- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 56 - ถุงแพรสามใบ
บทที่ 56 - ถุงแพรสามใบ
บทที่ 56 - ถุงแพรสามใบ
บทที่ 56 - ถุงแพรสามใบ
☆☆☆☆☆
"วิชา! มันคือวิชาฝึกตน!" สวีจื่อชิงเลือดลมสูบฉีด เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าสิ่งที่รอเขาอยู่คืออะไร
ประตูแห่งการฝึกตน กำลังจะเปิดต้อนรับข้าอย่างเป็นทางการแล้ว!
มีวิชาแล้ว ขอแค่ฝึกสำเร็จ ข้าก็นับว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกตน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องเล็ก ท่านย่า... พวกท่านมองลงมาจากบนฟ้าหรือเปล่า" พอตื่นเต้น เขาก็อดคิดถึงคนในครอบครัวที่ล่วงลับไม่ได้
ตอนที่รับสวีจื่อชิงมาเป็นคนรับใช้ ฉู่หวยสวี่ก็เคยคิดว่า [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] กับตัวเอกของโลกที่มีรากปราณเทียมบวกกับพรสวรรค์ด้านกระบี่ น่าจะเข้ากันได้ดีมาก
ความคิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แม้ว่าเขาจะปลุกอภิญญารากปราณขึ้นมาได้แล้วก็ตาม
เพราะเขาเดาว่าที่เขาฝึกได้ผลดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ [รากปราณ: กระบี่ใจ] ของเขาด้วย
[เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] อาจมีผลส่วนหนึ่ง จนสร้าง "ภูตกระบี่" ขึ้นมาได้ แต่ทั้งสองอย่างมันเกื้อหนุนกัน
ทุกอย่างคือความบังเอิญที่ลงตัว ราวกับโชคชะตาจัดสรรมาให้อย่างดิบดี
"สวีจื่อชิงคงไม่เกิดกรณีแบบข้า"
"ในความทรงจำของข้า เขาดูเหมือนจะไม่มีอภิญญารากปราณนะ?"
"ตัวเอกของโลกคนนี้ เหมือนเกิดมาเพื่อกระบี่เล่มนั้นบนเขาซ่อนวิญญาณโดยเฉพาะ!" ฉู่หวยสวี่คิด
แน่นอน ฉู่หวยสวี่เป็นคนใจกว้าง ถ้า [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] สร้างเด็กคนนี้ได้จริง เขาก็ไม่คิดจะหวงวิชา
"ข้ามีระบบช่วยโกง เจ้าก็ใช้พรสวรรค์ตัวเอง แบบนี้ข้ายังได้ใช้เจ้าเป็นกรณีศึกษาด้วย"
และที่สำคัญที่สุดคือ... เจ็บคนเดียวไม่สู้เจ็บด้วยกัน!
"ศิษย์พี่ เรียกข้ามามีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ" สวีจื่อชิงถามอย่างนอบน้อม
"ไม่ต้องมาแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว" ฉู่หวยสวี่หัวเราะร่า พลางชี้ไปที่แผ่นหยกและสมุดเล่มเล็กบนโต๊ะ
"สองอย่างนี้ เจ้าเก็บไว้ให้ดี วิชาระดับทะลวงชีพจรชุดนี้ข้าจำได้ขึ้นใจแล้ว สำหรับข้ามันไม่มีประโยชน์แล้ว ส่วนสมุดเล่มเล็กนี่ เป็นบันทึกความเข้าใจของคนรุ่นก่อน"
"ถ้าเจ้ามีข้อคิดอะไร ก็เขียนลงไปได้ เผื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อ" เขาอธิบาย
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่ถ่ายทอดวิชา!" สวีจื่อชิงตื่นเต้นจนหน้าแดง น้ำเสียงสูงขึ้นด้วยความดีใจ
เขาถึงกับยกสองมือขึ้นประคองรับแผ่นหยกและสมุดเล่มเล็กอย่างเทิดทูน
"ข้ารู้ว่าเจ้าคงใจร้อนอยากรีบไปฝึก" ฉู่หวยสวี่ยิ้มแล้วพูดต่อ "แต่ข้าต้องกำชับเจ้าสักหน่อย"
"เชิญศิษย์พี่สั่งสอน" หนุ่มน้อยหน้ามนทำสีหน้าจริงจัง ตั้งใจฟังทุกคำพูด
"แม้ข้าจะเพิ่งฝึกได้ไม่กี่วัน แต่ก็สัมผัสได้แล้วว่าการฝึกตนคือการฝืนลิขิตฟ้า หนทางข้างหน้าขรุขระยิ่งนัก" เขาปรายตามองเด็กหนุ่มแล้วบอกใบ้ "เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดี"
แต่เด็กหนุ่มที่กำลังร้อนวิชา มีหรือจะถูกคำพูดแค่นี้ขู่จนกลัว
เขาเกิดในตระกูลจอมยุทธ์ ฝึกวรยุทธ์กินความลำบากมาตั้งแต่เล็ก ไม่ใช่คุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
"ศิษย์พี่ จื่อชิงไม่กลัวความลำบากขอรับ" เขาตอบด้วยความจริงใจ
"ดี! เห็นว่าเจ้ายังเป็นมือใหม่หัดขับ งั้นพี่ชายคนนี้จะแถมถุงแพรให้เจ้าสามใบ" ฉู่หวยสวี่หยิบของที่เตรียมไว้ออกมา ทำท่าทางเหมือนขงเบ้งผู้หยั่งรู้ดินฟ้า
"มือใหม่หัดขับ?" สวีจื่อชิงเพิ่งเคยได้ยินคำนี้ครั้งแรก แต่ก็พอเดาความหมายได้
"คงหมายถึงคนที่ยังไม่เก่งสินะ" เขาคิด
ตอนนี้เขารีบยื่นสองมือไปรับถุงแพร
ในสายตาของสวีจื่อชิง เขาเป็นแค่คนรากปราณเทียมที่ไร้ค่า ส่วนคนตรงหน้าคือลูกรักของสวรรค์ที่เบื้องบนให้ความสนใจ
ฉู่หวยสวี่ชี้ไปที่ถุงแพรสามใบแล้วบอกว่า "หลังจากเจ้าเดินลมปราณครบรอบแรกได้สำเร็จ ให้เปิดถุงใบแรก"
"เมื่อเจ้าตรัสรู้ว่าฝึกไปก็ไม่ได้อะไร ให้เปิดถุงใบที่สอง"
"และเมื่อเจ้าฝึกสำเร็จขั้นต้น ให้เปิดถุงใบที่สาม"
เขามองถุงแพรสามใบนั้นด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง แอบหัวเราะ หึหึ ในใจ "ไอ้น้องรัก เสร็จข้าแน่"
สวีจื่อชิงรีบรับคำ "ขอรับ!"
เขาสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่ศิษย์พี่มีต่อเขา ยิ่งเคารพศิษย์พี่มากขึ้นไปอีก
ก่อนจากกัน เขายังได้ยินคำกำชับสุดท้ายของฉู่หวยสวี่
"อ้อ จริงสิ รีบๆ ไปฝึกซะ อย่าไปฝึกตอนดึกๆ ดื่นๆ ล่ะ" จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เดี๋ยวจะหนวกหูรบกวนเวลานอนข้า
หลังจากหนุ่มน้อยหน้ามนออกจากห้องไป ฉู่หวยสวี่ก็นั่งขัดสมาธิลงบนเบาะ
เขาเปิดหน้าต่างสถานะตัวละคร เช็ก [ค่าประสบการณ์อิสระ] และ [ค่าประสบการณ์วิชา]
อย่างแรกมีพันกว่า อย่างหลังมีสองพันกว่า
รวมกันแล้วพอให้อัปเลเวลได้สองระดับ แถมยังมีเหลือทอนนิดหน่อย
"เจ้าพวกบ้าเรียนห้องข้างๆ น่าจะโดนกระตุ้นจนไฟลุกแล้วมั้ง" ช่วงนี้ฉู่หวยสวี่สังเกตเห็นว่าหานซวงเจี้ยงขยันตัวเป็นเกลียว
งั้นจะรออะไร?
ขยันแข่งกับยัยก้อนน้ำแข็งนี่ให้ตายกันไปข้าง!
แต่หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เขาตัดสินใจว่าจะอัปแค่เลเวลเดียวก่อนในคืนนี้
"ด้วยความต้านทานความเจ็บปวดระดับข้า บวกกับพลังใจอันน่าทึ่ง อัปเลเวลเดียวน่าจะพอกลั้นเสียงไหว"
"ถ้าอัปสองเวลรวด ร่างกายคงตอบสนองอัตโนมัติ ทนไม่ไหวแน่ เดี๋ยวเสี่ยวสวีจะได้ยิน" เขาคิด
เขาไม่อยากทำลายภาพลักษณ์อันสูงส่งของตัวเองต่อหน้าสวีจื่อชิง อดีตนายแบบเวอร์ชวลอย่างเขา ยังไงก็ต้องรักษาภาพพจน์ไอดอลไว้ก่อน
คิดได้ดังนั้น ฉู่หวยสวี่ก็อัปเลเวลไปหนึ่งระดับ ทะลวงจุดชีพจรจุดที่หกในร่างกาย
ความเจ็บปวดมหาศาลถาโถมเข้ามา เป็นความเจ็บปวดเหมือนถูกบดขยี้ไปทั้งตัว
เขากัดฟันแน่น เหงื่อเย็นไหลพราก ร่างกายสั่นระริกไม่หยุด ใบหน้าซีดเผือด
สุดท้าย เขาก็ใช้พลังใจขั้นสุด กลั้นจนหลุดออกมาแค่เสียงครางอู้อี้ในลำคอ
จะว่าไป เสียงครางนี้ถ้าไปอยู่ในช่อง ASMR คงฟังดูเซ็กซี่พิลึก ชวนให้คนคิดลึกได้เหมือนกัน
กว่าจะหยุดสั่นได้ ฉู่หวยสวี่ก็ลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจะแอบย่องไปสระมรกตเหมันต์ตอนมืดๆ
เขากะว่าจะไปสำรวจดันเจี้ยน [ป้ายราชายา] อีกรอบ ดูว่าจะรีไซเคิลทรัพยากร ปั๊มค่าประสบการณ์ได้อีกไหม
"เรื่องนี้ต้องรีบทำ ช้าไม่ได้"
"เท่าที่ข้ารู้ เขตแดนลับบางแห่งพอถูกสำรวจจบแล้ว ทางสำนักจะยึดคืน เปลี่ยนเป็นสนามทดสอบให้ศิษย์ในสำนักเข้าไปฝึกฝน"
ฉู่หวยสวี่เริ่มคิดถึงรสชาติอันหอมหวานของคมมีดวารีและน้ำยาชุบกายแล้ว
แต่เขายังไม่รีบไปตอนนี้
เพราะเขากำลังรออะไรบางอย่างอยู่
ฉู่หวยสวี่มองไปทางห้องของสวีจื่อชิงด้วยสายตาคาดหวัง "คำนวณเวลาแล้ว ป่านนี้เขาคงอ่าน [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] จบไปหลายรอบแล้วมั้ง?"
ในห้องเล็กภายในเรือนไผ่ สวีจื่อชิงนั่งอยู่บนเบาะ ท่องจำ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] ได้ขึ้นใจแล้ว
ตอนอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าคัมภีร์วรยุทธ์เล่มไหน เขาอ่านรอบเดียวก็จำได้แม่น ฝึกแป๊บเดียวก็แตกฉาน
[เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] เป็นวิชาฝึกตนเล่มแรกของเขา เขาเลยอ่านซ้ำไปสามรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรตกหล่น
ก่อนจะเริ่มฝึกจริง เขาเบนสายตาไปที่สมุดเล่มเล็ก
"ยังไงก็เป็นวิชาเซียน จะประมาทเหมือนตอนฝึกวิชาชาวยุทธ์ไม่ได้"
"อ่านบันทึกของคนรุ่นก่อนไว้ก่อนดีกว่า" หนุ่มน้อยหน้ามนคิด
สวีจื่อชิงหยิบสมุดขึ้นมา
"อย่าฝึก!" สวีจื่อชิงเปิดหน้าแรก คิ้วขมวดเล็กน้อย
"เชื่อข้าเถอะ!" สวีจื่อชิงเปิดหน้าสอง คิ้วขมวดแน่นขึ้น
"วิชาเทพไร้เทียมทาน!" สวีจื่อชิงเปิดหน้าสาม คิ้วคลายออกทันที
[จบแล้ว]