เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 - บ้าไปแล้ว

บทที่ 52 - บ้าไปแล้ว

บทที่ 52 - บ้าไปแล้ว


บทที่ 52 - บ้าไปแล้ว

☆☆☆☆☆

ห้วงจิต คือส่วนที่ลึกลับและมหัศจรรย์ที่สุดในร่างกายมนุษย์

ในโลกเสวียนหวง ผู้คนมักเรียกมันว่า 'ที่พำนักของจิตวิญญาณ'

หากคนเรามีสามขวัญเจ็ดจิตจริง พวกมันก็คงอาศัยอยู่ในห้วงจิตนี่แหละ

หากห้วงจิตพังทลาย คนผู้นั้นย่อมต้องตายสถานเดียว

วิชาสายจิตวิญญาณส่วนใหญ่ที่ร่ำลือกัน ก็ล้วนแต่โจมตีไปที่ห้วงจิตโดยตรงทั้งสิ้น

เมื่อครู่นี้ที่เซี่ยงเหยียนและคนอื่นๆ ไม่ได้ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบห้วงจิตของฉู่หวยสวี่

ก็เพราะฉู่หวยสวี่ยังไม่ได้เริ่มฝึกตนอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่กำเนิดสัมผัสวิญญาณ ห้วงจิตของเขาจึงเปราะบางยิ่งนัก

ต่อให้พวกเขาระมัดระวังแค่ไหน แต่การที่สัมผัสวิญญาณของยอดผู้ฝึกตนตั้งหลายคนแห่เข้าไปสำรวจพร้อมกัน ก็อาจทำให้เขาตายได้ง่ายๆ

พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสิ่นม่านรู้ได้อย่างไรว่าความลับซ่อนอยู่ในห้วงจิต บางทีอาจเป็นเพราะนางเองก็บรรลุขั้นใจกระบี่กระจ่างแจ้งเหมือนกันกระมัง

เซี่ยงเหยียนเพียงแค่เอ่ยว่า "การจะสำรวจห้วงจิต เขาต้องทำจิตใจให้สงบนิ่ง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาได้"

"เรื่องนั้นง่ายมาก!" ฉู่ยินยินสาวน้อยสูงร้อยห้าสิบกระโดดเหยงๆ ง้างมือเตรียมจะสับคอฉู่หวยสวี่ให้สลบเหมือด

สุดท้ายก็เป็นหนานกงเยว่ผู้มีบุคลิกอ่อนโยนที่ยืนอยู่ข้างๆ นางโบกมือใช้พลังปราณกันฉู่ยินยินไว้ แล้วเป่าลมหายใจเบาๆ ใส่ฉู่หวยสวี่ทีหนึ่ง เขาก็สลบเหมือดไปทันที

"หลับสักตื่นก็หายแล้ว" นี่คือเสียงหวานๆ สุดท้ายที่เขาได้ยิน

ร่างของฉู่หวยสวี่หงายหลังล้มลง หนานกงเยว่รีบยื่นมือไปประคองไว้อย่างมั่นคง เกือบจะล้มใส่หน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มของนางจนได้หนุนต่างหมอน

"แค่ใช้วิชานิดหน่อยก็สิ้นเรื่อง เจ้าเนี่ยลงมือไม่รู้จักหนักเบา ชอบทำอะไรบ้าบออยู่เรื่อย" นางไม่วายหันไปดุศิษย์น้องเล็ก

"ชิ!" ฉู่ยินยินสะบัดหน้าหนี ไม่สนใจ

เซี่ยงเหยียนในฐานะเจ้าสำนักรับหน้าที่คุมสถานการณ์ต่อ

"ศิษย์น้องเจ็ด เชิญเจ้าก่อน" เขาบอกแม่ชีบนหินยักษ์

เสิ่นม่านพยักหน้าเล็กน้อย แล้วส่งสัมผัสวิญญาณออกไป

ไม่นานนัก คิ้วเรียวบนใบหน้าผอมตอบของนางก็ขมวดเข้าหากัน

"รากปราณ... ประหลาด"

"เป็น... เป็นอภิญญา" นางพูด

นิสัยประหยัดคำพูดและชอบกินคำยังคงเหมือนเดิม

แต่ทุกคนก็พอจะเข้าใจความหมายของนาง

เพื่อความชัวร์ แขกไม่ได้รับเชิญเหล่านี้จึงผลัดกันส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปในห้วงจิตของฉู่หวยสวี่

เข้าไปทีละคน พลางวิพากษ์วิจารณ์กันไป

"รากปราณแบบนี้ของเขา ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"

"เป็นรากปราณที่แปลกมาก ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน แม้แต่ในบันทึกของสำนักก็ไม่มี"

"แถมทำไมถึงเป็นอภิญญาแห่งรากปราณ? จะมีใครที่อภิญญาของรากปราณคือใจกระบี่กระจ่างแจ้ง?"

"กระบี่เล่มเล็กสีดำในห้วงจิตเขาก็ดูพิศวงพิกล แถมทำไมข้ารู้สึกว่ามันมีชีวิต?"

ทุกคนต่อคิวเข้าออกกันจนครบ ในที่สุดก็ถึงตาฉู่ยินยิน

"ขอดูหน่อย! ขอดูมั่ง!" ฉู่ยินยินรอไม่ไหวแล้ว

นางรีบส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปสำรวจทันที แต่ทว่ากระบี่สีดำเล่มเล็กที่ดูป่วยๆ ในห้วงจิต จู่ๆ ก็สั่นสะท้านขึ้นมาราวกับหมดความอดทน

สัมผัสวิญญาณของฉู่ยินยินถูกดีดกระเด็นออกมา นางเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สีหน้าย่ำแย่ กระบี่วิเศษ [เซียงเจี้ยนฮวน] ในมือถึงกับส่งเสียงก้องกังวานออกมาอย่างควบคุมไม่ได้!

ยอดฝีมือระดับหกขั้นสมบูรณ์ กลับถูกโจมตีสวนกลับในระดับจิตวิญญาณจนตั้งตัวไม่ติด!

"ศิษย์น้องเล็ก!" ทุกคนตกใจ รีบเข้ามาคุ้มกันนาง

สาวน้อยวัยดึกที่ส่วนสูงอาจไม่ถึงร้อยห้าสิบ ก้มมองดาบคู่กายของตัวเอง แล้วมองหนุ่มรูปงามที่นอนสลบอยู่บนพื้น ยกมือทาบหน้าอกที่แบนราบเหมือนแผ่นหลังแล้วพูดว่า

"แม่เจ้าโว้ย ตกใจหมดเลย กระบี่ในห้วงจิตของเขามันมีชีวิตจริงๆ ด้วย!"

"ความรู้สึกที่มันส่งมา เหมือนกับ... เหมือนกับ..." ฉู่ยินยินหาคำจำกัดความที่เป๊ะๆ ไม่ได้

แม่ชีบนหินยักษ์จึงเอ่ยแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

นางพูดช้าๆ เค้นคำออกมาอย่างยากลำบากสองคำ

"ภูต... กระบี่"

"โอ้โห!" เหล่าผู้บริหารประตูแห่งเต๋าที่ทำตัว 'ไม่น่าเคารพ' พากันล้อมวงมุงดูฉู่หวยสวี่ที่นอนอยู่กับพื้น แล้วเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง

หนานกงเยว่ที่เป็นปรมาจารย์ด้านการสร้างอาวุธถึงกับอยากจะหิ้วเขากลับบ้านไปศึกษาต่อสักสองสามวัน

"กระบี่มีจิตวิญญาณน่ะเคยได้ยิน แต่คนมีจิตวิญญาณกระบี่เนี่ย เพิ่งเคยได้ยิน!" นางกล่าว

หลี่ชุนซงขมวดคิ้ว เสนอความเห็น "หรือว่าปัญหาจะอยู่ที่คัมภีร์ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] เล่มนั้น?"

ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยถกเถียงกันเรื่องวิชาระยะทะลวงชีพจรเล่มนี้อย่างเผ็ดร้อน มองว่ามันเหมือนดัดแปลงมาจากวิชาสร้างอาวุธ เอาคนมาหลอมเป็นตัวกระบี่ดื้อๆ

แต่วิชานี้ถูกนำเข้าคลังโดยศิษย์อาเล็ก แถมฉู่หวยสวี่ก็ทะลวงจุดชีพจรสำเร็จจริงๆ ตอนนั้นเลยไม่มีใครคิดมาก ถ้ามันจะพิลึกกึกกือก็ช่างมันเถอะ

วิชาพิลึกๆ ในโลกนี้มีถมไป ฉู่ยินยินที่กลายสภาพเป็นสาวน้อยวัยดึกเพราะวิชาก็เป็นตัวอย่างที่มีชีวิตอยู่ทนโท่ไม่ใช่หรือ

การฝึกตนคือการฝืนลิขิตฟ้า ต้องจ่ายค่าตอบแทนบ้างก็เรื่องปกติ

แต่ไหงฝึกไปฝึกมาดันได้ตัวอะไรที่คล้ายภูตกระบี่ออกมาได้ล่ะ?

เซี่ยงเหยียนส่ายหัวโล้นๆ ของตัวเองเป็นคนแรก

"ความพิเศษในตัวเขาเกี่ยวข้องกับรากปราณโดยตรง รวมถึงใจกระบี่กระจ่างแจ้งนี่ด้วย มันคืออภิญญาของรากปราณเขา"

"ศิษย์น้องหก เจ้าต้องเข้าใจนะ วิชาก็ส่วนวิชา รากปราณก็ส่วนรากปราณ สองอย่างนี้มันจะส่งผลถึงกันได้อย่างไร"

"รากปราณของคนเราติดตัวมาแต่กำเนิด เกิดมาปุ๊บก็ถูกกำหนดไว้แล้ว ต่อให้กินยาโอสถลมหายใจครรภ์เสวียนเทียน ก็แค่ยกระดับขั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนประเภท"

"ต่อให้เป็นรากปราณเทียม ก็เข้าใจได้ว่ามันคือรากปราณที่ยังไม่ถูกกระตุ้นตามธรรมชาติ ประเภทและคุณสมบัติของมันถูกล็อกไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว"

"คงไม่ใช่ว่าเขาฝึกวิชาก่อน แล้วค่อยสร้างรากปราณขึ้นมาทีหลังหรอกนะ?" เซี่ยงเหยียนปัดตกทฤษฎีของหลี่ชุนซง

ลู่ผานพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านเจ้าสำนักพูดถูก รากปราณของพวกเราเคยเปลี่ยนเพราะวิชาที่ไหนกัน"

ทุกคนถกกันไปถกกันมาก็หาข้อสรุปไม่ได้

แต่ดูจากตอนนี้ เหมือนจะไม่ใช่เรื่องร้ายอะไร

เซี่ยงเหยียนยังพูดถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาอีกข้อ

"มหาภัยพิบัติแห่งฟ้าดินใกล้เข้ามาแล้ว แดนวิญญาณต้นกำเนิดกำลังจะเปิด เจ้าหนูคนนี้บรรลุใจกระบี่กระจ่างแจ้งได้ในจังหวะนี้ จะมีประโยชน์แค่ไหนคงไม่ต้องให้ข้าพูดนะ?"

ทุกคนฟังแล้วตาวาวโรจน์

"คนหนึ่งมีใจกระบี่กระจ่างแจ้ง อีกคนมีกายาหยินเร้นลับ"

"ศิษย์น้องเจ็ดได้รับสืบทอดวิชาจากปรมาจารย์แห่งเต๋าเมื่อปีก่อน และได้เห็นคำทำนายที่ปรมาจารย์ทิ้งไว้ ศิษย์อาเล็กจึงลงเขาตามคำทำนาย บอกว่าจะไปตามหาผู้กอบกู้โลก ไม่นึกว่าจะหาเจอจริงๆ!"

"สวรรค์คุ้มครองประตูแห่งเต๋า สวรรค์คุ้มครองโลกเสวียนหวงแท้ๆ!" ลู่ผานผู้มีอาวุโสสูงสุดรำพึงด้วยความตื้นตัน

ทุกคนหัวเราะลั่น รู้สึกเหมือนภาระหนักอึ้งบนบ่าเบาลงไปเปราะหนึ่ง

มีเพียงฉู่ยินยินที่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมคนต่ำกว่าระดับเจ็ดถึงไม่มีสิทธิ์รู้ ไม่นึกว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนี้!

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของประตูแห่งเต๋า แต่เกี่ยวพันถึงชีวิตของสรรพสัตว์ในโลกเสวียนหวงเชียวนะ!

ที่น่าแปลกคือ ในใจของสาวน้อยวัยดึกคนนี้กลับผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่า "ศิษย์อาเล็กคราวนี้พึ่งพาได้ขนาดนี้เชียว?"

"ไม่สมเป็นเขาเลยแฮะ" นางแอบนินทาในใจ

สุดท้าย จากการหารือ ทุกคนตกลงให้ลู่ผานลงมือวางค่ายกลผนึกบนตัวฉู่หวยสวี่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกสัมผัสถึงตัวตนของกระบี่ดำเล่มเล็กนั้นได้

พอเสร็จธุระ เซี่ยงเหยียนก็สั่งการ "ศิษย์น้องหก ส่งเขากลับสายนอกเถอะ ทั้งเขาและหานซวงเจี้ยงเป็นเพชรในตมที่ยังต้องเจียระไนอีกเยอะ อ้อ อย่าลืมหาข้ออ้างมั่วๆ สักเรื่อง ไปไล่พวกชอบสอดรู้สอดเห็นที่สายนอกกลับไปด้วยล่ะ"

"รับทราบ" หลี่ชุนซงรับคำ

ที่ริมสระมรกตเหมันต์ หลิวเฉิงชี่ที่หมดเวลาอยู่ในภาพมายาครบสองชั่วโมง ก็ถูกเตะโด่งออกมาจากเขตแดนลับ

"บุ๋งๆๆ!"

เขาถูกพลังบางอย่างเหวี่ยงลงสระ ลูกแก้วกันน้ำทำงานไม่ทัน จึงสำลักน้ำเข้าไปเต็มปอด

ในเขตแดนลับ เขาเดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตจนหมดเรี่ยวหมดแรง สิ้นหวังสุดขีด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงทางออก

ตอนนี้จู่ๆ ก็ถูกเตะออกมา แถมเกือบจมน้ำตาย สติสตางค์แทบจะหลุดลอย

เขาตะเกียกตะกายว่ายเข้าฝั่งด้วยความหมดอาลัยตายอยาก สภาพดูทุลักทุเล จิตใจพังทลายไปเรียบร้อยแล้ว

แต่พอขึ้นฝั่งมา กลับไม่เจอใครรออยู่เลยสักคน ว่างเปล่าไร้ผู้คน

"ท่านพ่อล่ะ! ท่านพ่อ!!" หลิวเฉิงชี่คุกเข่าตะโกนก้อง เลือดลมตีกลับจนหน้าดำหน้าแดง

ก่อนจะถูกเตะออกมา ภาพมายาสลายไป ตอนนั้นเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองติดอยู่ในภาพลวงตา

ตอนนี้พอไม่เห็นหลิวเทียนเฟิงรอรับอยู่ริมฝั่ง ไม่นานนักเขาก็เริ่มเสียสติ พึมพำกับตัวเองเหมือนคนบ้า

"ภาพลวงตา... ทั้งหมดคือภาพลวงตา... มันคือภาพลวงตา..."

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 52 - บ้าไปแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว