เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 - หนึ่งขุนเขาแห่งขุมทรัพย์

บทที่ 51 - หนึ่งขุนเขาแห่งขุมทรัพย์

บทที่ 51 - หนึ่งขุนเขาแห่งขุมทรัพย์


บทที่ 51 - หนึ่งขุนเขาแห่งขุมทรัพย์

☆☆☆☆☆

ผู้ไร้กระบี่ที่มีใจกระบี่กระจ่างแจ้ง?

"ให้ฉู่หวยสวี่ขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ]!" เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนตบโต๊ะตัดสินใจทันที

ภูเขาลูกนี้เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของประตูแห่งเต๋า

ในสถานการณ์ปกติ มีเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ระดับหัวกะทิที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับหนึ่งเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ขึ้นเขา

ยกเว้นกรณีพิเศษ ชั่วชีวิตหนึ่งจะขึ้นเขาได้เพียงครั้งเดียว

กระบี่เล่มนั้นที่ปรมาจารย์แห่งเต๋าทิ้งไว้ ก็อยู่บนยอด [เขาซ่อนวิญญาณ] นี่แหละ

เพียงแต่มีไม่กี่คนที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาและยลโฉมกระบี่เล่มนั้นได้

เพราะภูเขาทั้งลูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ตีนเขา กลางเขา และยอดเขา

ศิษย์ส่วนใหญ่จะได้สิทธิ์แค่เข้าสู่ตีนเขา ไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะขึ้นไปต่อ

คนที่ขึ้นไปถึงกลางเขาได้ก็นับว่าเป็นยอดคนแล้ว

อย่างกระบี่ชางซงของหลิวเฉิงกง ก็ได้มาจากตีนเขานี่แหละ

อย่าเห็นว่าเขาเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยคุมกฎสายนอก ชื่อตำแหน่งดูน่าเกรงขาม แต่เอาเข้าจริงอัจฉริยะตัวจริงที่ไหนจะยอมจมปลักอยู่ที่สายนอก

ต่างก็ต้องทุ่มสุดตัวพุ่งชนเป้าหมายเพื่อเข้าสู่สายในกันทั้งนั้น

ทุกคนในที่นี้รู้ดีว่าการที่เจ้าสำนักเอ่ยปากให้ฉู่หวยสวี่ขึ้น [เขาซ่อนวิญญาณ] ย่อมไม่ใช่แค่ให้สิทธิ์ไปเดินเล่นตีนเขาแน่ๆ

—แต่มันคือทั้งลูก!

เรื่องนี้ย่อมไม่มีใครคัดค้าน

หลี่ชุนซงคารวะทุกคนแล้วพูดว่า "งั้นข้าไปรอหน้าเขตแดนลับก่อน พวกเจ้ารอที่ป่าไผ่ม่วงนี่แหละ"

เนื่องจากเสิ่นม่านกางอาณาเขตขังตัวเองไว้ที่นี่ นางย่อมไปไหนไม่ได้

ดังนั้นจับเจ้าเด็กนั่นมาที่นี่จึงเหมาะสมที่สุด

ไม่นานนัก หลี่ชุนซงก็เหาะมาถึงริมสระมรกตเหมันต์

เวลานี้ฝูงชนริมสระไม่เพียงไม่ลดลง กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

รู้สึกเหมือนคนค่อนสำนักสายนอกจะแห่มาเบียดเสียดกันอยู่ที่นี่

พอทุกคนเห็นผู้อาวุโสลำดับหกมาคุมสถานการณ์ ก็ยิ่งตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

แต่หลี่ชุนซงมาถึงก็เริ่มไล่คน ไล่ตะเพิดแม้กระทั่งพวกผู้ดูแล

หนิวหย่วนซานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นำทีมเดินออกไปทันที

พอเห็นว่าคนที่มาคือผู้อาวุโสลำดับหกไม่ใช่คนอื่น คนละเอียดรอบคอบอย่างเขาก็เดาทางได้ทันที ตอนเดินออกไปใบหน้าจึงเปื้อนยิ้ม

ทำเอาโม่ชิงเหมยที่แอบชำเลืองมองเขาอยู่ข้างๆ งงเป็นไก่ตาแตก

หลิวเทียนเฟิงจริงๆ ก็ไม่ใช่คนโง่ เริ่มเดาอะไรได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังฝืนใจทำใจกล้าถามว่า "ผู้อาวุโสหก ลูกชายข้าเฉิงชี่ยังอยู่ข้างล่าง"

"ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ดังนั้นก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไปได้แล้ว" หลี่ชุนซงโบกมือไล่ส่งๆ

สิ้นคำนี้ หลิวเทียนเฟิงเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ รู้สึกเหมือนโลกถล่มทลาย!

ตอนเดินจากไป ทีแรกยังเดินสามก้าวหันหลังกลับมามองหนึ่งที จากนั้นสีหน้าก็แย่ลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นซีดเผือดราวกับซากศพเดินได้

ภายในเขตแดนลับ ฉู่หวยสวี่กับหานซวงเจี้ยงยืนอยู่หน้าประตูหินแล้ว

เขายกมือตบกลไกบนผนังหิน ประตูก็ค่อยๆ เปิดออก

ด่านที่สามว่างเปล่าไร้ผู้คน ทำให้ฉู่หวยสวี่โล่งใจ

จากนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหานซวงเจี้ยง จู่ๆ เขาก็กระโดดตูมลงไปในน้ำ

รูทั้งสี่ใต้น้ำไม่มีปฏิกิริยาอะไร ไม่มีน้ำยาชุบกายไหลออกมา ค่ายกลใต้น้ำก็ไม่ปล่อยคมมีดวารีออกมาโจมตี

"ข้าแค่รู้สึกว่าในกลไกน่าจะยังมีน้ำยาชุบกายเหลืออยู่น่ะ" เขาแก้ตัวพฤติกรรมเพี้ยนๆ ของตัวเอง

"ดูท่า ค่ายกลกับกลไกจะเปิดมั่วซั่วไม่ได้ เขตแดนลับแห่งนี้น่าจะมีระบบเชื่อมโยงระหว่างค่ายกลกับกลไกเป็นหนึ่งเดียวกัน" ฉู่หวยสวี่สันนิษฐาน

"ไปกันเถอะ" เขาปีนขึ้นจากน้ำแล้วบอกหานซวงเจี้ยง

ก่อนไป เขายังอุตส่าห์หันไปมองรูทั้งสี่นั่นอีกรอบ

คนไม่ยอมตัดใจอย่างเขากะว่าเดี๋ยวจะมาใหม่อีกรอบ คราวหน้าจะลองลุยตั้งแต่ด่านแรกเข้ามา ดูซิว่าจะได้ผลไหม

"ดันเจี้ยนนี้ไม่น่าจะเป็นแบบใช้แล้วทิ้งหรอกมั้ง แค่รางวัลสุดท้ายโดนเอาไปแล้วเฉยๆ" ฉู่หวยสวี่เดา

หานซวงเจี้ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หันไปมองสระน้ำก่อนไปเช่นกัน

เพียงแต่สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวนางกลับเป็นภาพฉากวาบหวิวใต้น้ำเหล่านั้น

นางรีบดึงสติตัวเองกลับมา เลิกนึกถึง พยายามลบภาพลามกพวกนี้ออกจากสมอง

ชายหญิงคู่นี้เดินผ่านประตูหินออกมาอีกบาน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหลิวเฉิงชี่ที่ยังติดอยู่ในภาพมายา

เขาทำหน้าเหม่อลอย ก้าวเท้าหนักอึ้ง เดินวนไปวนมาในลานกว้าง ดูคล้ายกับซอมบี้ในเกม [พืชปะทะซอมบี้]

แววตาของเขาไร้ประกาย ราวกับจะไม่มีวันเดินไปถึงจุดหมาย

"ภาพมายานี้ระดับไม่ต่ำเลย ดูสิ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพวกเราออกมาแล้ว" ฉู่หวยสวี่พูด

หานซวงเจี้ยงพยักหน้า เพราะหลิวเฉิงชี่ไม่ได้ยินแม้แต่ประโยคเมื่อกี้ เห็นได้ชัดว่าถูกตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้า

"ช่างหัวมัน ไปกันเถอะ" ใจของฉู่หวยสวี่ดำมืดพอๆ กับดาบคู่กาย

"นี่ถือเป็นการฝึกฝนสำหรับเขาเหมือนกัน พวกเราอย่าไปขัดขวางการผจญภัยของศิษย์พี่หลิวเลย!" ฉู่หวยสวี่แถสีข้างถลอกด้วยสีหน้าชอบธรรมสุดๆ

ระบบของเขาสามารถดูเวลาได้ ตอนนี้เพิ่งผ่านไปหกชั่วโมงกว่าๆ หรือก็คือสามชั่วยาม

ตามคำทิ้งท้ายของผู้อาวุโสเหลยเหวินเหยียน ด่านที่หนึ่งและสองมีเวลาจำกัดแค่สองชั่วยาม ไม่งั้นจะถูกดีดออกมา

กะว่าหลิวเฉิงชี่คงใกล้โดนเตะออกมาแล้วแหละ

"ดูสภาพเหมือนซากศพเดินได้แบบนี้ ไม่มีทางผ่านเข้าด่านสามได้หรอก" ฉู่หวยสวี่ไม่คิดว่าหมอนั่นจะเข้าไปผลาญน้ำยาชุบกายได้

หานซวงเจี้ยงมองจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ข้างกาย แน่นอนว่านางก็ไม่มีความคิดจะไปปลุกหลิวเฉิงชี่ที่เคยคิดไม่ซื่อกับนางเหมือนกัน

พวกเขาเดินออกจากเขตแดนลับมาดื้อๆ แล้วว่ายน้ำขึ้นจากสระมรกตเหมันต์

พอขึ้นฝั่ง ก็พบว่าผู้ดูแลหลิวกับผู้ดูแลหนิวหายไปแล้ว ริมฝั่งเหลือเพียงหลี่ชุนซงยืนอยู่คนเดียว

"คารวะผู้อาวุโสหก" ทั้งสองรีบทำความเคารพ

หลี่ชุนซงกวาดตามองฉู่หวยสวี่หัวจรดเท้า พลางเดาะลิ้นชมเชย

"เจ้าหนู เจ้านี่ขยันหาเรื่องเซอร์ไพรส์มาให้ข้าทุกทีเลยนะ!" เขาพูดออกมา

"คิดไม่ถึงว่าจะรบกวนผู้อาวุโสหก ศิษย์ละอายใจยิ่งนัก" ฉู่หวยสวี่แสร้งถ่อมตัว เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองก่อปรากฏการณ์ฟ้าดินวิปริตขึ้น

"เฮอะ รบกวนข้า? เจ้าหนู เจ้าเล่นรบกวนไปถึงเจ้าสำนักโน่น!" หลี่ชุนซงพูดอย่างหมั่นไส้

ทำเอาหานซวงเจี้ยงที่ยืนข้างๆ ถึงกับใจสั่น

เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียน นั่นคือบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนบูรพาเชียวนะ!

แดนบูรพาต่างจากแดนประจิมที่อำนาจกษัตริย์รุ่งเรือง ที่นี่สี่สำนักใหญ่มีอำนาจมากกว่าราชสำนัก

คำพูดของเซี่ยงเหยียน ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าฮ่องเต้แคว้นจิ้งเสียอีก!

"ถึงขนาดท่านเจ้าสำนักยังจับตามองเขาหรือนี่" หานซวงเจี้ยงต่างหากที่ละอายใจของจริง

นางขึ้นเขามาพร้อมฉู่หวยสวี่ ด้วยนิสัยยอมหักไม่ยอมงอ นางไม่อยากถูกเขาทิ้งห่างไปไกลเกินไป

"ดูท่า ต้องพยายามให้หนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัวซะแล้ว" นางเริ่มจะเข้าโหมดบ้างานอีกครั้ง

หลี่ชุนซงมองทั้งคู่แล้วพูดว่า "ซวงเจี้ยง เจ้ากลับไปก่อน ฉู่หวยสวี่ เจ้าตามข้ามา"

"เจ้าค่ะ/ขอรับ" ทั้งสองรับคำสั่ง

ส่วนหลิวเฉิงชี่ที่ยังจมอยู่ก้นสระ... ไม่มีใครสนใจ

ในป่าไผ่ม่วง ฉู่หวยสวี่ถูกหลี่ชุนซงพาตัวมาที่นี่

ผู้นำระดับสูงตรงหน้าแต่ละคน จริงๆ เขารู้จักหมด เคยเห็นในเว็บบอร์ดเกม [ยืมดาบ] มาแล้ว

หลี่ชุนซงแนะนำทีละคน เขาก็คารวะทีละคน

"เจ้าสำนักตัวจริงดูน่าเกลียดกว่าที่ผู้เล่นถ่ายรูปมาลงอีก เขาจัดอยู่ในประเภทขึ้นกล้องหรือนี่? รูปดูดีกว่าตัวจริง?" ฉู่หวยสวี่คิดในใจ

"ผู้อาวุโสจ้าวซูฉีตาหยี ในเน็ตชอบล้อกันว่าพวกตาหยีมักเป็นสัตว์ประหลาด ข้าต้องระวังเขาหน่อย"

"ผู้อาวุโสหนานกงเยว่มาจาก 'วัดต้าเหลยอิน' จริงๆ หรือเนี่ย ไม่สิ! ทำไมถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้? แถมกลิ่นอายภรรยาข้าวใหม่ปลามันยังฟุ้งกระจายอีก" เขาคิดไม่ตก

"ผู้อาวุโสคุมกฎลู่ผานทำหน้าดำคร่ำเครียดทั้งวัน เหมือนครูฝ่ายปกครอง มิน่าความนิยมถึงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน"

"ส่วนโลลิฉู่ยินยิน ไม่มีอะไรน่าสนใจ"

นางกับเด็กประถมห้าหกขวบจะต่างอะไรกัน?

"หน้าตาก็น่ารักอยู่หรอก"

แต่จากประสบการณ์ของฉู่หวยสวี่ ตอนรับงานเป็นเพื่อนเล่นเกม เขาก็เคยเจอลูกค้าสายแบ๊วมาบ้าง แต่ยิ่งน่ารัก ยิ่งรับมือยาก!

กลับกัน คนที่นั่งสูงอยู่บนหินยักษ์นั่นต่างหากที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ

แม้จะมองไม่เห็นหน้าเห็นแต่แผ่นหลังผอมบาง แต่เขาก็คิดในใจว่า "นี่หรือคือผู้อาวุโสเจ็ดที่ลึกลับที่สุดของประตูแห่งเต๋า?"

ฉู่หวยสวี่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับนางไม่มากนัก

เพราะนางตายในปีปฏิทินเสวียนที่ 1993 หรือก็คืออีกสามปีให้หลัง

ในป่าไผ่ม่วง เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนเอ่ยปากคนแรก เสียงน่าเกลียดจนพวกคลั่งไคล้เสียงหล่อๆ สวยๆ คงอยากจะขาดใจตาย "ฉู่หวยสวี่ เจ้าไม่ต้องตื่นเต้น"

"เมื่อครู่เจ้าก่อปรากฏการณ์ฟ้าดินวิปริต พวกข้าเรียกเจ้ามาเพื่อตรวจดูอาการเจ้าหน่อย"

"หือ?" ฉู่หวยสวี่งงนิดหน่อย นี่ถึงขั้นก่อปรากฏการณ์เลยหรือ

แต่เขาพอจะเดาได้ว่าพวกยอดคนเหล่านี้คงกำลังใช้สัมผัสวิญญาณสแกนตัวเขาไปมา

อยู่ต่อหน้าคนพวกนี้ จริงๆ เขาแทบจะไม่มีความลับอะไรเหลือ

ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีคือ คนพวกนี้ชอบทำเสียงสงสัยออกมาเป็นระยะๆ

อย่างเช่น "ซู้ด" กับ "เอ๊ะ"?

ความรู้สึกนี้มันแย่มาก จินตนาการเหมือนคุณเพิ่งทำซีทีสแกนเสร็จ แล้วหมอกลุ่มหนึ่งมารุมล้อมคุณพร้อมทำเสียงแบบนี้

ตอนหลัง พวกเขายังขอเลือดฉู่หวยสวี่ไปหยดหนึ่ง

เรื่องที่ฉู่หวยสวี่เปลี่ยนจากรากปราณเทียมเป็นรากปราณระดับสาม พวกเขาไม่ได้แปลกใจ

พวกเขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายยาโอสถลมหายใจครรภ์เสวียนเทียนจางๆ ในตัวเขา

แต่ที่แปลกคือ ทุกคนกลับสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของใจกระบี่ในตัวเขาเลย

"เจ้าเด็กที่ยังไม่ได้เริ่มฝึกตนอย่างเป็นทางการ ทำไมถึงควบคุมมันได้ดั่งใจขนาดนี้"

"ไม่มีเหตุผลที่จะรอดพ้นสายตาพวกเราไปได้!"

ถึงขั้นว่าพวกระดับสูงเรียกฉู่หวยสวี่มาที่นี่ จริงๆ ตั้งใจจะให้ลู่ผานที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกลช่วยลงอักขระปิดผนึกในตัวเขา เพื่อไม่ให้พวกจอมยุทธ์ตาไวมาแอบส่องใจกระบี่ของเขาได้ง่ายๆ!

นี่คือการปกป้องเขา

แต่ตอนนี้ลู่ผานกำลังลำบากใจ

เพราะเขาหาไอ้สิ่งนั้นไม่เจอ!

เมื่อจนปัญญา ทุกคนจึงพร้อมใจกันมองไปที่แม่ชีบนหินยักษ์ มองไปที่หนึ่งใน [สี่เทพกระบี่] ผู้นี้

ในบรรดาทุกคน ไม่มีใครเข้าใจกระบี่ดีไปกว่านาง!

"ห้วงจิต" แม่ชีร่างผอมพูดเสียงเบาหวิว

ฉู่หวยสวี่ได้ยินว่านางจับจุดได้ง่ายดายขนาดนี้ หัวใจพลันกระตุกวูบ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 51 - หนึ่งขุนเขาแห่งขุมทรัพย์

คัดลอกลิงก์แล้ว