เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 52 บุตรผู้นี้ห้ามละเว้นชีวิตโดยเด็ดขาด!

ตอนที่ 52 บุตรผู้นี้ห้ามละเว้นชีวิตโดยเด็ดขาด!

ตอนที่ 52 บุตรผู้นี้ห้ามละเว้นชีวิตโดยเด็ดขาด!


อิ๋งเว่ยนั่งในรถม้า มองจิงหนีที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและอ่อนแรง

“ตลอดเดือนกว่านี้เราต้องเร่งเดินทาง ช่างลำบากนัก อีกไม่นานก็จะถึงตัวเมืองแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะได้พักผ่อนให้สบายเสียที”

บาดแผลของจิงหนียังไม่หายดี และเพื่อป้องกันไม่ให้นางฟื้นคืนวรยุทธ์แล้วฉวยโอกาสลอบทำร้าย อิ๋งเว่ยไม่เพียงใช้โซ่ตรวนพันธนาการนางไว้เท่านั้น แต่ยังให้กินยาสกัดกั้นการโคจรลมปราณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งเสวียนเจี่ยนมอบไว้ให้ก่อนจากลาตลอดวันเว้นวัน

อยู่กับนักฆ่าระดับจิงหนีตามลำพัง หากไม่เตรียมการให้รอบคอบ อิ๋งเว่ยก็ไม่กล้าไว้ใจ

รอจนกลับถึงเสียนหยางที่ซึ่งทุกอย่างจะปลอดภัยกว่านี้มาก เขาถึงจะกล้าปล่อยให้นางเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

จิงหนีส่ายหน้าเบา ๆ แม้ใบหน้าจะยังแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเด่นชัด แต่แววตากลับอ่อนโยนและเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนสมัยที่เคยอยู่ข้างกายเขาที่สำนัก

“ฝ่าบาทอย่าได้ใส่ใจข้าน้อยเลย ข้าน้อยเป็นเพียงนักฆ่า ซ้ำยังมีเจตนาสังหารท่าน ไม่ว่าท่านจะทำเช่นไรกับข้า ก็ล้วนสมควรแก่เหตุ”

อิ๋งเว่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า แต่ทำเพื่อลูกในท้อง อย่างไรเสียเขาก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า”

แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่จิงหนีก็หาได้เชื่อทั้งหมด เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางที่ซึ่งไม่อาจขยับตัวได้ถูกอิ๋งเว่ยดูแลด้วยตนเองทุกอย่าง

สำหรับฉางอันจวินผู้เกิดมาบนกองเงินกองทอง การยอมลดตัวมาดูแลนักฆ่าของหลัวหวังอย่างนาง ทำให้หัวใจของจิงหนีเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนเกินจะอธิบาย

แม้หากนางไม่ใช่นักฆ่า เป็นเพียงนางบำเรอธรรมดา การกระทำของอิ๋งเว่ยก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนหัวใจนางได้

จิงหนีเป็นนักฆ่า แต่ก็ยังเป็นสตรี ลึก ๆ ในใจย่อมมีความอ่อนไหวเช่นหญิงสาวซ่อนอยู่

ขนาดเสวียนเจี่ยน จอมโจรผู้ดิบเถื่อน ยังมีความรักและยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกเมีย แล้วเหตุใดจิงหนีจะเป็นเช่นนั้นบ้างไม่ได้เล่า

อิ๋งเว่ยเลิกสนใจจิงหนีชั่วครู่ หันไปสนทนากับหลี่ซิ่นผ่านประตูรถม้าแทน

“บิดาของนายกองหลี่คือเจ้าเมืองหนานจวิ้นใช่หรือไม่?”

หลี่ซิ่นผู้บังคับรถม้าได้ยินดังนั้นก็ชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าฉางอันจวินจะรู้จักตน ทั้งที่เป็นเพียงนายกองพันเล็ก ๆ ใต้สังกัดแม่ทัพหวังเปิน

การที่บุคคลระดับฉางอันจวินรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ทำให้หลี่ซิ่นรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

“ขอรับ ท่านพ่อเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหนานจวิ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขอรับ” หลี่ซิ่นตอบอย่างนอบน้อม

“เจ้าอยู่ใต้สังกัดแม่ทัพหวังมานานเท่าใดแล้ว?”

“สามปีแล้วขอรับ”

“ประจำการอยู่ชายแดนฉิน-ฉู่ตลอดเลยหรือ?”

“ขอรับ ประจำการที่นี่ตลอด”

“ลำบากเจ้าแล้ว”

“การปกป้องชายแดนเพื่อความยิ่งใหญ่ของแคว้นฉิน คือหน้าที่และเกียรติยศ ข้าน้อยไม่กล้าเรียกสิ่งนี้ว่าลำบากขอรับ”

บทสนทนาดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยอิ๋งเว่ยเป็นฝ่ายถาม และหลี่ซิ่นเป็นฝ่ายตอบ เพราะด้วยฐานะที่ต่างกัน หลี่ซิ่นย่อมไม่กล้าเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน

จากการพูดคุย อิ๋งเว่ยยิ่งมั่นใจว่าคนผู้นี้คือหลี่ซิ่น แม่ทัพผู้ที่จะนำทัพปราบจ้าว พิชิตเยี่ยน และกวาดล้างฉีในอนาคต ก่อนจะจบชีวิตราชการทหารอย่างน่าเศร้าที่แคว้นฉู่

“พวกเรากำลังจะไปที่ใด?” อิ๋งเว่ยถาม

“เรียนท่านจวิน ปลายทางคือเมืองอิ่งตูขอรับ ท่านแม่ทัพได้จัดเตรียมตำหนักบางส่วนในพระราชวังเก่าแคว้นฉู่ไว้ให้ท่านจวินไว้ใช้พำนักแล้ว”

หลี่ซิ่นตอบขณะบังคับรถม้าอย่างระมัดระวัง

ในเขตชายแดนเช่นนี้ เจ้าเมืองมักเป็นขุนนางฝ่ายทหาร โดยเฉพาะเมืองหลวงเก่าของแคว้นฉู่ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเป็นหัวหาดในการบุกแคว้นฉู่ในอนาคต

อิ๋งเว่ยลอบถอนหายใจ เป็นเชื้อพระวงศ์นี่มันสบายจริง ๆ ขนาดมาเมืองร้าง ยังมีคนจัดเตรียมพระราชวังเก่าให้พัก

ชีวิตหรูหราเช่นนี้ ช่างน่าหลงใหลจนไม่อยากจากไปไหน...

อิ๋งเว่ยเลิกม่านรถม้า มองออกไปเห็นทหารองครักษ์นับพันรายล้อมรถม้าของจนอย่างแน่นหนา การเคลื่อนทัพเป็นระเบียบ สอดคล้องกับหลักพิชัยสงคราม ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง

ท่ามกลางวงล้อมของทหารพันนาย ต่อให้เป็นก่ายเนี่ยผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคมาถึงก็ต้องสิ้นชีพ

และด้วยการคุ้มกันระดับนี้ หลัวหวังก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้อีก

“ข้าเห็นทหารเหล่านี้มีวินัยเคร่งครัด การจัดกระบวนทัพรัดกุม แฝงด้วยหลักการรบ ดูท่านายกองหลี่จะเป็นผู้ชำนาญพิชัยสงคราม” อิ๋งเว่ยเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจ

เมื่อได้รับคำชมจากฉางอันจวิน หลี่ซิ่นก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น แฝงความภูมิใจของคนวัยหนุ่ม “ปู่ของข้าน้อยเป็นเจ้าเมืองหลงซี ข้าน้อยไม่ชอบการอ่านตำราวิชาการ แต่หลงใหลการฝึกยุทธ์และศึกษาตำราพิชัยสงคราม เพื่อหวังขยายดินแดนให้แคว้นฉินขอรับ!”

อิ๋งเว่ยยิ้มในใจ หลี่ซิ่นอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ ย่อมมีความห้าวหาญตามวัย

“หากเป็นเช่นนั้น อนาคตของนายกองหลี่ย่อมสดใส ยามนี้หกแคว้นอ่อนแอ เป็นโอกาสทองของแคว้นฉินที่จะแสดงแสนยานุภาพ”

“แม้ตอนนี้เจ้าจะเป็นเพียงนายกองพัน แต่ในสายตาข้า เจ้ามีศักยภาพที่จะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้”

อิ๋งเว่ยรู้ดีว่าคำชมเชยไม่มีราคาค่างวด แต่พูดไปก็ไม่เสียหาย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนยังซื่อตรงกับความรู้สึก

คำชมจากปากเชื้อพระวงศ์เช่นเขามีน้ำหนักมากกว่าคำชมจากคนทั่วไปนับพันเท่า

หลี่ซิ่นได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงก่ำด้วยความปลาบปลื้ม รู้สึกเหมือนได้พบผู้รู้ใจ

คนที่ชมเขาคือฉางอันจวิน ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่คุณชายเจ้าสำราญ แต่เป็นปราชญ์ผู้แตกฉานในหลักขงจื๊อ นิติธรรม และเต๋า ทั้งยังเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม คำชมนี้จึงไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่เป็นการมองเห็นศักยภาพที่แท้จริง

แลในฐานะเชื้อพระวงศ์ หลี่ซิ่นจึงไม่อาจต้านทานคารมคมคายของอิ๋งเว่ยได้

แต่อิ๋งเว่ยก็รู้จังหวะ ไม่ชมจนเกินงาม ตอนนี้เขายังไม่มีอำนาจมอบความดีความชอบให้หลี่ซิ่นได้ แต่การสร้างความประทับใจไว้ก่อน ย่อมเป็นผลดี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะมอบโอกาสและความมั่งคั่งให้หลี่ซิ่น ซึ่งจะทำให้หลี่ซิ่นจงรักภักดีต่อเขาอย่างถวายหัว

นี่คือวิธีที่ผู้ปกครองใช้ซื้อใจคน และความภักดีนี้ก็มาจากอำนาจในมือของผู้ปกครองนั่นเอง

ไม่นาน รถม้าของอิ๋งเว่ยก็เคลื่อนเข้าสู่เมืองอิ่งตู ภายใต้การอารักขาของทหารพันนาย ตรงไปยังพระราชวังเก่าแคว้นฉู่

แม่ทัพร่างใหญ่ในชุดเกราะ นำทหารคนสนิทออกมารอรับที่หน้ารถม้า เขาคือหวังเปิน บุตรชายของแม่ทัพหวังเจี่ยน

หลี่ซิ่นและเหล่าทหารรีบทำความเคารพ “...ท่านแม่ทัพ!”

หวังเปินพยักหน้ารับ ก่อนจะประสานมือคารวะอิ๋งเว่ย “ข้าน้อยมีหน้าที่รักษาเมือง จึงไม่อาจออกไปต้อนรับนอกเมืองได้ ขอท่านจวินโปรดอภัย!”

อิ๋งเว่ยลงจากรถม้า รีบเข้าไปประคองหวังเปินที่กำลังจะคุกเข่า “ท่านแม่ทัพจะมีโทษอันใด? รีบลุกขึ้นเถิด!”

พร้อมกันนั้น เขาก็ลอบสำรวจแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงผู้นี้

ใบหน้ากร้านแดดกร้านลม มุ่งมั่น สงบนิ่ง บุคลิกสมชายชาติทหาร

เมื่อเผชิญหน้ากับแม่ทัพผู้กุมอำนาจ อิ๋งเว่ยต้องเปลี่ยนวิธีเข้าหา เพราะบารมีแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลกับหวังเปิน

แม้หวังเปินจะเคยพบอิ๋งเว่ยในอดีต แต่ตอนนั้นอิ๋งเว่ยเป็นเพียงองค์ชายธรรมดา จึงจำได้ลางเลือน

บัดนี้เมื่อได้พบอีกครั้ง เห็นอิ๋งเว่ยสุภาพอ่อนน้อม สง่างาม ไม่ถือตัว หวังเปินจึงรู้สึกประทับใจ

แต่ความประทับใจก็ส่วนความประทับใจ หวังเปินจะไม่แสดงท่าทีสนิทสนมเกินงาม เพราะนี่คือวิถีการอยู่รอดของตระกูลหวัง

“ท่านจวินเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ข้าน้อยได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร และสุราไว้รับรองแล้วขอรับ”

“ขอท่านจวินวางใจ ในพระราชวังเก่าแห่งนี้ มีทหารกล้าแห่งแคว้นฉินคอยคุ้มกัน จะไม่ยอมให้พวกโจรขี้ขลาดมารบกวนท่านได้เป็นอันขาด”

ประโยคสุดท้ายของหวังเปินแฝงนัยยะลึกซึ้ง

หลี่ซิ่นอาจไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่หวังเปินย่อมรู้ดีว่าการลอบสังหารนี้ไม่ใช่ฝีมือแคว้นเว่ย แต่เป็นเกมการเมืองภายในแคว้นฉิน ฝีมือของหลี่ปู้เหว่ย

เขาบอกเป็นนัยว่า ในกองทัพของเขา อิ๋งเว่ยจะปลอดภัยจากการปองร้ายของหลี่ปู้เหว่ย

ตระกูลหวังไม่ต้องการเป็นศัตรูกับหลี่ปู้เหว่ย แต่ก็จงรักภักดีต่อราชวงศ์ฉิน

เมื่ออิ๋งเว่ยมาขอความคุ้มครอง ในฐานะขุนนาง ตระกูลหวังย่อมต้องปกป้องเชื้อพระวงศ์อย่างสุดความสามารถ

“ได้ยินท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนี้ ข้าก็วางใจ” อิ๋งเว่ยรับหยกพกคืนจากหวังเปิน

หวังเปินนำทางอิ๋งเว่ยไปยังตำหนักหรู อิ๋งเว่ยประคองจิงหนีที่อ่อนแรงและถูกล่ามโซ่เข้าไปภายใน

ไม่มีใครถามว่าสตรีโฉมงามผู้นี้คือใคร หรือเกี่ยวข้องกับอิ๋งเว่ยอย่างไร

หวังเปินและหลี่ซิ่นต่างเป็นคนฉลาด รู้ว่าอะไรควรถาม อะไรไม่ควรถาม

หลังจากส่งจิงหนีเข้าตำหนักและสั่งนางกำนัลให้ดูแล ก็ไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่หวังเปินจัดขึ้น

หวังเปินเชิญนายทหารคนสนิทมาร่วมดื่มกิน นำสุราดีในกองทัพและเนื้อสัตว์มาเลี้ยงต้อนรับ

หลายวันมานี้ อิ๋งเว่ยต้องหลบหนีการตามล่า กินกลางดินกินกลางทราย เมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตหรูหราสมฐานะอีกครั้ง อารมณ์จึงแจ่มใสขึ้นมาก

หลังงานเลี้ยงเลิกรา อิ๋งเว่ยที่เมามายเล็กน้อยก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน โดยไม่พยายามตีสนิทกับหวังเปินเกินความจำเป็น

ในค่ายทหาร หวังเปินที่ดื่มไปไม่น้อย หน้าแดงระเรื่อ ถือจอกสุรามองตามหลังอิ๋งเว่ยไป พลางรำพึง “...ฉางอันจวินผู้นี้ฉลาดล้ำลึกจริง ๆ”

“ตำราที่เขาเขียน ข้าเคยอ่านแล้วเช่นกัน ช่างลึกซึ้งกินใจ ชี้ทางสว่างแห่งการปกครองได้อย่างแท้จริง”

ความฉลาดที่หวังเปินกล่าวถึง ไม่ใช่แค่เรื่องการเขียนตำรา แต่รวมถึงไหวพริบทางการเมืองที่รู้จักวางตัว ไม่ทำให้เขาลำบากใจ

หลี่ปู้เหว่ยมีอำนาจล้นฟ้า ตระกูลหวังจึงต้องระมัดระวังตัว ไม่ปะทะโดยตรง

อิ๋งเว่ยเป็นเพียงฉางอันจวิน ไม่ใช่ฉินอ๋อง ต่อให้หลี่ปู้เหว่ยล้มลง ตระกูลหวังก็ไม่ควรใกล้ชิดอิ๋งเว่ยเกินงาม มิเช่นนั้นอาจนำภัยมาสู่ตัว

และอิ๋งเว่ยเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจจุดนี้ดี จึงไม่พยายามสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง

หวังเปินได้รับการปลูกฝังจากบิดาหวังเจี่ยน ให้เคารพและจงรักภักดีต่อฉางอันจวิน แต่ห้ามสนิทสนมเกินงาม

‘ฉางอันจวินผู้นี้ นอกจากจะปราดเปรื่องแล้ว ยังมีสัญชาตญาณทางการเมืองที่เฉียบคม รู้จักซ่อนคมในฝักตั้งแต่ยังเยาว์’

‘เมื่อเขากลับถึงเสียนหยาง ผนึกกำลังกับฉินอ๋อง แคว้นฉินคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่’

คนฉลาดหรือโง่ดูได้ตั้งแต่วัยเด็ก อิ๋งเว่ยในอดีตที่ดูธรรมดา จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในเวลาสี่ปีได้อย่างไร?

นั่นพิสูจน์ว่าฉางอันจวินฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่ต้น แต่รู้จักอ่านสถานการณ์และซ่อนตัว นี่คือ ‘ฉลาดแต่แสร้งโง่’ ของจริง

และด้วยเหตุนี้ หลี่ปู้เหว่ยจึงพยายามกำจัดเขาอย่างสุดความสามารถ

บุตรผู้นี้ห้ามละเว้นชีวิตโดยเด็ดขาด!

...

ขณะเดียวกัน เมื่ออิ๋งเว่ยกลับถึงตำหนัก เขาไล่นางกำนัลออกไป เหลือเพียงเขากับจิงหนีที่นั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง

มองดูเรือนร่างอรชรที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน และเรียวขาขาวผ่องในถุงน่องลายตาข่ายแมงมุม อิ๋งเว่ยก็เกิดความคิดบางอย่าง... วันนี้ลองเล่นบทอันตรายที่ถูกพันธนาการดูบ้างดีไหมนะ?

คิดได้ดังนั้นหัวใจเขาก็เริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างไม่ปิดบัง

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 52 บุตรผู้นี้ห้ามละเว้นชีวิตโดยเด็ดขาด!

คัดลอกลิงก์แล้ว