- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 53 เปิดใจจิงหนี
ตอนที่ 53 เปิดใจจิงหนี
ตอนที่ 53 เปิดใจจิงหนี
แม้พระราชวังเก่าแห่งแคว้นฉู่จะสูญสิ้นความรุ่งเรืองดังอดีต ทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมายถูกกองทัพฉินขนย้ายกลับเสียนหยางไปจนหมด ทว่าหมู่ตำหนักกลับยังคงความวิจิตรตระการตา ด้วยลวดลายแกะสลักและภาพวาดอันประณีตงดงาม
ภายในตำหนัก อิ๋งเว่ยสั่งให้นางกำนัลออกไปจนหมด ก่อนจะก้าวช้า ๆ เข้าไปหาจิงหนีที่คุกเข่าอยู่บนเตียง ร่างอรชรถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแน่นหนา
เขาประคองถ้วยโจ๊กใส่เนื้อที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างกาย เป่าเบา ๆ ไล่ความร้อน แล้วใช้ช้อนตักส่งไปจ่อที่ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด
“กินโจ๊กสักหน่อยเถอะ ตลอดทางมานี้เจ้าต้องลำบากกับข้ามาหลายวัน ซ้ำยังบาดเจ็บสาหัส ร่างกายกำลังอ่อนแอ หากไม่บำรุงเสียบ้าง ร่างกายเจ้าจะทรุดหนักเอาได้”
จิงหนีเงยหน้า ดวงตางามดุจภาพวาดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจ้องมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยอริมฝีปากรับโจ๊กกลืนลงไปอย่างว่าง่าย ไร้ซึ่งท่าทีต่อต้านใด ๆ
เห็นนางเชื่อฟังเช่นนี้ อิ๋งเว่ยก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ค่อย ๆ ป้อนโจ๊กให้นางทีละช้อนอย่างใจเย็น
ทั้งสองต่างเงียบงัน ภายในตำหนักมีเพียงเสียงกลืนอาหารแผ่วเบาของจิงหนีดังเป็นระยะ
ครั้นโจ๊กหมดถ้วย จิงหนีจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงใสกังวาน แม้มิได้เย็นชา หากก็ไร้ความอ่อนหวานดังเช่นยามเคยอยู่เคียงข้างเขาที่สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง
“...ข้าชินกับชีวิตเช่นนี้แล้ว ในฐานะนักฆ่า เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ ย่อมต้องอดทนต่อความเจ็บปวด”
อิ๋งเว่ยวางถ้วยลงแล้วยิ้มมุมปาก “รวมถึงการพลีกายของตนเองด้วยหรือ?”
จิงหนีเม้มริมฝีปากแน่น “เพื่อความสำเร็จ ต้องทำทุกวิถีทาง...”
อิ๋งเว่ยหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าคิดถึงชีวิตนักฆ่าขนาดนั้นเชียวหรือ ถึงขั้นยอมแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย ออกเสี่ยงตายได้ทุกเมื่อ”
“เช่นนั้นแล้วชีวิตยามนี้ไม่ดีตรงไหน? เจ้าได้กินอิ่มนอนอุ่น มีสาวใช้คอยปรนนิบัติ ไม่ต้องรอนแรมกลางป่าเขา ไม่ต้องเอาชีวิตไปเดิมพันเพื่อสังหารใคร...”
“ผู้ฆ่าย่อมถูกฆ่าในสักวัน นักฆ่าก็เหมือนนักพนัน เจ้าอาจชนะได้ครั้งสองครั้ง แต่หากยังเล่นต่อไป จุดจบเดียวที่รออยู่ก็คือความตาย”
“เจ้า... ไม่ชอบชีวิตที่สงบสุขมั่นคงแบบนี้บ้างเลยหรือ?”
ริมฝีปากของจิงหนีกระตุกเล็กน้อย นางไม่ใช่สตรีที่หลงใหลในวัตถุ ชีวิตนักฆ่าสอนให้นางอดทนต่อความยากลำบากมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเลิศรสหรือข้าวต้มปนแกลบ ขอเพียงกินได้ก็เพียงพอ
แต่ถ้อยคำของอิ๋งเว่ยกลับสะกิดโดนความปรารถนาส่วนลึกที่สุดในหัวใจของนาง
“จริงอยู่ที่ชีวิตของข้าเองก็ยังไม่มั่นคง ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันตรายนับไม่ถ้วน เช่นตอนนี้ที่ต้องหลบหนีการตามล่าของหลี่ปู้เหว่ย”
“แต่ข้าคือฉางอันจวินแห่งแคว้นฉิน ข้ามีปัญญาพอจะขจัดภัยอันตรายทั้งปวง และมอบความมั่นคงให้แก่คนของข้าได้”
“จิงหนี ตอนอยู่สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง เจ้าได้อ่านตำราปราชญ์มากมาย ได้เรียนรู้สัจธรรมแห่งโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่หลัวหวังไม่มีวันสอนเจ้า เจ้าย่อมรู้ดีว่าการเป็นนักฆ่านั้นไร้อนาคต เจ้าอาจจะฆ่าข้าได้ แล้วลูกในท้องเล่า? เจ้าต้องการให้เขาเดินบนเส้นทางสายเดียวกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
อิ๋งเว่ยจ้องมองจิงหนีด้วยสายตามุ่งมั่น ปัญหาที่นางเผชิญอยู่ในเวลานี้ คล้ายคลึงกับสิ่งที่เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนเคยพบเจอเมื่อหลายปีก่อน
และเมื่อครั้งนั้น เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนเลือกเส้นทางใหม่เพื่อลูก
อิ๋งเว่ยจึงเชื่อว่าจิงหนีก็จะเลือกสิ่งที่ถูกต้องเช่นกัน
เสวียนเจี่ยนรักภรรยาและลูก ทว่าสำหรับสตรีแล้ว ความรักที่มีต่อลูกย่อมลึกซึ้งยิ่งกว่า
ความรักของมารดานั้นยิ่งใหญ่เสมอ สำหรับเด็กที่ถือกำเนิดจากเลือดเนื้อของตน มารดาย่อมยอมสละทุกสิ่ง
“ข้า... ไม่มีทางเลือก การเป็นนักฆ่าคือชะตากรรมของข้า”
จิงหนีก้มหน้า น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความเศร้า ราวกับยอมรับชะตากรรมนี้มานานแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีทางเลือก เจ้าถูกหลัวหวังเลี้ยงดูมา จึงต้องขายชีวิตให้หลัวหวัง”
“จิงหนี เล่าเรื่องในอดีตของเจ้าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
อิ๋งเว่ยนั่งลงข้างเตียง ค่อย ๆ ยกแขนซ้ายของจิงหนีขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วแกะผ้าพันแผลที่ชุ่มเลือดออก เขาโรยยาลงบนบาดแผล แล้วพันด้วยผ้าผืนใหม่
ที่เอวของนางก็มีแผลลึกจนเห็นกระดูก เลือดเนื้อเละเทะจากการถูกกระบี่เกล็ดทวนฟาดฟัน แม้แผลจะเริ่มสมานตัว แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ชัดเจน
เขาทำแผลให้นางเช่นเดียวกันอย่างเบามือ
ความเจ็บปวดจากการทำแผลทำให้เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ริมฝีปากสั่นระริก แต่นางกลับกัดฟันทนไม่เปล่งเสียงใด ๆ แสดงให้เห็นถึงความอดทนอันน่าทึ่ง
โชคดีที่จิงหนีเป็นยอดฝีมือ มีกำลังภายในแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นแผลสาหัสขนาดนี้คงติดเชื้อไปนานแล้ว
ในยุคนี้ การติดเชื้อย่อมหมายถึงความตาย แต่อิ๋งเว่ยค้นพบว่ากำลังภายในสามารถต้านทานแบคทีเรียและไวรัสได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์นัก
เมื่อทำแผลเสร็จ จิงหนีถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “...อดีตของข้าไม่มีอะไรพิเศษ”
“ตั้งแต่จำความได้ ข้าก็อยู่รวมกับเด็กคนอื่น ๆ ไม่รู้อะไรเลยนอกจากทำตามคำสั่งของหลัวหวัง”
“การฝึกฝนโหดร้ายเพียงใด ฝ่าบาทคงไม่อยากรับรู้ เด็กที่อยู่กับข้าตอนนั้นตายกันหมด เหลือเพียงข้าที่รอดมาได้”
“หลังจากนั้นข้าก็กลายเป็นนักฆ่า รับคำสั่ง ฆ่าเป้าหมาย แล้วก็รอรับคำสั่งใหม่ วนเวียนเช่นนี้ไม่รู้จบ”
“ข้าจำได้เพียงว่า...ข้าฆ่าคนครั้งแรกตอนอายุสิบสาม”
อิ๋งเว่ยจัดเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อย มือสัมผัสแก้มขาวผ่องอย่างแผ่วเบา
“เจ้ารอดมาได้ แสดงว่าเจ้ามีความกระหายอยากมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้า แต่มันช่างย้อนแย้ง หลัวหวังต้องการสร้างเครื่องมือสังหารที่ไร้ความกลัวตาย แต่การจะรอดจากการฝึกอันโหดร้ายกลับต้องอาศัยความอยากมีชีวิตรอดอย่างถึงที่สุด”
“ความอยากมีชีวิตรอดนี้เอง คือความเป็นมนุษย์ในตัวเจ้า ซึ่งหลัวหวังไม่มีวันทำลายได้”
“จิงหนี เหตุใดไม่ลองเปลี่ยนชีวิตดูเล่า อดีตเจ้าไม่มีทางเลือก แต่บัดนี้เจ้ามีโอกาสแล้ว”
“ทำไมไม่ลองมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เพื่อลูกในท้อง เจ้าคงรักเด็กคนนี้มากไม่ใช่หรือ?”
“ในฐานะว่าที่แม่คน เจ้าคงตื่นเต้นที่มีชีวิตน้อย ๆ กำเนิดขึ้นในท้อง เป็นปาฏิหาริย์แห่งชีวิต”
“เสียงหัวใจสองดวง ยังไม่เพียงพอให้เจ้าเข้าใจอีกหรือ?”
อิ๋งเว่ยวางมือลงบนหน้าท้องแบนราบของจิงหนีอย่างทะนุถนอม ลูบไล้แผ่วเบา
จิงหนีกัดริมฝีปากแน่น “...นี่เป็นเพียงเครื่องมือจำเป็นในการสังหารเป้าหมายเท่านั้น”
อิ๋งเว่ยส่ายหน้า “เจ้าหลอกข้าได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ วรยุทธ์เจ้าล้ำเลิศ เพียงตั้งครรภ์ก็คงรู้ตัวทันที”
“ในฐานะนักฆ่าระดับสูง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าใช้ร่างกายเป็นเหยื่อล่อ แต่ในหลัวหวังย่อมมีนักฆ่าหญิงที่เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่ไม่น้อย ภารกิจย่อมมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ ข้าไม่เชื่อว่าหลัวหวังจะมีเมตตาพอจะปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์พักงานเป็นปี ๆ”
“พวกมันอุตส่าห์ปั้นนักฆ่าขึ้นมาได้ จะยอมปล่อยให้เสียของได้อย่างไร ย่อมต้องมีวิธีกำจัดทารกอย่างแน่นอน”
“เจ้าเป็นสตรี ย่อมเคยเรียนรู้เรื่องนี้มาแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ทำ นั่นแสดงว่าเจ้าห่วงใยเด็กคนนี้”
คำพูดของอิ๋งเว่ยทำให้จิงหนีเถียงไม่ออก นางกัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด “การทรยศหลัวหวัง มีแต่ต้องตายสถานเดียว”
อิ๋งเว่ยหัวเราะลั่น “วิสัยทัศน์เจ้าคับแคบเกินไป ในสายตาเจ้า หลัวหวังคงเป็นดั่งยักษ์ ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ต่อให้เป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งอย่างเจ้า หากทรยศก็ต้องตาย ถูกไล่ล่าไปจนสุดขอบฟ้า”
“แต่ในสายตาข้า หรือในสายตาคนอย่างหลี่ปู้เหว่ย หลัวหวังเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ดี ก็เหมือนกับที่เจ้าเป็นเพียงเครื่องมือในสายตาหลัวหวัง”
“ความแข็งแกร่งของหลัวหวัง ไม่ได้มาจากตัวมันเอง แต่มาจากความยิ่งใหญ่ของแคว้นฉิน หากไม่มีแคว้นฉิน หลัวหวังก็เป็นเพียงสำนักเล็ก ๆ ไร้ชื่อ”
“ไม่ต่างจากกลุ่มนักฆ่า ‘เย่ มู่’ (ราตรีทมิฬ) ที่เพิ่งโด่งดัง ไม่ใช่เพราะพวกมันเก่งกาจ แต่เพราะพวกมันได้บารมีแคว้นหาน”
“แม้แคว้นหานจะอ่อนแอที่สุดในเจ็ดแคว้น แต่ก็ยังมากพอที่จะเลี้ยงดูสำนักนักฆ่าเช่นนี้ได้”
“เจ้าเป็นเพียงนักฆ่า มองไม่เห็นภาพรวมจากมุมสูง จึงไม่เข้าใจจุดนี้ หลัวหวังเป็นเพียงกระบี่คมในมือหลี่ปู้เหว่ย เป็นสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้ ... แต่ไม่ว่าจะเป็นกระบี่หรือสุนัข ล้วนเปลี่ยนเจ้าของได้เสมอ”
มือของอิ๋งเว่ยซุกซนไปตามเรือนร่างโค้งเว้าของจิงหนี โดยเฉพาะเรียวขาขาวเนียนในถุงน่องตาข่ายที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ
“เช่นเดียวกัน จิงหนี ในเมื่อเจ้าเป็นกระบี่ เป็นนักฆ่า เจ้าจงรักภักดีต่อหลัวหวัง สู้เพื่อหลัวหวังได้”
“เจ้าก็สามารถจงรักภักดีต่อข้า สู้เพื่อข้าได้เช่นกัน เหมือนกับเฮยไป๋เสวียนเจี่ยน”
อิ๋งเว่ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีสวยเย็นชาคู่นั้น
ถูกจ้องมองเช่นนี้ จิงหนีรู้สึกราวกับถูกอ่านใจจนทะลุปรุโปร่ง นางเบือนหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว
เพียงแค่นี้ อิ๋งเว่ยก็รู้แล้วว่า หัวใจของจิงหนีเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม
“แต่ข้ามีคำถามหนึ่งอยากถามเจ้า”
อิ๋งเว่ยเอ่ยขึ้น
จิงหนีงุนงง “ฝ่าบาทยังมีเรื่องใดไม่เข้าใจอีกหรือเจ้าคะ?”
ในสายตานาง อิ๋งเว่ยรอบรู้ทุกสิ่ง ราวกับทุกอย่างดำเนินไปตามแผนของเขา
อิ๋งเว่ยยิ้มบาง “ข้าก็แค่คนธรรมดา ต่อให้วางแผนรอบคอบเพียงใด ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ นั่นคือใจคน”
“ดังนั้นข้าจึงจะถามเจ้า ที่เจ้าเก็บเด็กคนนี้ไว้ เป็นเพราะสายใยแม่ลูก หรือเพราะข้า?”
คำถามนี้แปลได้ง่าย ๆ ว่า เจ้ารักข้าบ้างไหม? เจ้ารักลูกเพราะสายเลือดตัวเอง หรือเพราะเป็นลูกของข้า?
“เรื่องนี้สำคัญด้วยหรือเจ้าคะ?”
“สำคัญสิ”
“เช่นนั้น ข้าขอถามฝ่าบาทสักข้อได้หรือไม่?”
จู่ ๆ จิงหนีก็เป็นฝ่ายรุกกลับ ทำให้อิ๋งเว่ยประหลาดใจ
“ถามมาสิ”
“ที่ฝ่าบาทไม่ฆ่าข้า เป็นเพราะลูกในท้อง หรือเพราะข้า?”
แววตาเย็นชาของจิงหนี แฝงประกายความคาดหวังและความอ่อนแอวูบหนึ่ง
อิ๋งเว่ยชะงัก ก่อนจะหัวเราะชอบใจ “ข้าว่าแล้ว เจ้าเป็นคนฉลาด หัวใจเจ้ายังไม่ยอมตายจริง ๆ”
“คนไร้ใจ ไร้ความรู้สึก จะไม่มีวันถามคำถามเช่นนี้”
เขาปรับสีหน้าจริงจัง “ข้าไม่อยากโกหกเจ้า และไม่อยากโกหกตัวเอง”
“ที่ข้าไม่ฆ่าเจ้า ไม่ใช่เพราะลูกในท้อง แต่เพราะเจ้า ข้าไม่เคยเป็นพ่อคน ยังไม่เข้าใจความสำคัญของลูก สำหรับเด็กที่ยังไม่เกิดมา ข้ายังไม่มีความผูกพันใด ๆ”
“แต่ตลอดเดือนกว่าที่อยู่กับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นความงามล่มเมืองของเจ้า หรือความอ่อนโยนที่เจ้าเสแสร้งหรืออาจจะเป็นตัวจริงของเจ้าก็ตาม หรืออาจจะเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ บางทีเราอาจเคยผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ข้าบอกได้ว่า ข้ารู้สึกดีกับเจ้า ข้าชอบเจ้า”
เมื่อเผชิญคำสารภาพตรงไปตรงมา จิงหนีได้แต่ก้มหน้าซ่อนความรู้สึก ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ข้าเองก็รู้สึกดีกับฝ่าบาท ที่ข้าเก็บเด็กคนนี้ไว้ ก็ไม่ใช่เพราะสายเลือดเพียงอย่างเดียว”
“เหมือนกับฝ่าบาท... ข้าเองก็เพิ่งจะเป็นแม่คนครั้งแรก ยังไม่เข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นเหมือนกัน”
สีหน้าของอิ๋งเว่ยอ่อนโยนลงมาก “เจ้าพูดความในใจออกมาได้ก็ดี ดึกแล้ว เจ้านอนเถอะ ข้าเองก็เริ่มเพลีย แต่คงปลดโซ่ให้เจ้าไม่ได้”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจเจ้า แต่สถานะของข้าบังคับให้ต้องทำเช่นนี้ อย่างไรเสีย เจ้าก็เคยเป็นนักฆ่าของหลัวหวัง”
จิงหนีพยักหน้าเบา ๆ “ข้าเข้าใจความลำบากใจของฝ่าบาท เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าชอบให้เจ้าเรียกแบบเดิมมากกว่า” อิ๋งเว่ยทิ้งตัวลงนอนหนุนตักนุ่มของจิงหนีที่สวมถุงน่องตาข่ายอย่างสบายใจ เตรียมเข้าสู่นิทรา
“คุณชาย...”
จิงหนีเรียกเสียงหวาน
“อืม”
อิ๋งเว่ยขานรับในลำคอ
จิงหนีลังเลเล็กน้อย ก่อนกระซิบเสียงเบา “...คุณชายเคยถามข้าว่า ชอบชีวิตหรูหราสุขสบายแบบนี้หรือไม่”
“ความจริงแล้ว... ข้าชอบชีวิตตอนที่อยู่กับคุณชายในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงมากกว่าเจ้าค่ะ”
ตอนนั้นนางไม่ต้องกังวลเรื่องภารกิจ เพียงแค่คอยอยู่เคียงข้างเขา ใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุข
สิ่งที่นางโหยหา คือความสงบสุขที่แท้จริง
อิ๋งเว่ยนอนนิ่งอยู่บนตักนาง ไม่ตอบรับ ไม่รู้ว่าเขาได้ยินประโยคนั้นหรือไม่
[จบแล้ว]