- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 54 กระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า...มุ่งหน้ากลับเสียนหยาง!
ตอนที่ 54 กระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า...มุ่งหน้ากลับเสียนหยาง!
ตอนที่ 54 กระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า...มุ่งหน้ากลับเสียนหยาง!
ยามวิกาลอันเงียบสงัดและมืดมิด รอบนอกพระราชวังเก่าแคว้นฉู่กลับสว่างไสวด้วยคบเพลิง ทหารองครักษ์แคว้นฉินในชุดเกราะเดินลาดตระเวนไม่ขาดสาย สามก้าวหนึ่งด่าน ห้าก้าวหนึ่งยาม ป้องกันแน่นหนาราวกำแพงเหล็ก
แม้หวังเปินจะดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง แต่โดยปกติเขาจะพำนักอยู่ในค่ายทหาร พระราชวังเก่าแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานไม่มีผู้อยู่อาศัย และการที่หวังเปินจะเข้ามาพักประจำก็ถือว่าไม่เหมาะสม
แต่บัดนี้ พระอนุชาของฉินอ๋อง ฉางอันจวิน เสด็จมาเยือน สถานที่แห่งนี้จึงถูกเปิดใช้อีกครั้ง ราวกับย้อนคืนสู่ยุคที่กษัตริย์ฉู่ยังครองราชย์อย่างรุ่งเรือง
หวังเปินส่งทหารสองพันนายมาอารักขาพระราชวัง ทั้งยังแบ่งทหารองครักษ์ส่วนตัวมาช่วยดูแล แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของอิ๋งเว่ยเพียงใด
หากอิ๋งเว่ยเกิดเป็นอะไรไปในเขตรับผิดชอบของเขา ต่อให้คนลงมือคือหลี่ปู้เหว่ย แต่ทางราชสำนักย่อมต้องโยนความผิดให้ตระกูลหวัง และไม่มีวันปล่อยให้รอดพ้น
เมื่อถึงตอนนั้น แม้แต่ฉินอ๋องก็คงไม่พอพระทัยตระกูลหวังเช่นกัน
ทุกคนต่างรู้ดีว่าฉินอ๋องเฝ้ารอน้องชายผู้นี้กลับแคว้นเพียงใด ความรักความผูกพันลึกซึ้งเป็นที่ประจักษ์
โดยเฉพาะหลังจากเฉิงเจียวสิ้นชีวิต อิ๋งเว่ยคือน้องชายที่เหลือเพียงคนเดียวที่เติบโตมาพร้อมกับพระองค์
หากถึงคราวลี่ปู้เหว่ยร่วมมือกับฉินอ๋อง ตระกูลหวังคงถึงกาลพินาศ หวังเปินจึงต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น
แม้ฉินอ๋องจะยอมกลืนเลือดเพื่อจัดการหลี่ปู้เหว่ย แต่ในใจคงเกิดรอยร้าวกับตระกูลหวังไปแล้ว
พูดกันตามตรง เมื่อรู้ว่าอิ๋งเว่ยจะมาที่อิ่งตู หวังเปินอยากจะปฏิเสธใจแทบขาด
แต่ทำอย่างไรได้ ฉางอันจวินดั้นด้นมาหาถึงที่ด้วยตัวเอง จะไล่ตะเพิดไปก็ใช่ที่ จึงทำได้เพียงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมที่สุดในช่วงเวลานี้
ก่อนจะส่งฉางอันจวินกลับถึงเสียนหยาง ต้องห้ามเกิดเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด!
...
ภายในตำหนักใหญ่ อิ๋งเว่ยผล็อยหลับไปขณะนอนหนุนตักนุ่มของจิงหนีที่สวมถุงน่องลายตาข่ายอย่างสบายอารมณ์
การเดินทางรอนแรมตลอดหลายวันที่ผ่านมา สำหรับคุณชายที่เติบโตมาบนความสุขสบายนับว่าลำบากตรากตรำพอสมควร
โดยเฉพาะยามอยู่กลางป่าที่ต้องคอยระวังหลัวหวังตลอดเวลา ทำให้เขาเครียดจนแทบไม่ได้พักผ่อน
บัดนี้เมื่อได้อยู่ในที่ปลอดภัย อิ๋งเว่ยจึงหลับลึกอย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ของจิงหนีช่วยกล่อมเกลาให้หลับสนิทเป็นพิเศษ
มือของจิงหนีถูกมัดไขว้หลังด้วยโซ่ตรวน นางจึงต้องนั่งคุกเข่าอยู่ตลอดเวลา
แม้อิ๋งเว่ยจะให้กินยาสลายกำลังภายในทุกวัน แต่นางยังคงใช้พลังภายในได้เล็กน้อย
นอกจากจะใช้ปกป้องทารกในครรภ์แล้ว ยังใช้กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพื่อป้องกันไม่ให้อวัยวะขาดเลือดจากการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
แม้จะถูกพันธนาการจนขยับไม่ได้ แต่สำหรับจิงหนีที่ผ่านการฝึกฝนสุดโหดจากหลัวหวังมาตั้งแต่เด็ก เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับการฝึกในอดีต สถานะนักโทษในตอนนี้กลับมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่ามาก
ในความมืดมิด จิงหนีก้มหน้าลง ดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดาวจ้องมองอิ๋งเว่ยที่กำลังหลับสนิทอยู่บนตัก
เส้นผมบางส่วนร่วงลงมาปรกใบหน้าเขา ทำให้นางอยากจะเอื้อมมือไปปัดออกให้
ยามอยู่สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง อิ๋งเวี่ยมักจะนอนหนุนตักนางงีบหลับยามบ่าย จิงหนีทำเช่นนี้เป็นประจำจนติดเป็นนิสัยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่คราวนี้ นางทำเช่นนั้นไม่ได้…เพราะมือทั้งสองถูกมัดแน่น
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำตัวเหมือนเด็กซน เป่าลมแรง ๆ ใส่หน้าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะเป่าเส้นผมที่ปรกหน้าจะปลิวออกไปได้
อิ๋งเว่ยที่กำลังหลับฝันรู้สึกเหมือนมีใครมาเป่าลมใส่หน้า ขมวดคิ้วพลางพึมพำบางอย่าง แล้วพลิกตัวซุกหน้าเข้ากับต้นขาด้านในของนาง ก่อนจะหลับต่อ
จิงหนีเห็นดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์งดงาม
นางจ้องมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนราวกับพี่สาวมองน้องชายอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนบ้างเช่นกัน
แต่เมื่อเทียบกับอิ๋งเว่ย นางกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าไรนัก ความเหนื่อยแค่นี้เทียบไม่ได้เลยกับความลำบากที่เคยเจอมา
...
อิ๋งเว่ยพักฟื้นร่างกายในพระราชวังเก่าอยู่หนึ่งวันเต็ม พอถึงวันที่สาม เขาก็ไปพบหวังเปินเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
แม้ที่นี่จะปลอดภัย แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจของแคว้นฉิน เขาจำเป็นต้องรีบกลับเสียนหยาง
ยิ่งไปกว่านั้น การมีกองทัพหวังเปินคุ้มกัน ก็เป็นเพียงความปลอดภัยในเชิงทฤษฎีเท่านั้น
หลี่ปู้เหว่ยไม่ใช่คนที่ประมาทได้ ใครจะรู้ว่าเขาจะตัดสินใจเด็ดขาด ยอมแลกทุกอย่างเพื่อสังหารอิ๋งเว่ยหรือไม่
ข่าวที่เขามาถึงอิ่งตูน่าจะถูกสายลับหลัวหวังส่งกลับไปถึงเสียนหยางแล้ว แต่โชคดีที่การสื่อสารในยุคโบราณล่าช้า กว่าหลี่ปู้เหว่ยจะได้รับข่าวและวางแผนรับมือคงใช้เวลาพอสมควร
และช่วงเวลานี้เองคือโอกาสทอง ต้องรีบออกจากอิ่งตูกลับเสียนหยางให้เร็วที่สุด ไม่เปิดช่องให้ศัตรูตั้งตัว
“ท่านจวินจะไปแล้วหรือ? เหตุใดไม่พักที่อิ่งตูต่ออีกสักสองสามวัน หรือเพราะข้าน้อยดูแลท่านไม่ดี?”
ในค่ายทหาร เมื่ออิ๋งเว่ยบอกความประสงค์ที่จะจากไป หวังเปินก็เอ่ยถามตามมารยาท
ทันทีที่พูดจบ เขาก็แทบอยากตบปากตัวเอง ‘ทำไมถึงปากพล่อยแบบนี้!’
ตอนนี้เขาอยากให้อิ๋งเว่ยรีบออกจากอิ่งตูไปเสียนหยางใจจะขาด ขอแค่กลับไปถึงที่นั่นอย่างปลอดภัย จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นก็ไม่เกี่ยวกับตระกูลหวังอีกแล้ว
หวังเปินใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กลัวว่าอิ๋งเว่ยจะยอมรับคำชวน แล้วอยู่ต่ออีกสักสองสามวันจริง ๆ
แต่อิ๋งเว่ยย่อมเข้าใจว่าเป็นคำพูดตามมารยาท และต่อให้อีกฝ่ายชวนจริง เขาก็ไม่คิดจะอยู่ต่ออยู่แล้ว
เขาหัวเราะร่า “ท่านแม่ทัพมีภารกิจป้องกันชายแดนมากมาย ข้าจะกล้ารบกวนอยู่ที่นี่นาน ๆ ได้อย่างไร”
“ข้าตั้งใจจะออกเดินทางบ่ายนี้ ตลอดทางถูกตามล่า ในใจยังหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย แม้ตอนนี้จะอยู่ในเขตแคว้นฉิน มีความปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่ข้าก็ยังหวังว่าท่านแม่ทัพจะช่วยส่งทหารคุ้มกันข้ากลับเสียนหยางด้วย”
หวังเปินได้ยินดังนั้นก็รีบตอบรับ “ย่อมได้แน่นอน ฉางอันจวินคือพระอนุชาของฉินอ๋อง พวกเราทหารฉินล้วนจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ย่อมต้องคุ้มกันท่านจวินกลับเมืองหลวง”
พูดจบ หวังเปินก็เรียกหลี่ซิ่นเข้ามา แนะนำให้อิ๋งเว่ยรู้จัก “นี่คือคนสนิทของข้าน้อย นายกองพันหลี่ซิ่น แม้จะยังหนุ่มแน่น แต่มีความกล้าหาญและสติปัญญาเฉียบแหลม ก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาที่ไปรับท่านจวินมา”
“การเดินทางกลับเสียนหยางครั้งนี้ ให้หลี่ซิ่นเป็นผู้คุ้มกันท่านจวิน เป็นอย่างไรขอรับ?”
อิ๋งเว่ยไว้วางใจแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคผู้นี้อยู่แล้ว อีกทั้งการเดินทางร่วมกันยังเป็นโอกาสดีที่จะสร้างความสัมพันธ์ ปูทางดึงตัวมาเป็นพวกในอนาคต จึงพยักหน้าตอบรับ “ตกลง!”
หวังเปินหันไปสั่งหลี่ซิ่นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หลี่ซิ่น นำกองพันของเจ้าหนึ่งพันนาย... ไม่สิ ข้าจะเพิ่มให้อีกหนึ่งพันนาย คุ้มกันท่านจวินกลับเสียนหยาง”
“หากท่านจวินเป็นอะไรไป ข้าจะเอาเรื่องเจ้า!”
หวังเปินตาเบิกกว้าง สีหน้าดุดัน แผ่รังสีอำมหิตของนักรบออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกว่าหากหลี่ซิ่นทำงานพลาด หัวหลุดจากบ่าแน่นอน
หวังเปินยังรู้สึกว่าทหารพันนายไม่เพียงพอ จึงแหกกฎเพิ่มกำลังให้อีกพันนาย
ตาม ‘ตำราซางจวิน’ ตำแหน่งขุนนางทหารของแคว้นฉินแบ่งเป็นหกระดับ ได้แก่ นายหมู่ นายร้อย นายพัน (ห้าร้อย) นายสองพัน (พันตรี) ขุนนางยศเว่ย และแม่ทัพ
นายสองพัน คือตำแหน่งนายกองพัน คุมทหารได้หนึ่งพันนาย และมีทหารคนสนิทหนึ่งร้อยนาย
ตามกฎแล้ว หลี่ซิ่นคุมทหารได้ไม่เกินพันนาย แต่กฎมีไว้แหก ดังเช่นตอนนี้ที่หวังเปินมอบอำนาจให้คุมทหารสองพันนายเป็นกรณีพิเศษ
หลี่ซิ่นคุกเข่าข้างหนึ่ง ประสานมือรับคำสั่ง “...ข้าน้อยรับบัญชา!”
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ อิ๋งเว่ยก็ไม่รบกวนเวลาหวังเปินอีก ขอตัวลาออกมา สำหรับตระกูลหวัง อิ๋งเว่ยยึดหลักไม่สร้างศัตรู แต่ก็ไม่ผูกมิตรจนเกินงาม
ดูเหมือนตระกูลหวังจะคิดเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างรักษามารยาท รักษาระยะห่างดั่งวิญญูชน
หลังมื้อเที่ยง หลี่ซิ่นก็จัดเตรียมทหารอีกพันนายเรียบร้อยในเวลาอันสั้น
การระดมพลรวดเร็วเช่นนี้ แสดงถึงวินัยและความสามารถในการบริหารจัดการกองทัพของหวังเปิน และความสามารถของตัวหลี่ซิ่นเอง
กองทหารฉินสองพันนายคุ้มกันรถม้าของอิ๋งเว่ย เคลื่อนขบวนออกจากเมืองอย่างยิ่งใหญ่ มุ่งหน้าสู่เสียนหยาง
...
สองวันต่อมา ขณะนั่งในรถม้า อิ๋งเว่ยได้ยินเสียงแม่น้ำไหลเชี่ยว จึงเลิกม่านมองออกไป เห็นสายน้ำทอดยาว จึงเอ่ยถามหลี่ซิ่นที่ขี่ม้าอยู่ข้างรถ
“ได้ยินว่าฉวีหยวน ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้นฉู่ กระโดดน้ำตายจริงหรือ?”
หลี่ซิ่นตอบเสียงดังฟังชัด “จริงขอรับ ตอนที่ท่านอู่ตี้จวินไป๋ฉี่นำทัพตีเมืองอิ่งตูแตก ฉู่อ๋องและเหล่าขุนนางหนีตายจ้าละหวั่น”
“ฉวีหยวน ยอดฝีมืออันดับหนึ่งผู้นั้นไม่เจียมตัว คิดจะขวางกองทัพฉิน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อค่ายกลพิชัยสงครามของท่านอู่ตี้จวิน”
“กองทัพฉินไล่ล่าไปจนถึงแม่น้ำมี่หลัวเจียง พอรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ และไม่ยอมตกเป็นเชลย จึงกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย”
น้ำเสียงของหลี่ซิ่นเต็มไปด้วยความชื่นชม สะท้อนถึงความเคารพที่มีต่อไป๋ฉี่ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมากนัก เพราะไป๋ฉี่ถูกพระเจ้าจ้าวเซียงอ๋องสั่งประหารชีวิต
ไป๋ฉี่คือเทพสังหารแห่งยุค ผลงานโดดเด่น ทั้งตีเมืองอิ่งตูแตก และทำลายกองทัพจ้าว ทำให้แคว้นจ้าวไม่อาจฟื้นตัวได้จนบัดนี้
เป็นการวางรากฐานให้แคว้นฉินพิชิตแคว้นจ้าว และรวบรวมหกแคว้นได้สำเร็จในที่สุด
ประวัติศาสตร์ของโลกนี้แตกต่างจากประวัติศาสตร์จริง ในประวัติศาสตร์จริง ฉวีหยวนกระโดดน้ำตายหลังทราบข่าวว่าเมืองอิ่งตูแตก ในขณะที่ถูกเนรเทศ
แต่ฉวีหยวนในโลกนี้ คือยอดฝีมือวรยุทธ์อันดับหนึ่งของเจ็ดแคว้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า
แต่ถึงกระนั้น ยอดฝีมืออันดับหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพพยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้นฉิน ก็เปรียบเสมือนตั๊กแตนขวางรถศึก สุดท้ายต้องจบชีวิตลงในแม่น้ำ
‘หลังจากฉวีหยวนตาย กระบี่คู่กายของเขาน่าจะตกเป็นของแคว้นฉิน ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ในวังเสียนหยาง’
‘ยังไงพี่เจิ้งก็ไม่ได้ใช้ เก็บไว้ในวังก็เป็นแค่ของประดับ กลับไปข้าจะขอมาใช้เองดีกว่า’
อิ๋งเว่ยคิดในใจ
กระบี่ ‘เทียนเวิ่น’ (ถามฟ้า) ของฉวีหยวน จัดเป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบกระบี่วิเศษ ของดีแบบนี้ควรนำมาใช้งานจะดีกว่าปล่อยร้าง
แม้อยู่ในมือเขา ส่วนใหญ่ก็คงเป็นแค่เครื่องประดับเหมือนกัน เพราะฉางอันจวินอย่างเขาคงไม่ลงมือสู้กับใครบ่อยนัก
แต่แทนที่จะปล่อยทิ้งไว้ในวัง สู้เอามาพกอวดหน่อยก็ยังดีกว่า!
[จบแล้ว]