- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 53 - วาจาสามหาว
บทที่ 53 - วาจาสามหาว
บทที่ 53 - วาจาสามหาว
บทที่ 53 - วาจาสามหาว
☆☆☆☆☆
ฉู่หวยสวี่ฝันยาวนานมาก
เขาฝันว่าตัวเองยังใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ ในอดีต
แต่พอสะดุ้งตื่น กลับรู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนานราวกับคนละภพชาติ
ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกิน
"ตื่นแล้วรึ" เสียงของหลี่ชุนซงดังขึ้นข้างกาย
ฉู่หวยสวี่มองไปรอบๆ พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในกระท่อมไผ่แล้ว กำลังนอนอยู่บนเตียง
ผู้อาวุโสหกนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ข้างๆ กำลังชงชาดื่มเองอย่างสบายใจ
กลิ่นชาหอมกรุ่น สดชื่นรื่นรมย์
"สักถ้วยไหม นี่คือชาปลอบประโลมจิต ดื่มแล้วจะรู้สึกดีขึ้น" หลี่ชุนซงยิ้มชวน
ฉู่หวยสวี่ลุกจากเตียง แล้วไปนั่งฝั่งตรงข้ามตามคำเชิญของผู้อาวุโส
เขาจิบชาเข้าไปอึกหนึ่ง รู้สึกสบายตัวขึ้นทันตาเห็น
ทั้งที่ดื่มชาร้อนลงไปแท้ๆ แต่กลับมีความรู้สึกเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย สมองปลอดโปร่งขึ้นมาทันที ดีกว่ากาแฟเสียอีก
"ท่านผู้อาวุโส ข้าเป็นอะไรไปหรือขอรับ" เขาถาม
"พวกเราตรวจสอบห้วงจิตของเจ้าดูหน่อย เพราะเหตุนี้เจ้าเลยรู้สึกเพลียจิตไปบ้าง รอให้เจ้าเข้าสู่ระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ มีสัมผัสวิญญาณเกิดขึ้นในห้วงจิต ก็จะไม่มีอาการแบบนี้แล้ว" เขาอธิบายอย่างใจเย็น
หลี่ชุนซงวางถ้วยชาลง มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม
พอกลับมาถึงกระท่อมไผ่ เขาก็แทบจะตบเข่าฉาดด้วยความเสียดาย
เมื่อกี้ที่ป่าไผ่ม่วง น่าจะหาเรื่องพนันกับพวกนั้นสักตา!
วัตถุดิบชั้นดีขนาดนี้ ในตัวมีเรื่องมหัศจรรย์ตั้งเยอะแยะ น่าจะเอามาทำทุนเล่นได้หลายตาเลย!
นี่คือสาเหตุหนึ่งที่เขายิ่งมองฉู่หวยสวี่ยิ่งถูกชะตา
อารมณ์ประมาณว่า 'สตรีมเมอร์คนนี้ทำคอนเทนต์เก่งว่ะ กดติดตามรัวๆ!'
ฉู่หวยสวี่สบตาอันอบอุ่น (แบบแปลกๆ) ของราชาแห่งการพนัน แล้วถามอย่างจริงใจ "ท่านผู้อาวุโส แล้วในห้วงจิตของข้า มีปัญหาอะไรไหมขอรับ"
"พูดสองสามคำคงไม่จบ เอาเป็นว่า ดาบคู่กายของผู้ฝึกตนมักจะให้กำเนิดจิตวิญญาณกระบี่ หรือที่เรียกว่าภูตกระบี่ เจ้าคงรู้นะ"
"กระบี่สีดำเล่มเล็กในห้วงจิตของเจ้า... มันคล้ายๆ กับภูตกระบี่นั่นแหละ"
ฉู่หวยสวี่ขมวดคิ้วทันที "หือ? ภูตกระบี่?"
เขาไม่ค่อยชอบการเปรียบเทียบนี้เท่าไหร่
กระบี่มีภูตกระบี่ มันก็สมเหตุสมผล
แต่คนมีภูตกระบี่ แล้วข้าเป็นตัวอะไร? มนุษย์กระบี่เรอะ?
ผู้อาวุโส อย่าเล่นมุกพ้องเสียงเกรดต่ำแบบนี้กับข้านะ!
หลี่ชุนซงโบกมือ บอกให้เขาใจเย็นๆ "เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนก ตอนนี้ยังไม่พบปัญหาอะไร"
"ในทางกลับกัน มันมหัศจรรย์มาก แถมยังช่วยปกป้องห้วงจิตของเจ้าได้เองด้วย ผู้อาวุโสสิบยังเกือบโดนมันเล่นงานทีเผลอ จนถูกดีดออกมาเลย" เขาเริ่มเดาะลิ้นชมเชย
ฉู่หวยสวี่ฟังแล้วก็แปลกใจ ไม่นึกว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดนี้
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงตอนที่ฝึก [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] แล้วสุ่มประเภทรากปราณได้ [กระบี่ใจ] ระบบได้ขึ้นคำอธิบายไว้ว่า:
"กระบี่ฟาดฟันกายเนื้อ ใจฟาดฟันวิญญาณ"
หรือมันจะหมายถึงสิ่งนี้นี่เอง?
หลี่ชุนซงเห็นฉู่หวยสวี่ทำหน้าครุ่นคิด ก็ยิ้มพลางรินชาให้เขาอีกถ้วย "เจ้าไม่ต้องคิดมาก ตอนนี้คิดไปก็ไม่เข้าใจหรอก"
ฉู่หวยสวี่พยักหน้า
ผู้อาวุโสหกเข้าเรื่องต่อ "จริงสิ เก็บเจ้านี่ไว้ให้ดี"
เขาวางป้ายไม้สีดำชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ
ป้ายนี้ไม่รู้ทำจากไม้อะไร ดูคล้ายไม้ฟ้าผ่า ผิวสัมผัสดูไหม้เกรียม
ด้านหน้ามีตัวอักษรสีทองคำว่า 'ซ่อน' ด้านหลังมีคำว่า 'วิญญาณ'
ฉู่หวยสวี่เห็นป้ายแล้วก็แกล้งทำหน้าสงสัย แต่ในใจเต้นโครมครามด้วยความยินดี
"นี่มันตั๋วผ่านทางขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] นี่นา!"
หลี่ชุนซงอธิบาย "นี่คือป้ายผ่านทางขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] ท่านเจ้าสำนักอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ"
"นี่คือภูเขาสมบัติของประตูแห่งเต๋า อาวุธคู่กายของหลายๆ คนก็ได้มาจากภูเขาลูกนี้แหละ"
"รายละเอียดเอาไว้ก่อนเจ้าจะขึ้นเขา จะมีคนมาอธิบายให้ฟัง"
"แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือรีบทะลวงจุดชีพจรให้สำเร็จ"
"รอให้เจ้ามีสัมผัสวิญญาณ ถึงจะทำพันธสัญญากับอาวุธวิเศษได้ ดังนั้นตามกฎแล้ว ระดับทะลวงจุดชีพจรยังขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] ไม่ได้"
ฉู่หวยสวี่รีบเก็บป้ายลงมิติเก็บของทันที "ศิษย์ทราบแล้วขอรับ"
หลี่ชุนซงคิดดูแล้ว รู้สึกว่าต้องแนะแนวทางสักหน่อย
"รากปราณของเจ้าพิเศษ ตอนนี้ตื่นรู้มีอภิญญาแล้ว เท่ากับเจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่โดยกำเนิด"
"ดังนั้น พอขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] อาวุธประเภทกระบี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของเจ้า"
"รอให้เจ้าผ่านบททดสอบสายนอก เข้าสู่สายในอย่างเป็นทางการ ไม่แน่เจ้าอาจมีโอกาสได้กราบผู้อาวุโสเจ็ดเป็นอาจารย์ นางคือหนึ่งใน [สี่เทพกระบี่] ยุคปัจจุบัน เป็นผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีกระบี่เชียวนะ"
แม้เรื่องนี้ภายในจะตกลงกันแล้ว แต่ราชาแห่งการพนันยังไม่อยากพูดให้มันดูแน่นอนเกินไป ถือซะว่าวาดฝันให้เด็กมันฮึกเหิม จะได้ไม่เหลิงจนเสียคน
"ขอรับ!" ฉู่หวยสวี่ตอบรับเสียงหนักแน่น เลือดลมสูบฉีด
แต่ในใจกลับมีความคิดผุดขึ้นมามากมาย
"ผู้อาวุโสเจ็ด? ก็คือแม่ชีบนหินยักษ์นั่นแหละ"
"การได้เป็นศิษย์สายตรงของหนึ่งใน [สี่เทพกระบี่] ก็นับว่าได้เกาะขาใหญ่ที่สุดในสายกระบี่แล้วจริงๆ"
"แถมเธอยังมีมรดกตกทอดจากปรมาจารย์แห่งเต๋าอีก!"
"แต่ปัญหาคือว่าที่อาจารย์คนนี้ อีกสามปีก็จะม่องเท่งแล้ว! นางตายในปีเสวียนที่ 1993!"
"ขาใหญ่ข้างนี้วันหมดอายุสั้นชะมัด" ฉู่หวยสวี่คิด
ในบรรดาผู้บริหารประตูแห่งเต๋า คนที่เขารู้จักน้อยที่สุดก็คือเสิ่นม่าน
ตอนเกม [ยืมดาบ] เพิ่งเปิดโอเพ่นเบต้า นางยังเก็บตัวเงียบ ขังตัวเองอยู่ในป่าไผ่ม่วงเพื่อทำความเข้าใจมรดกปรมาจารย์
ปีเสวียนที่ 1992 นางถึงออกจากฌาน
แล้วปีถัดมา ก็ตายจากไป ร่างกายสลายสิ้น
ในความทรงจำของฉู่หวยสวี่ เสิ่นม่านดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่ระดับพลังสูงที่สุดในกลุ่มนี้
นางน่าจะมีพลังแค่ระดับเจ็ดขั้นสมบูรณ์
ใน [สี่เทพกระบี่] แห่งแดนบูรพา นางก็เป็นคนเดียวที่อยู่แค่ระดับเจ็ด อีกสามคนล้วนเป็นระดับแปดกันหมด
โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่ม [สี่เทพกระบี่] อย่าง [จอมกระบี่] รุ่นปัจจุบัน ยิ่งเป็นถึงระดับแปดขั้นสูงสุด! แถมยังมีประวัติเคยสังหารระดับเก้ามาแล้ว!
ถ้าเรียงตามระดับพลัง นางก็คือบ๊วยของกลุ่ม [สี่เทพกระบี่]
ให้ความรู้สึกเหมือนนางสืบทอดตำแหน่งนี้มาจากอาจารย์ รับฉายานี้ต่อมาอีกทอด
"แต่ว่า ตามข้อมูลที่ผู้เล่นโพสต์ใน [เว็บบอร์ด] ในศึกหนักหลายๆ ครั้ง ผู้นำประตูแห่งเต๋ามักจะรำพึงรำพันด้วยความเศร้าว่า 'ถ้าศิษย์น้องเจ็ดยังอยู่ก็คงดี'"
"ดังนั้น ในบอร์ดเลยมีการคาดเดาเรื่องพลังต่อสู้ของเสิ่นม่านไปต่างๆ นานา" ความคิดของฉู่หวยสวี่แล่นไปไกล
ตอนไปป่าไผ่ม่วง เขาเห็นแค่แผ่นหลังของแม่ชี ไม่เห็นหน้าชัดๆ
แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งที่นางตัวผอมบาง ใส่ชุดนักพรตโคร่งๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่เป็นเซียนผู้วิเศษจริงๆ
ทันใดนั้น หลี่ชุนซงก็โบกมือคลายค่ายกลปิดกั้นเสียง แล้วเอ่ยว่า "ซวงเจี้ยง เข้ามาสิ ไม่ต้องยืนรอข้างนอกแล้ว เขาตื่นแล้ว"
ประตูเปิดออก หานซวงเจี้ยงเดินเข้ามาด้วยท่าทีเกรงใจนิดๆ
นางเห็นฉู่หวยสวี่ถูกหิ้วกลับมาในสภาพหมดสติ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ
หลี่ชุนซงมองหนุ่มสาวคู่นี้ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม รู้สึกเหมือนกำลังจับคู่ให้เด็กมัน
เขาลงมือกลางค่ายกลอีกครั้ง แล้วไม่ลืมกำชับ "เรื่องใจกระบี่กระจ่างแจ้งของเจ้า อย่าไปพูดให้คนอื่นฟัง มันไม่มีผลดีกับเจ้า ซวงเจี้ยง เจ้าก็ต้องช่วยปิดเป็นความลับด้วย"
"ท่านเจ้าสำนักให้ผู้อาวุโสคุมกฎลงอักขระผนึกเจ้าไว้แล้ว เขาเป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่หาตัวจับยากในยุคนี้ คนทั่วไปดูไม่ออกหรอก" ผู้อาวุโสหกบอกฉู่หวยสวี่
"ขอรับ ศิษย์เข้าใจแล้ว" ฉู่หวยสวี่รับคำ หานซวงเจี้ยงก็รับคำเช่นกัน
เขารู้ดีว่ามีของดีอยู่กับตัวย่อมนำภัยมาให้ โชว์เทพได้แต่อย่าโชว์บ่อย
คิดแล้วเขาก็รู้สึกว่าต้องแกล้งโง่สักหน่อย เลยถามไปว่า "ท่านผู้อาวุโส เรื่องอภิญญารากปราณข้าพอรู้ แต่ช่วยอธิบายให้ศิษย์ฟังหน่อยเถิดขอรับ ว่าใจกระบี่กระจ่างแจ้งมันคืออะไรกันแน่?"
เขาแค่รู้อาการตัวเองจากระบบ
แต่ด้วยสถานะและระดับพลังของเขาตอนนี้ ปฏิกิริยาที่ปกติควรจะเป็น: แม้จะเข้าสู่สภาวะมหัศจรรย์ แต่ก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ความรู้ไม่ถึง นั่นแหละคือสิ่งที่ตัวละครนี้ควรเป็น
เขาเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแต่ละเอียดรอบคอบ ไม่มีทางพลาดเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
หลี่ชุนซงยิ้ม รู้สึกว่าสมเหตุสมผล จึงตอบว่า "ใจกระบี่ ก็คือพลังที่กำเนิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งมีความเข้าใจในวิถีกระบี่อย่างลึกซึ้ง"
"ในโลกยุคปัจจุบัน โดยปกติผู้ที่มีใจกระบี่ ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือผู้ใช้กระบี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง"
"แต่ในความเป็นจริง ใจกระบี่กับระดับพลังของผู้ฝึกกระบี่ไม่ได้ผูกติดกันเสมอไป มันอยู่ที่คำคำเดียว นั่นคือ... การตื่นรู้!"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เริ่มเข้าโหมดอวยปรมาจารย์แห่งเต๋าตามธรรมเนียมคนสำนักนี้
"เจ้าคงรู้ใช่ไหม ว่าก่อนที่ปรมาจารย์แห่งเต๋าจะปรุงยาเม็ดทะลวงจุดชีพจรขึ้นมา ธรณีประตูแห่งการฝึกตนนั้นสูงลิบลิ่ว ในโลกนี้มีไม่กี่คนหรอกที่ก้าวข้ามมาได้"
ฉู่หวยสวี่ผงกหัวรัวๆ อดีตนายแบบเวอร์ชวลก๊อบปี้สีหน้าท่าทางของหลี่ชุนซงมาเป๊ะๆ แสดงความเลื่อมใสศรัทธาเต็มเปี่ยม
หลี่ชุนซงเล่าต่อ "ในยุคนั้น จริงๆ แล้วมีอัจฉริยะด้านกระบี่มากมายในโลกหล้า แต่ไร้วาสนาในการฝึกตน"
"เล่าลือกันว่า จอมยุทธ์ในแดนโลกีย์หลายคน แม้ไร้พลังปราณ แต่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับวิถีกระบี่ จนมีหลายคนสัมผัสได้ถึงธรณีประตูแห่งใจกระบี่ ถึงขั้นใช้ร่างมนุษย์ธรรมดา สังหารผู้ฝึกตนระดับหนึ่งได้เลยทีเดียว" เขาเริ่มเล่านิทานพันปีก่อน
"น่าเสียดาย ที่วีรบุรุษเหล่านี้ทำได้แค่แตะขอบประตู ไม่อาจใช้ร่างปุถุชนสร้างพลังมหัศจรรย์นั้นขึ้นมาได้"
"เจ้าอาจจะไม่รู้ ในสี่สำนักใหญ่ปัจจุบัน สำนักกระบี่มีประวัติยาวนานกว่าประตูแห่งเต๋าของเราเสียอีก เพียงแต่เคยตกต่ำไปช่วงหนึ่ง ไม่ได้รุ่งเรืองต่อเนื่องนับพันปีเหมือนเรา"
"เมื่อพันห้าร้อยปีก่อน จอมกระบี่รุ่นแรกของสำนักกระบี่เคยฟันธงไว้ว่า ผู้มีพลังปราณกับผู้ไร้พลังปราณ ต่างกันราวฟ้ากับเหว"
"ผู้ไร้พลังปราณต่อให้อัจฉริยะแค่ไหน ชาตินี้ก็ไม่มีวันให้กำเนิดใจกระบี่ได้"
"เจ้ารู้ไหมว่านี่พิสูจน์ให้เห็นถึงอะไร?" หลี่ชุนซงถาม
เขาตั้งใจจะบอกว่าฉู่หวยสวี่คือข้อยกเว้นของข้อยกเว้น ให้ระวังตัวให้ดี เพราะสำนักกระบี่ขึ้นชื่อเรื่องมีแต่พวกบ้ากระบี่
แต่ทว่า คำตอบของฉู่หวยสวี่กลับทำให้เขาชะงักกึก แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ!
เพราะคำพูดของไอ้หนูนี่มันช่างโอหังบังอาจเหลือเกิน แต่กลับถูกใจเขาอย่างแรง
คำพูดนี้ถ้าหลุดออกไป คนสำนักกระบี่คงโกรธจนควันออกหู ยกพวกมารุมทึ้งแน่ แค่โดนด่ายังถือว่าโทษเบาไป!
ฉู่หวยสวี่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยและจริงจังว่า
"พิสูจน์ว่าจอมกระบี่ผิดขอรับ"
[จบแล้ว]