เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 51 คารวะฉางอันจวิน!

ตอนที่ 51 คารวะฉางอันจวิน!

ตอนที่ 51 คารวะฉางอันจวิน!


รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวอยู่บริเวณชายแดนฉิน-ฉู่

ภูมิประเทศบริเวณนี้ราบเรียบกว้างใหญ่สุดสายตา สองฟากทางว่างเปล่า ไร้สิ่งปลูกสร้างใด ๆ มีเพียงรถม้าคันเดียวที่เคลื่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด จนบรรยากาศดูอ้างว้างอย่างประหลาด

ทันใดนั้น บนเส้นขอบฟ้าไกลออกไปก็ปรากฏธงรบของกองทัพฉินปลิวไสว ตามมาด้วยเสียงกีบม้ากระทบพื้นดังกึกก้อง กองทหารม้าพันนายที่เกรียงไกรปรากฏขึ้นในระยะสายตา

“ย่าห์! ย่าห์!”

เสียงควบม้าดังประสาน แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายอำมหิตของทหารศึกแผ่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบในพริบตา

ม้าเทียมรถที่สัมผัสถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวถึงกับสั่นสะท้าน ย่ำเท้าไม่เป็นจังหวะ พ่นลมหายใจฟืดฟาดด้วยความตื่นตระหนก ส่วนสารถีแทบสิ้นสติ นั่งตัวแข็งทื่อ สีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

เพียงไม่นาน กองทหารม้าพันนายก็หยุดทัพห่างจากรถม้าไม่ไกล พวกเขาตั้งขบวนอย่างเป็นระเบียบ เงียบสงัดราวรูปสลัก แสดงถึงวินัยเหล็กของยอดทหารแห่งแคว้นฉิน

“หยุด!”

แม่ทัพผู้นำขบวนดึงบังเหียนม้าจนตั้งหลักมั่น แล้วตะโกนถามเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ

“ข้าขอถาม...ใช่รถม้าของฉางอันจวินหรือไม่?”

“ใช่”

เสียงตอบรับอันชัดเจน สุขุม และหนักแน่นของเด็กหนุ่มดังออกมาจากภายในรถม้า

แม่ทัพถามต่อ “ไม่ทราบว่าท่านจวินมีตราประทับยืนยันหรือไม่?”

พูดพลางส่งสัญญาณให้ทหารนายหนึ่งก้าวเข้าไปตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง

ม่านหน้าต่างถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นคุณชายหนุ่มในอาภรณ์แพรไหมเรียบหรู

ใบหน้าขาวผ่องราวหยก บุคลิกสง่างาม ท่าทางสุภาพอ่อนโยน แม้จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า แต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีที่ทำให้ผู้คนยำเกรง ราศีแห่งความสูงศักดิ์ฉายชัดโดยไม่ต้องเสแสร้ง

เพียงเหลือบมองแวบเดียว แม่ทัพผู้นั้นก็เชื่อสนิทใจว่านี่คือฉางอันจวิน เพราะบุคลิกเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลียนแบบได้ง่าย ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น การยืนยันตัวตนด้วยตราประทับก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

อิ๋งเว่ยหยิบตราหยกขนาดประมาณสองนิ้วออกมาจากอกเสื้อ นี่คือเครื่องยืนยันฐานะฉางอันจวินของเขา

บรรดาศักดิ์ “จวิน” คือชั้นสูงสุดในเจ็ดแคว้น ผู้ได้รับแต่งตั้งต้องพกตรานี้ติดตัวตลอดเวลา และห้ามทำสูญหายโดยเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้ สิ่งที่อิ๋งเว่ยให้เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนนำไปแสดงเป็นเพียงหยกพกสลักอักษร ‘เว่ย’ ซึ่งเป็นของใช้ส่วนตัวเท่านั้น ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันฐานะได้

อิ๋งเว่ยส่งตราประทับให้ทหาร พร้อมกับม้วนไม้ไผ่อีกชิ้นหนึ่งไปพร้อมกัน

ทหารนำของทั้งสองสิ่งกลับไปให้แม่ทัพตรวจสอบ

แม่ทัพพิจารณาตราประทับอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าตราประทับเป็นของจริง จึงคลี่ม้วนไม้ไผ่ออก ปรากฏว่าเป็นลายพระหัตถ์ของฉินอ๋อง พร้อมประทับตราประจำพระองค์ ฐานะของอิ๋งเว่ยก็ได้รับการยืนยันอย่างสิ้นสงสัย

แม่ทัพรีบกระโดดลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ก้มหน้าประสานมือคารวะ “ข้าน้อย นายกองพันหลี่ซิ่น ขอคารวะฉางอันจวิน!”

สิ้นเสียงหลี่ซิ่น ทหารฉินหนึ่งพันนายก็พร้อมใจกันคุกเข่า เสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่วทุ่ง “...คารวะฉางอันจวิน!”

มองดูเหล่าทหารหาญผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างโชกโชน ผู้ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บแห่งแคว้นฉิน กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเป็นทิวแถว ศีรษะก้มต่ำไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง

วินาทีนั้น อิ๋งเว่ยรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่คับอก ราวกับยืนอยู่บนยอดเขาเสียดฟ้า มองลงมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง

ความรู้สึกนี้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า...ลูกผู้ชายไม่อาจไร้อำนาจได้แม้แต่วันเดียว!

ผู้ที่ไม่เคยลิ้มรสแห่งอำนาจ ย่อมไม่อาจรู้ว่ามันหอมหวานเพียงใด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้คนมากมายจึงแก่งแย่งชิงอำนาจ ยอมแลกด้วยทุกสิ่งอย่างเพื่อมัน

อิ๋งเว่ยสูดหายใจลึก ข่มความโลภในใจ เตือนสติว่าอำนาจเปรียบดั่งยาพิษ ต้องเป็นผู้ควบคุมมัน ไม่ใช่ถูกมันควบคุม

“ข้าน้อยล่วงเกินท่านจวิน เขตแดนทหารต้องเข้มงวด ไส้ศึกฉู่มีมาก ลำพังหยกพกชิ้นเดียวไม่อาจใช้ยืนยันได้ครบถ้วน ขอท่านโปรดลงโทษ!” หลี่ซิ่นรีบขอขมาด้วยใจระทึก

ยอมรับตามตรง ตอนได้รับภารกิจมารับตัวฉางอันจวิน เขาไม่ค่อยเต็มใจนัก

ทหารแนวหน้าเช่นเขาไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับพวกเชื้อพระวงศ์ เพราะคนพวกนี้มักเย่อหยิ่งจองหอง หากไม่พอใจที่ถูกตรวจสอบ ก็อาจด่าทอหรือสั่งลงโทษในทันทีโดยไม่ฟังเหตุผล ซึ่งเขาก็ทำได้แค่ยอมรับ

แม้ตำราซางจวินและกฎหมายฉินจะเขียนไว้อย่างงดงามว่าทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย แต่ใครเชื่อก็โง่เต็มทน ‘โอรสสวรรค์ทำผิดโทษเท่าสามัญชน’ เป็นเพียงคำพูดที่เมื่อใครหลงเชื่อมีหวังหัวได้หลุดจากบ่า

ชนชั้นสูง โดยเฉพาะเชื้อพระวงศ์ ย่อมเป็นข้อยกเว้นเสมอ!

อิ๋งเว่ยหัวเราะเบา ๆ “นายกองหลี่จะมีความผิดอันใด? เจ้าเพียงทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของชายแดนฉิน ลุกขึ้นเถิด ต่อจากนี้ ยังต้องรบกวนเจ้าและเหล่าทหารคุ้มกันข้าไปถึงเมืองอิ่งตู”

อิ๋งเว่ยย่อมเข้าใจดีว่าหยกพกชิ้นเดียวย่อมไม่อาจทำให้หวังเปินวางใจได้ หากเขาเกิดเป็นอะไรไประหว่างทาง แล้วศัตรูนำของใช้ส่วนตัวมาหลอกให้เปิดประตูเมือง นั่นจะเป็นเรื่องใหญ่

ด้วยความสามารถของหวังเปิน เขาไม่มีทางพลาดท่าโง่ ๆ แบบนั้น

แม้อิ๋งเว่ยจะติดนิสัยเสียของพวกเชื้อพระวงศ์มาบ้าง แต่ด้วยจิตวิญญาณของคนยุคใหม่ ตราบใดที่ไม่กระทบถึงชีวิตและความตาย หากมีเหตุผลรองรับ เขาก็ค่อนข้างอะลุ่มอล่วย

“ขอบพระคุณท่านจวินที่เมตตา!”

หลี่ซิ่นโล่งใจ รีบคำนับ ฉางอันจวินผู้นี้ช่าง ‘มีคุณธรรมและเด็ดขาด’ สมคำร่ำลือ

แต่เขาก็ไม่กล้าลำพองใจ เพราะรู้ดีว่าฉางอันจวินผู้นี้เชี่ยวชาญนิติธรรม และคนของนิติธรรมเกลียดที่สุดคือพวกได้คืบจะเอาศอก ถึงตอนนั้นคงไม่มีคุณธรรมและความเมตตาหลงเหลือ มีแต่บทลงโทษอันเฉียบขาดเท่านั้น

หลี่ซิ่นเดินเข้าไปส่งคืนตราประทับและม้วนไม้ไผ่ให้อิ๋งเว่ยอย่างนอบน้อม

สายตาของเขาเหลือบไปเห็นคนขับรถม้า เป็นชายวัยสามสิบเศษ ผิวคล้ำ รูปร่างผอมเกร็ง สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ กำลังตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านจวิน สารถีผู้นี้คือ...?”

อิ๋งเว่ยปรายตามองคนขับรถแวบหนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ทหารองครักษ์และสารถีของข้าถูกสังหารที่แคว้นเว่ยหมดสิ้น คนผู้นี้ข้าจ้างมาจากแคว้นเว่ย เขาชำนาญการขับรถม้า เคยติดตามกองคาราวานสินค้าจึงรู้เส้นทางดี”

“เหตุการณ์คับขัน ข้าไม่มีทางเลือกอื่น จึงมอบเงินให้เขาเล็กน้อย ให้เขาช่วยขับรถให้”

ข่าวที่อิ๋งเว่ยให้เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนส่งไปคือ เขาถูกลอบโจมตี และขอให้หวังเปินส่งคนมารับ

หลี่ซิ่นได้ฟังก็โกรธจัด “แคว้นเว่ยช่างบังอาจนัก ถึงกล้าลอบทำร้ายท่านจวิน!”

อิ๋งเว่ยไม่ตอบ หลี่ซิ่นตำแหน่งยังต่ำต้อย ย่อมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่านี่เป็นศึกอำนาจภายในแคว้นฉิน ไม่เกี่ยวกับแคว้นเว่ย

แต่หวังเปินน่าจะรู้ดีว่าการลอบโจมตีนี้เป็นผลพวงจากการแย่งชิงอำนาจภายใน แต่เรื่องน่าอับอายภายในบ้าน ไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกรู้

ดังนั้น ต่อให้แคว้นเว่ยไม่ได้ทำ ก็ต้องรับเคราะห์แทนไป

‘อืม... วันหน้าคงต้องหาโอกาสไปตีเมืองแคว้นเว่ยสักสองสามเมือง ถือเป็นการแก้แค้นให้ตัวเอง หรือถ้าทำลายแคว้นเว่ยได้เลยก็ยิ่งดี’ อิ๋งเว่ยคิดในใจ

“ท่านจวิน สารถีผู้นี้เป็นคนนอก ไว้ใจไม่ได้ ให้ข้าน้อยขับรถให้ท่านเองเถิดขอรับ!”

เรื่องที่อิ๋งเว่ยถูกลอบโจมตีมาก่อนหน้านี้ หลี่ซิ่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้เขารับหน้าที่คุ้มกันแล้ว ย่อมไม่อาจวางใจคนขับรถแปลกหน้าได้

หากคนผู้นี้เป็นสายลับ รอจังหวะลงมือตอนใกล้ถึงแคว้นฉิน หากฉางอันจวินเป็นอะไรไป เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด

ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก หัวหลุดจากบ่าอย่างเดียวยังไม่พอ อาจลามปามไปถึงครอบครัวได้

โดยเฉพาะเมื่อฉางอันจวินเป็นน้องชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของฉินอ๋อง และทุกคนต่างรู้ดีว่าฉินอ๋องรอคอยน้องชายผู้นี้กลับมาอย่างใจจดใจจ่อเพียงใด

หากเกิดอะไรขึ้นกับฉางอันจวิน มีสิบหัวก็ไม่พอให้ตัด

อิ๋งเว่ยพยักหน้า นายทหารหนุ่มผู้นี้ช่างรอบคอบสมกับเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในยุคจั้นกั๋ว

เขามองหลี่ซิ่นด้วยแววตาพินิจ ในใจรู้ดี ... นี่คือบุคคลสำคัญในอนาคต

คนส่วนใหญ่อาจจำหลี่ซิ่นได้จากความมั่นใจเกินเหตุ ที่นำทัพฉินสองแสนนายบุกแคว้นฉู่จนพ่ายแพ้ยับเยิน เสียชื่อเสียงป่นปี้

แต่สาเหตุหลักของความพ่ายแพ้นั้น ไม่ได้อยู่ที่หลี่ซิ่น หากแต่เกิดจากการทรยศของชางผิงจวิน เพราะก่อนหน้านั้น หลี่ซิ่นรบชนะมาตลอด

ด้วยกฎหมายที่เข้มงวดของแคว้นฉิน หากหลี่ซิ่นพ่ายแพ้เพราะความประมาทจริง จุดจบต้องเลวร้ายกว่ายิ่งกว่านั้น

แต่สุดท้าย หลี่ซิ่นเพียงแค่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีการลงโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตหรือกวาดล้างตระกูล และลูกหลานของเขาก็ยังมีชื่อเสียงสืบต่อมา อย่างเช่น ‘แม่ทัพบิน’ หลี่กวาง ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก

แสดงให้เห็นว่าราชสำนักฉินไม่ได้โยนความผิดทั้งหมดให้หลี่ซิ่น แต่ความพ่ายแพ้ก็คือความพ่ายแพ้ เขาจึงไม่ได้รับโอกาสให้คุมทัพอีก และต้องออกจากราชการไปอย่างเงียบ ๆ

แต่ก่อนหน้าความพ่ายแพ้ครั้งนั้น หลี่ซิ่นเคยสร้างผลงานร่วมกับหวังเจี่ยนในการตีแคว้นจ้าว เอาชนะเยี่ยนตันที่แม่น้ำอี้สุ่ย และจับตัวเยี่ยนอ๋องร่วมกับหวังเปิน จนกระทั่งพิชิตแคว้นฉีได้สำเร็จ นับเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือคนหนึ่งของยุค!

แน่นอนว่าตอนนี้หลี่ซิ่นเป็นเพียงนายกองพันใต้สังกัดหวังเปิน ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ

อิ๋งเว่ยตาวาววับ ครุ่นคิดถึงตัวตนของหลี่ซิ่น

อำนาจทางทหารเป็นสิ่งสำคัญ หากอยากมีชีวิตที่มั่นคง ต้องมีกองทัพในมือ สาเหตุที่อิ๋งเจิ้งถูกหลี่ปู้เหว่ยกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ก็เพราะขาดกำลังทหารหนุนหลัง

แต่การมีกำลังทหารเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีแม่ทัพที่ไว้ใจได้ด้วย และหลี่ซิ่นที่อยู่ตรงหน้า คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม

อนาคตได้พิสูจน์ความสามารถของเขาแล้ว และในตอนนี้เขาก็ยังมีตำแหน่งไม่สูง เหมาะแก่การดึงตัวมาเป็นพวกอย่างยิ่ง

ส่วนตระกูลหวังและตระกูลเหมิง อิ๋งเว่ยคิดว่าไม่ควรไปข้องเกี่ยวมากนัก เพราะทั้งสองตระกูลกุมอำนาจทางทหารส่วนใหญ่ของแคว้นฉิน หากทำตัวสนิทสนมเกินไป อาจทำให้พี่เจิ้งระแวงและเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์พี่น้องได้

ในฐานะจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ อิ๋งเจิ้งย่อมต้องรักษาสมดุลแห่งอำนาจ

ย้ำเตือนกันอีกครั้ง... อย่าได้คิดทดสอบใจคน และยิ่งอย่าได้ริอ่านทดสอบใจจักรพรรดิ

อิ๋งเว่ยเชี่ยวชาญศาสตร์นิติธรรม เขาไม่จำเป็นต้องรอให้อิ๋งเจิ้งจัดวางตำแหน่งให้ ขอเพียงเขาวางตัวให้เหมาะสม เขาก็จะเป็นพี่น้องที่รักใคร่ปรองดองกับอิ๋งเจิ้งไปตลอดชีวิต

เป้าหมายของอิ๋งเว่ยชัดเจนมาตลอด เขาไม่อยากเป็นอัครมหาเสนาบดีเพราะเหนื่อยเกินไป เขาอยากเป็นอ๋องผู้เสพสุขสบาย ๆ มากกว่า

ด้วยฐานะฉางอันจวิน เขาก็เป็นรองเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นอยู่แล้ว แต่การจะเป็นอ๋องผู้เสพสุขได้อย่างสบายใจ ก็จำเป็นต้องมีอำนาจอยู่ในมือ และอำนาจทางทหารส่วนหนึ่งคือสิ่งที่ต้องคว้าไว้ให้ได้!

อ๋องที่ไร้อำนาจ ก็ไม่ต่างจากปลาบนเขียง รอวันถูกเชือดเท่านั้น หาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 51 คารวะฉางอันจวิน!

คัดลอกลิงก์แล้ว