป็นข้าที่หลงตัวเอง ข้าไม่ใช่อัจฉริยะด้านการฝึกตนอะไรเลย" สวีจื่อชิงรู้สึกพ่ายแพ้ในใจ ความมั่นใจของเด็กหนุ่มถูกความเป็นจริงขัดเกลาจนหายไปอีกส่วนหนึ่ง
"ดูท่าข้าจะเป็นพวกมือใหม่หัดขับ เหมือนที่ศิษย์พี่ว่าจริงๆ" เขาใช้คำพูดของฉู่หวยสวี่มาเยาะเย้ยตัวเอง
พอนึกถึงตรงนี้ เขาจึงหยิบถุงแพรใบแรกออกมาจากอกเสื้อ
"ศิษย์พี่บอกว่า เดินลมปราณครบรอบแล้ว ให้เปิดถุงใบแรกได้" เขาสงสัยใคร่รู้ อยากเห็นว่าข้างในมีเคล็ดลับวิเศษอะไร
พอเปิดออกมา ตัวอักษรใหญ่ๆ สี่ตัวก็กระแทกตา ทำเอาเขารูม่านตาหดเกร็ง
— "กากก็ไปฝึก!"
อีกด้านหนึ่ง ฉู่หวยสวี่มาถึงริมสระมรกตเหมันต์แล้ว
"ไอเย็นเริ่มลอยออกมาแล้ว?" เขาหน้าเครียด
ก่อนหน้านี้ ไอเย็นในสระถูกเขตแดนลับดูดไปหมด เขาถึงลงไปก้นสระได้ด้วยระดับพลังแค่ระยะทะลวงชีพจร
ตอนนี้ไอเย็นเริ่มก่อตัวใหม่ เวลาที่เหลือให้เขามีน้อยลงทุกที
"ต้องรีบกอบโกยค่าประสบการณ์ในด่านสามให้หมด ก่อนที่ไอเย็นจะเยอะเกินไป!" ฉู่หวยสวี่คิด
เขาไม่รอช้า กระโดดตูมลงไปทันที
ลูกแก้วกันน้ำทำงานอีกครั้ง แต่เขาก็ยังรู้สึกหนาวนิดๆ
ยิ่งดำลึกลงไป ความหนาวยิ่งทวีคูณ
ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายเขาแข็งแกร่ง อาจจะทนความหนาวเข้ากระดูกแบบนี้ไม่ไหว
พอเข้าเขตแดนลับ ฉู่หวยสวี่ก็ยังคงเลือกเข้าทางถ้ำหมายเลขเจ็ด
จากนั้นเขาก็ใช้ฟังก์ชัน [แผนที่] วิ่งผ่านเขาวงกตด่านแรกอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน เขาก็ผ่านด่าน
มาถึงทางแยกที่สิบเอ็ด ฉู่หวยสวี่รู้ว่าข้างหน้าคือภาพมายา
เขาเดินเข้าไป แล้วแค่เพ่งจิต กระบี่ดำเล่มเล็กที่สื่อจิตถึงกันก็สั่นเบาๆ
ชั่วพริบตา ภาพมายารอบตัวก็แตกกระจาย เหมือนครั้งก่อนเปี๊ยบ ราวกับกระจกแตกร้าว เกิดรอยร้าวไร้ระเบียบไปทั่ว
แสงจ้าลอดผ่านรอยแตก ทำเอาเขาลืมตาไม่ขึ้น
พอกลับสู่สภาวะปกติ เขาก็มายืนอยู่บนลานหินสีเขียวแล้ว
"นี่ครั้งที่สองแล้ว"
"ฟันธงได้เลยว่า ภาพมายาถูก [กระบี่ใจ] ฟันจนแตก!"
"ดูท่า ด่านที่สองนี้หลังจากมองทะลุภาพมายาแล้ว จริงๆ มันน่าจะมีวิธีผ่านด่านแบบอื่นอยู่"
"เพียงแต่ข้าฟันทีเดียวพังราบเลย?" ฉู่หวยสวี่เดา
เขาหลับตา ลองสัมผัสกระบี่ดำในห้วงจิตอีกครั้ง
ทั้งที่มันเพิ่งแผลงฤทธิ์ไปหมาดๆ แต่ตอนนี้กลับดูป่วยไข้เหมือนเดิม
ฉู่หวยสวี่ไม่ได้อยู่นาน รีบออกจากลานกว้างที่อาจจะยังมีกลิ่นอายของหานซวงเจี้ยงหลงเหลืออยู่
เขาเปิดประตูหิน เข้าสู่ด่านที่สาม
ยังไงก็ไม่มีคน เขาเลยกะว่าจะแก้ผ้าลงน้ำไปรับมีด
"คงไม่ใช่ว่ามาทีไร เสื้อผ้าขาดกระจุยทุกรอบหรอกนะ?"
พอกระโดดลงน้ำ เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ฉู่หวยสวี่คาด
ผนังหินลอยได้สองฝั่งลดระดับลงมากั้นทางน้ำ แม่น้ำใต้ดินกลายเป็นสระน้ำอีกครั้ง
ค่ายกลทำงาน คมมีดวารีพุ่งเข้ามาโจมตี
พอโดนฟันไปไม่กี่ที รูทั้งสี่ก็มีน้ำยาชุบกายไหลออกมา
ฉู่หวยสวี่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ความเสียหายที่ได้รับจากคมมีดวารีลดลงเรื่อยๆ
เปิดจุดชีพจรเพิ่มได้หนึ่งจุด เท่ากับร่างกายถูกขัดเกลาสำเร็จไปอีกขั้น พลังป้องกันก็เพิ่มขึ้น
ส่วนความเจ็บนิดๆ หน่อยๆ นั่น ไม่ต้องพูดถึงเลย
ที่ทำให้เขาผิดหวังคือ อัตราการเพิ่มของค่าประสบการณ์ช้าลง แถมช้าลงเกินครึ่ง
"สรรพคุณในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูกของน้ำยาชุบกาย มีขีดจำกัดสินะ"
"ข้าว่าอีกไม่นานคงตันแล้วล่ะ"
แต่ถึงยังไง มีก็ดีกว่าไม่มี
ว่างๆ มาว่ายน้ำเล่นในสระแล้วเก่งขึ้น จะเอาอะไรอีก?
ครึ่งชั่วยามผ่านไปไวเหมือนโกหก ฉู่หวยสวี่ว่ายท่ากรรเชียงบ้าง ท่ากบบ้าง อย่างสบายใจเฉิบ
เขาไม่เห็นคมมีดวารีอยู่ในสายตาเลย
พอคมมีดวารีหายไป เขาเช็กผลประกอบการรอบนี้
"ไม่ใช่แค่หั่นครึ่งแล้ว ได้แค่ 850 แต้มเอง"
"แต่รวมกับของเก่า ก็พอให้อัปเป็นเลเวล 8 ได้พอดี" เขาพอใจแล้ว
ฉู่หวยสวี่ปีนขึ้นจากน้ำ สวมเสื้อผ้า แล้วหยิบจานเข็มทิศจากมิติเก็บของมาวางบนแท่นหิน
เขาวางมือบนจาน เข็มหมุนไปที่เลขสาม
ประตูหินเปิดออก เขาเดินเข้าห้องลับอีกครั้ง
ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบ และไม่ได้รางวัลผ่านด่าน [ป้ายราชายา] ซ้ำอีก
"ดูท่า รางวัลผ่านด่าน 1,000 แต้ม จะปั๊มซ้ำไม่ได้แฮะ"
"อดฟาร์มเลย!" ฉู่หวยสวี่ผิดหวังนิดหน่อย
ดูจากสถานการณ์ ตอนนี้ทำได้แค่ย้อนกลับทางเดิม แล้วเข้ามาใหม่อีกรอบ อาศัยด่านสามรีดค่าประสบการณ์ออกมาทีละนิด
คิดได้ดังนั้น เขาก็เริ่มลงมือทันที
แคว้นจิ้ง เมืองหลวง หอหงซิวเจา
หงซิวเจาเป็นหอนางโลมชื่อดังของเมืองหลวง ได้ยินว่าเป็นกิจการของสำนักฮวนสี่ ซึ่งเป็นสำนักสายคู่บำเพ็ญ
แต่พอสำนักฮวนสี่ล่มสลาย หงซิวเจาเปลี่ยนเจ้าของ
แม้จะยังเป็นหอนางโลม แต่สไตล์การบริหารเปลี่ยนไป
เห็นไหม บนเวทียกสูงตรงกลางร้าน มีนักเล่านิทานคนหนึ่งกำลังเล่าเรื่องน้ำไหลไฟดับ
สถานเริงรมย์ระดับสูง ย่อมไม่ขาดพวกแสร้งทำตัวมีรสนิยม
แน่นอนว่าหลักๆ คือนักเล่านิทานคนนี้เล่าดีจริงๆ เล่าเรื่องราวในโลกผู้ฝึกตนได้ออกรสออกชาติเห็นภาพ
พอเขาเล่าจบ แขกเหรื่อในโถงด้านนอกก็ตบรางวัลให้ไม่น้อย
"นักเล่านิทานคนนี้เล่าได้ไม่เลวเลย เสียอย่างเดียวจบไวไปหน่อยทุกที" แขกคนหนึ่งบ่นอย่างเสียดาย
"ไม่ไวหรอกขอรับ ไม่ไวหรอก" นักเล่านิทานยิ้มบางๆ ประสานมือขอบคุณคนที่ให้รางวัล
พอลงจากเวที เขาก็หามุมสงบในโถงด้านนอกนั่งลง
งานของเขาจบแล้ว เดี๋ยวจะมีนางรำขึ้นไปเต้นต่อ
นักเล่านิทานในชุดขาวหยิบกระจกบานหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่องดูตัวเองอย่างตั้งใจ แล้วใช้นิ้วเขี่ยปอยผมยาวสองข้างหน้าผากเล่น
เขาหน้าตาธรรมดา ตัวก็เตี้ย แต่กลับส่องกระจกด้วยความหลงใหลได้ปลื้ม
ที่โต๊ะเดียวกัน ยังมีชายร่างใหญ่นั่งอยู่อีกคน
ผิวของเขาดำคล้ำหยาบกร้าน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูเหมือนชาวนาวัยกลางคน
นิ้วทั้งสิบของชายร่างใหญ่ เล็บมือดูน่าเกลียดมาก เหมือนพวกชอบกัดเล็บจนกุด รูปร่างเล็บผิดรูปไปหมด
เขามองดูนักเล่านิทานที่เอาแต่ส่องกระจกด้วยความระอา จนอดถามไม่ได้ว่า
"ศิษย์อาเล็ก พวกเราสมควรจะออกเดินทางกลับสำนักกันได้หรือยังขอรับ?"
[จบแล้ว]