เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 - ผู้ไร้กระบี่

บทที่ 50 - ผู้ไร้กระบี่

บทที่ 50 - ผู้ไร้กระบี่


บทที่ 50 - ผู้ไร้กระบี่

☆☆☆☆☆

ลู่ผาน ในฐานะปรมาจารย์ด้านค่ายกลและยอดฝีมือระดับแปด ค่ายกลปิดกั้นเสียงที่เขากางไว้กลับดูเปราะบางราวกับกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นม่าน

พอค่ายกลแตก ฉู่ยินยินก็เริ่มโวยวายทันที

ทุกคนฟังเสียงนางร้องโวยวายพลางทำหน้าเอือมระอา

ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักมานานปี ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเสิ่นม่านตามใจฉู่ยินยินที่สุด

สุดท้ายเจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนก็ต้องเอ่ยปาก "ศิษย์น้องเล็ก ไม่ใช่ว่าพวกเราตั้งใจจะกลั่นแกล้งเจ้านะ แต่เรื่องนี้คนต่ำกว่าระดับเจ็ดห้ามมีส่วนร่วม มันเป็นกฎของความลับระดับนี้"

ฉู่ยินยินผู้มีความคิดโลดโผนและชอบทำอะไรแผลงๆ สวนกลับทันควัน "งั้นก็ลดระดับความลับลงมาสิ!"

ทุกคน "???"

ลู่ผานผู้เป็นผู้อาวุโสคุมกฎถึงกับหน้าดำหน้าแดง เดิมทีหน้าตาก็เคร่งขรึมอยู่แล้ว ยิ่งทำเสียงเข้มขึ้นไปอีก "ศิษย์น้องเล็กระวังคำพูดด้วย ระดับความลับของเรื่องนี้ศิษย์อาเล็กเป็นคนกำหนดเอง"

ตอนนั้นเองแม่ชีร่างผอมบางที่นั่งอยู่บนหินยักษ์ก็เอ่ยปากขึ้นมาดื้อๆ

"อาจารย์"

"ข้าจะไปคุยเอง"

เสียงของนางยังคงไพเราะเสนาะหู แต่น้ำเสียงและการเว้นวรรคยังคงประหลาด แถมบางทีก็ชอบกินคำพูดตัวเองตามความเคยชิน

คนในที่นี้แม้จะเรียกขานกันว่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่ไม่ได้มาจากอาจารย์คนเดียวกัน เป็นเพียงศิษย์สายตรงรุ่นเดียวกันในสมัยนั้น

ศิษย์อาเล็กมีศิษย์เพียงคนเดียว นั่นคือแม่ชีที่นั่งหันหลังให้ทุกคนอยู่บนหินยักษ์นั่น

พอได้ยินเสิ่นม่านออกตัวรับผิดชอบ ทุกคนก็ไม่พูดอะไรอีก

คนเดียวแหกกฎย่อมไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนช่วยกันแหกกฎ... เรื่องแบบนี้สมัยพวกเขายังเป็นศิษย์สายตรงก็ทำกันมาไม่น้อย

เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์สุดขีดหาข้ออ้างสวยหรูได้ทันที "ศิษย์น้องเล็ก เจ้าน่ะสามารถทะลวงด่านได้ทุกเมื่อแต่กลับไม่ยอมทำ ถ้าเจ้าเลื่อนระดับเป็นระดับเจ็ดเลย เรื่องมันก็จบแล้วไม่ใช่หรือ"

ฉู่ยินยินก้มมองร่างกายบอบบางที่ไม่ยอมโตของตัวเองแล้วขมวดคิ้ว "พอแล้วๆ ระดับหกก็เหลือเฟือแล้ว! ให้ทะลวงด่านอีกข้าคงประสาทกินตายพอดี!"

ทุกคนจนปัญญาจะเถียงกับนาง จึงหันมาหารือเรื่องสำคัญต่อ

เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนที่หัวโล้นเลี่ยนเหมือนไข่พะโล้เงยหน้ามองด้านบนแล้วถามว่า "ศิษย์น้องเจ็ด สัมผัสวิญญาณของพวกเราคงไม่ผิดเพี้ยนใช่ไหม แน่ใจนะว่าเป็นใจกระบี่กระจ่างแจ้ง"

แม่ชีมาดขรึมไม่พูดจา เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ

ทุกคนสบตากันพลางเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง

"ศิษย์ระยะทะลวงชีพจร จะไปบรรลุถึงขั้นใจกระบี่กระจ่างแจ้งได้อย่างไร"

"นั่นสิ ผู้ฝึกกระบี่ที่บรรลุวิถีกระบี่ระดับนี้ นอกจาก [สี่เทพกระบี่] แล้ว นับนิ้วได้เลยว่ามีไม่ถึงห้าคน"

"ก็ไม่แน่หรอก โลกเสวียนหวงยังมีจอมยุทธ์เร้นกายอยู่อีกมาก แต่เต็มที่ก็นับได้ไม่เกินสองมือ"

ใจกระบี่กระจ่างแจ้ง หมายถึงการที่เจ้ามีความเข้าใจในวิถีกระบี่จนถึงจุดสูงสุด!

หลี่ชุนซงลองนึกย้อนดู "ข้าจำได้ว่าศิษย์น้องเจ็ดบรรลุขั้นนี้ตอนเพิ่งเข้าระดับเจ็ดใหม่ๆ ใช่ไหม นั่นก็นับว่าหาได้ยากยิ่งในโลกหล้าแล้วนะ"

"ใช่แล้ว ศิษย์อาเล็กไปขุดตัวประหลาดแบบนี้มาจากตีนเขาที่ไหนกัน" ทุกคนหันขวับไปมองหลี่ชุนซงผู้รับหน้าที่ไปรับคนจากเขาอูเหมิง

ราชาแห่งการพนันผู้นี้รีบแบมือสองข้างทันที "อย่ามองข้า ข้าแค่ได้รับจดหมายทางไกลให้ลงเขาไปรับคน อื่นๆ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น"

"แต่ข้าก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จลุล่วงนะ พาคนที่ศิษย์อาเล็กสั่งมาขึ้นเขาได้ครบทุกคน เรื่องนี้ควรจะมีแต้มผลงานสำนักให้ข้าบ้างไหม" หลี่ชุนซงเริ่มทวงบุญคุณ

"เจ้าแค่เหาะลงเขาไปรอบเดียว จะเอาหน้าไหนมาขอรางวัล" เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนเปิดโหมดขี้งกทันที

หนานกงเยว่ ผู้อาวุโสลำดับเก้าผู้มีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตยืนอยู่ข้างๆ นางมีบุคลิกอ่อนโยน แม้จะไม่มีคู่ครองแต่กลับมีกลิ่นอายความเป็นแม่ศรีเรือนเข้มข้น

นางยิ้มพลางเปรยขึ้นว่า "ต่อให้เป็น [จอมกระบี่] รุ่นปัจจุบันของสำนักกระบี่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะด้านกระบี่ในรอบพันปี ทางสำนักกระบี่คุยโวว่าเขาเทียบเคียงได้กับปรมาจารย์แห่งเต๋าในอดีต แต่เขาก็เพิ่งจะบรรลุใจกระบี่สมบูรณ์ตอนเข้าสู่ระดับยอดผู้ฝึกตนไม่ใช่หรือ"

พอลากเข้าเรื่องนี้ ทุกคนก็สามัคคีกันเปิดปากเยาะเย้ยทันที

"คนของสำนักกระบี่ เอาอะไรมาเปรียบเทียบกับปรมาจารย์แห่งเต๋าของพวกเรา"

"ใช่ๆ ช่างกล้าเอาทองมาแปะหน้าตัวเอง"

"ถ้าบอกว่าเทียบเคียงจอมกระบี่รุ่นแรกของพวกเขาก็พอทน แต่เทียบเคียงปรมาจารย์แห่งเต๋า? ในโลกนี้ไม่มีคนแบบนั้นหรอก"

ฉู่ยินยินยังผสมโรงด้วย "ถุยๆๆ! คนสำนักกระบี่หน้าไม่อายที่สุด!"

แม้แต่แม่ชีร่างผอมบนหินยักษ์ยังพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ทุกคนต่างเบะปากแสดงความรังเกียจ แสดงให้เห็นว่าปรมาจารย์แห่งเต๋ามีสถานะสูงส่งเพียงใดในใจของคนประตูแห่งเต๋า

ในแดนบูรพา สำนักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในสี่สำนักใหญ่คือ [สำนักกระบี่] ที่นั่นเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจของผู้ฝึกกระบี่มาตลอด

จนกระทั่งการปรากฏตัวของปรมาจารย์แห่งเต๋าที่กดหัวผู้ฝึกกระบี่รุ่นนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น

ความบาดหมางบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

ส่วนความบาดหมางในช่วงหลังๆ ส่วนใหญ่มักเกิดจากศิษย์อาเล็กที่ลงเขาไปนั่นแหละ

ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยมีรายชื่ออยู่ใน [สี่เทพกระบี่] เช่นกัน

ลู่ผานผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมแค่นเสียงเย็นแล้วพูดขึ้น "อย่าว่าแต่ใจกระบี่กระจ่างแจ้งเลย ตลอดประวัติศาสตร์ 1500 ปีของสำนักกระบี่ มีศิษย์ระยะทะลวงชีพจรคนไหนบ้างที่กำเนิดใจกระบี่ได้ แค่ธรณีประตูของใจกระบี่ยังเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำ!"

ทุกคนสบตากัน แล้วจะรออะไรล่ะ?

หัวเราะสิ!

"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!"

ในป่าไผ่ม่วง เหล่าผู้นำระดับสูงของประตูแห่งเต๋าเริ่มระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจสุดขีด

จริงๆ จนถึงตอนนี้ฉู่ยินยินก็ยังไม่รู้ว่าศิษย์จดชื่อคนไหนใต้สระมรกตเหมันต์เป็นคนบรรลุขั้นใจกระบี่กระจ่างแจ้ง

แต่นางชอบเรื่องสนุก ก็เลยหัวเราะตามไปด้วย "ฮ่าๆๆๆ!"

เนื่องจากการพนันครั้งก่อน ฉู่หวยสวี่ทำให้หลี่ชุนซงชนะพนันซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เขาเลยมีความรู้สึกดีๆ ให้เจ้าหนุ่มนี่แบบเต็มเปี่ยม

เขาจึงเริ่มทำตัวเป็นพ่อสื่อแบบขำๆ "เจ้าหนุ่มนี่ช้าเร็วก็ต้องเข้าสายใน ศิษย์น้องเจ็ด เจ้าไม่ลองรับเขาเป็นศิษย์สายตรงเป็นกรณีพิเศษดูหน่อยหรือ"

"ใช่เลยๆ ให้ศิษย์น้องเจ็ดสอนฉู่หวยสวี่ เหมาะสมที่สุดแล้ว" เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนพูดด้วยเสียงแหบแห้งที่ฟังดูเหมือนไก่โอ๊ก

ฉู่ยินยินเพิ่งจะเข้าใจตอนนี้เอง "อ๋อ ที่แท้หนึ่งในสามคนใต้สระมรกตเหมันต์ที่ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ชื่อฉู่หวยสวี่นี่เอง"

นางเริ่มไม่พอใจทันที "ข้าก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ ข้าก็ยังไม่มีศิษย์สายตรง ทำไมถึงไม่ให้กราบข้าเป็นอาจารย์!"

ทุกคนเหลือบมองนางด้วยหางตา ศิษย์พี่ใหญ่ลู่ผานผู้ไม่เคยไว้หน้าใครพูดสวนทันควัน "เขาบรรลุใจกระบี่กระจ่างแจ้งแล้ว เจ้ามีปัญญาสอนหรือ"

"เจ้า... ข้า..." ฉู่ยินยินเถียงไม่ออก โกรธจนหน้าแดงอีกรอบ

ข้าเป็นถึงยอดฝีมือระดับหกขั้นสมบูรณ์เชียวนะ อยู่กับพวกเจ้ากลายเป็นว่าข้าไม่มีคุณสมบัติจะสอนแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับล่างๆ งั้นหรือ!

ผู้อาวุโสลำดับห้าจ้าวซูฉีที่เป็นหนุ่มตาหยี เวลาลอยิ้มทีไรมองไม่เห็นลูกตา รีบซ้ำเติมอีกดอก "ศิษย์น้องเล็ก อย่าไปทำลายอนาคตเด็กมันเลย"

"นั่นสิ ภายภาคหน้าพวกเรายังต้องพึ่งเขาไปตบหน้าพวกสำนักกระบี่นะ" หลี่ชุนซงเสริมทัพ

ฉู่ยินยินโกรธจนตัวสั่นแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ปากเล็กๆ ของนางจะไปเถียงชนะคนพวกนี้ได้อย่างไร ได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ และตัดสินใจว่าจะหาโอกาสไปเจอเจ้าฉู่หวยสวี่นี่ให้ได้!

"เสิ่นม่านได้รับสืบทอดวิชาจากปรมาจารย์แห่งเต๋า ผีถึงจะรู้ว่าต้องเก็บตัวนานแค่ไหน นางจะเอาเวลาที่ไหนไปสอน" นางบ่นอุบในใจ

"อีกอย่าง ต่อให้แม่นางอย่างข้าไม่มีใจกระบี่กระจ่างแจ้งแล้วมันจะทำไม ใจกระบี่กระจ่างแจ้งมันคือจุดสูงสุดแล้ว ในด้านนี้เขาก็สุดทางแล้วไม่มีอะไรต้องสอนอีก มันสำคัญตรงไหน" ฉู่ยินยินพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

นางตัดสินใจแล้ว ต่อให้ต้องงัดทุกกระบวนท่าออกมา ก็ต้องทำให้เขาเรียกนางว่าอาจารย์ให้ได้!

ศิษย์สายตรงคนนี้ แม่จองแล้ว!

ในป่าไผ่ม่วง เหล่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการฝึกตนคุยกันอย่างออกรส

จริงๆ พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าใจกระบี่กระจ่างแจ้งนี้โผล่มาได้อย่างไร

"หรือว่าจะมีคนที่รู้แจ้งมาแต่กำเนิดจริงๆ"

"แถมถ้าข้าจำไม่ผิด ดูเหมือนเขาจะเป็นแค่รากปราณเทียมไม่ใช่หรือ"

"ศิษย์น้องหก รอเขาออกจากเขตแดนลับเมื่อไหร่ พาตัวมาให้พวกเราดูหน่อย" เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนสั่ง

ต้องวิจัย จับตัวมาวิจัยให้พรุน

"รับทราบ" ผู้อาวุโสหกรับคำ

"สัตว์ประหลาดแท้ๆ ศิษย์อาเล็กไปเก็บสัตว์ประหลาดมาจากไหนกัน" หลี่ชุนซงยังคงพร่ำบ่น โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองนั่นแหละเป็นคนไปเก็บมา

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม่ชีร่างผอมที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น ยังคงประหยัดคำพูดเหมือนเดิม

"มะ... ไม่มีกระบี่"

ทุกคนเงยหน้ามองด้วยความงุนงง

แต่ศิษย์ร่วมสำนักกันมานาน พวกเขาชินกับการพูดกินคำของเสิ่นม่านแล้ว สามารถเติมคำในช่องว่างเองได้

สามคำนี้เหมือนจุดประกายความคิดให้ทุกคนตาสว่าง

ตอนนั้นเองที่ทุกคนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ศิษย์หนุ่มผู้มีความเข้าใจในวิถีกระบี่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบผู้นี้ จนถึงตอนนี้...

เขายังไม่มีกระบี่สักเล่มเลย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 50 - ผู้ไร้กระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว