- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 50 หลอมรวมร้อยสำนักให้เป็นหนึ่ง
ตอนที่ 50 หลอมรวมร้อยสำนักให้เป็นหนึ่ง
ตอนที่ 50 หลอมรวมร้อยสำนักให้เป็นหนึ่ง
รถม้าเคลื่อนห่างออกไปทีละน้อย
อิ๋งเว่ยนั่งพิงข้างหน้าต่าง เลิกม่านมองย้อนกลับไปยังทิศทางที่เพิ่งจากมา เห็นเพียงกลุ่มควันดำพวยพุ่งเสียดฟ้า หุบเขาทั้งผืนกำลังถูกกลืนด้วยเปลวไฟ
สมรภูมิสังหารที่เพิ่งคร่าชีวิตผู้คนไปนับร้อย ซึ่งหลายศพเป็นฝีมือของเฮยไป๋เสวียนเจี่ยน เพื่อตัดช่องทางสืบสวนของหลัวหวังให้สิ้นซาก วิธีที่ดีที่สุดย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว...เผาทุกสิ่งให้มอดไหม้สิ้นซาก
อิ๋งเว่ยเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของเสวียนเจี่ยน จึงมองอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะละสายตาจากไป
...
สามวันต่อมา
ชายร่างสูงใหญ่ สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า แต่งกายในชุดของหลัวหวัง ได้ปรากฏตัวขึ้น ณ หุบเขาแห่งนั้น
นักฆ่าหลัวหวังหลายสิบนายกระจายกำลังตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียด หวังจะพบเบาะแสที่หลงเหลืออยู่
เยี่ยนรื่อยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาอำมหิตภายใต้หน้ากาก
ทุกตารางนิ้วคือแผ่นดินที่ถูกไฟเผาไหม้เกรียม แม้แต่ต้นไม้ก็กลายเป็นถ่านดำ
ท่ามกลางกองเถ้าถ่าน ปรากฏซากโครงกระดูกกระจัดกระจาย บางชิ้นแหลกละเอียดจนจำเค้าเดิมไม่ได้
จะสืบหาความจริงจากกองเถ้าถ่านเช่นนี้…ย่อมยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เยี่ยนรื่อใช้ฝักกระบี่เขี่ยกองเถ้าถ่าน พลิกศพขึ้นมาดูสองสามร่าง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างหัวเสีย รับรู้ได้ทันทีว่าเบาะแสทั้งหมดที่นี่ถูกตัดขาด
ซากศพเหล่านี้คงถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชัดเจนว่าผู้ลงมือ ต้องการทำลายทุกสิ่งอย่างถึงที่สุด
นับตั้งแต่หลัวหวังสวามิภักดิ์ต่ออัครมหาเสนาบดีหลี่ปู้เหว่ย ทางสำนักก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น
ด้วยการสนับสนุนทั้งเงินทุนและอำนาจ การเติบโตของหลัวหวังจึงก้าวกระโดดเกินใคร
แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ ก็นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการขาดคนที่ “ใช้งานได้จริง”
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เยี่ยนรื่อต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เร่งสร้างนักฆ่ารุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนคนเก่า
และเพราะนักฆ่าส่วนใหญ่เป็นเพียงเครื่องจักรสังหาร ขาดไหวพริบและการตัดสินใจ เยี่ยนรื่อจึงจำต้องลงมาคุมงานด้วยตัวเอง พร้อมกับปั้นมือขวาที่ไว้ใจได้มาช่วยแบ่งเบาภาระ
ทว่าอำนาจของเยี่ยนรื่อจำกัดอยู่เพียงหน่วย ‘ฟ้าสังหาร’ และ ‘ดินพิฆาต’ เท่านั้น
ส่วนเครือข่ายข่าวกรอง ‘ภูตพราย’ และ ‘ปีศาจมาร’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของหลัวหวัง กลับอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของหลี่ปู้เหว่ย
แม้จะปรารถนาอำนาจในส่วนนั้นเพียงใด แต่ต่อหน้าหลี่ปู้เหว่ย เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดล่วงเกิน
เขารู้ดีว่านักฆ่าระดับฟ้าและดินเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนตัวเขาที่ควบคุมนักฆ่าเหล่านี้ แม้ดูมีอำนาจ แต่แท้จริงก็เป็นเพียงผู้รับคำสั่งจากหลี่ปู้เหว่ย
มีเพียงการครอบครองทั้ง ‘ภูตพราย ปีศาจมาร’ และ ‘ฟ้าสังหาร ดินพิฆาต’ เท่านั้น หลัวหวังจึงจะสำแดงอานุภาพสูงสุด และผู้ครอบครองจึงจะได้มาซึ่งอำนาจมหาศาล
ด้วยภาระงานที่ต้องลงมือเองเกือบทั้งหมด ตลอดสิบปีมานี้ เยี่ยนรื่อจึงเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
โดยเฉพาะภารกิจสำคัญ เขาจำต้องลงมาควบคุมด้วยตนเอง แม้จะไม่ได้ลงมือเองก็ตาม เช่นภารกิจสังหารเฉิงเจียวของเสวียนเจี่ยน หรือภารกิจสังหารอิ๋งเว่ยของจิงหนีในครั้งนี้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาสามารถรุดมายังที่เกิดเหตุได้ทันทีที่ทราบข่าว เพราะเขาเฝ้าดูอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด
“นักฆ่าหลัวหวังนับร้อย แถมจิงหนียังเป็นผู้ลงมือ ทำไมถึงยังล้มเหลว?”
เยี่ยนรื่อครุ่นคิดไม่ตก ข่าวกรองล่าสุดระบุชัดเจนว่าจิงหนีได้รับความไว้วางใจจากฉางอันจวิน และรู้กำหนดการออกจากเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงอย่างแน่ชัด
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน อิ๋งเว่ยออกจากสำนักตามกำหนด เดินทางจากแคว้นฉีเข้าสู่แคว้นเว่ย แผนการลอบสังหารดำเนินไปตามขั้นตอน แต่ผลลัพธ์กลับผิดพลาดอย่างมหันต์
ด้วยฝีมือระดับจิงหนี ผสานกำลังการลอบสังหารจากระยะประชิด ฉางอันจวินผู้นั้นไม่น่าจะมีโอกาสรอดชีวิตได้
เยี่ยนรื่อจนปัญญาจะหาคำตอบ และไม่เฉลียวใจเลยว่าจะมีหนอนบ่อนไส้ในหลัวหวัง
เพราะผู้รู้เห็นภารกิจนี้มีน้อยนิด และคนเหล่านั้นก็ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับฉางอันจวินได้
“ท่านหัวหน้า ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ขอรับ” นักฆ่าคนหนึ่งรายงาน
แม้จะพอเดาคำตอบได้ แต่เยี่ยนรื่อก็ยังถามย้ำอย่างไม่ยอมแพ้ “ไม่พบอะไรที่มีประโยชน์เลยรึ?”
ทันใดนั้น นักฆ่าอีกคนก็รายงานแทรกขึ้นมา “ท่านหัวหน้า ทางนี้พบรอยล้อรถขอรับ!”
เยี่ยนรื่อตาเป็นประกาย รีบตามไปดูรอยล้อรถนั้น ก่อนจะสั่งการเสียงดัง “ตามไป!”
ทว่าหลังจากนำกำลังไล่ตามไปได้สิบกว่าลี้ ร่องรอยทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ที่ให้สืบต่อ
เยี่ยนรื่อตรวจสอบจุดที่รอยหายไปอย่างละเอียด สีหน้ายิ่งเคร่งเครียด รู้ทันทีว่ามียอดฝีมือลบร่องรอย เพื่อไม่ให้หลัวหวังตามเจอ
“สี่ปีมานี้ ฉางอันจวินได้ติดต่อกับใครเป็นพิเศษบ้างหรือไม่?” เยี่ยนรื่อเรียกหัวหน้าหน่วยข่าวกรองมาสอบถาม
อีกฝ่ายลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ
“เรียนท่านหัวหน้า เราเฝ้าจับตาดูฉางอันจวินมาตลอดสี่ปี แต่กำลังคนในแคว้นฉีของเรามีจำกัด และเพิ่งจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังเมื่อปีก่อนนี่เอง อีกทั้งฉางอันจวินยังเอาแต่เก็บตัวอยู่ในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราเข้าไม่ถึง ดังนั้นเรื่องที่ว่าเขาพบปะผู้ใดบ้าง ข้าน้อยมิอาจทราบได้ขอรับ”
เยี่ยนรื่อไม่ได้ตำหนิ เพราะชื่อเสียงของฉางอันจวินเพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาเมื่อปีก่อนนี้เอง
ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะตอนอยู่ในวังเสียนหยาง หรือตอนออกเดินทางศึกษาหาความรู้ เขาเป็นเพียงองค์ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
แม้จะได้เป็นศิษย์ของสวินจื่อแห่งสำนักขงจื๊อ ก็ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร
จนกระทั่งเมื่อราวหนึ่งปีก่อน องค์ชายผู้ไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้นี้ ได้ส่งม้วนไม้ไผ่ชุดหนึ่งจากสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงกลับไปยังวังเสียนหยาง
ในนั้นบรรจุผลงานเขียนร่วมกันระหว่างเขากับหานเฟย องค์ชายเก้าแห่งแคว้นหาน รวมถึงแนวคิดทางการเมืองของตนเอง
เนื้อหาอัดแน่นไปด้วยกลวิธีแห่งนิติธรรม ศาสตร์แห่งราชา และแนวคิดการปกครองแบบ ‘คุณธรรมคู่พระเดช’ ที่เขาเชิดชู
เมื่อฉินอ๋องได้อ่าน ก็ทรงโปรดปรานยิ่งนัก ถึงขั้นเร่งรัดให้น้องชายรีบกลับแคว้น
แม้แต่หลี่ปู้เหว่ยเองเมื่อได้อ่าน ก็ยังออกปากชมว่าเขามีพรสวรรค์ในการปกครอง และได้คัดลอกผลงานของเขาลงตำรา ‘ลวี่ซื่อชุนชิว’ ของตน
หลี่ปู้เหว่ยทุ่มเงินมหาศาล รวบรวมปราชญ์ทั่วหล้ามาช่วยกันรวบรวมตำราเล่มนี้ ซึ่งผสมผสานแนวคิดของสำนักเต๋า นามธรรม นิติธรรม ขงจื๊อ เกษตรกรรม การทหาร และหยินหยาง เข้าไว้ด้วยกัน เรียกได้ว่าหลอมรวมร้อยสำนักให้เป็นหนึ่ง!
เป้าหมายของหลี่ปู้เหว่ยคือการค้นหาอุดมการณ์ที่จะใช้ปกครองแผ่นดินหลังการรวมชาติ
แม้วิธีการของสำนักผสมผสาน (จ๋าเจีย) ของหลี่ปู้เหว่ยจะถูกสำนักอื่นดูแคลน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำราที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เล่มนี้ คือการรวบรวมภูมิปัญญาของร้อยสำนักไว้อย่างแท้จริง
ส่วนตำรา ‘เต๋อซิง’ (คุณธรรมและบทลงโทษ) ของอิ๋งเว่ย ก็ยึดแนวทางเต๋าเป็นแกนหลักเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ผสมผสานทฤษฎีมากมายเท่าหลี่ปู้เหว่ย เน้นเพียงนิติธรรมและขงจื๊อเป็นกิ่งก้านสาขา
นั่นเพราะหลี่ปู้เหว่ยเพียงรวบรวมแนวคิดจากผู้อื่นมาเรียบเรียงโดยเหล่าปัญญาชนในสังกัด
แต่อิ๋งเว่ยได้ศึกษากับสวินจื่อจนแตกฉานในแก่นแท้ของขงจื๊อ และมีหานเฟย ศิษย์พี่ผู้เชี่ยวชาญนิติธรรมคอยชี้แนะ ผลงานของเขาจึงลึกซึ้งในหลักเต๋า ขงจื๊อ และนิติธรรมอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้หลี่ปู้เหว่ยทึ่งที่สุด คืออิ๋งเว่ยดูเหมือนจะล่วงรู้รูปแบบการปกครองหลังการรวมแผ่นดินล่วงหน้า จึงสามารถนำเสนอทฤษฎีที่มีหลักการและเหตุผลรองรับได้อย่างชัดเจน
ในขณะที่หลี่ปู้เหว่ยยังคงลองผิดลองถูกกับแนวคิดร้อยสำนัก ใครจะคิดว่าอิ๋งเว่ยกลับกล้าฟันธงถึงรายละเอียดปลีกย่อยได้อย่างแม่นยำ จนถึงกับต้องถอนหายใจ ยอมรับว่าตนมองข้ามความสามารถอันล้ำเลิศของฉางอันจวินไปเสียสนิท
และเมื่อตระหนักได้ถึงความสามารถนี้ หลี่ปู้เหว่ยจึงเริ่มหวาดระแวง นำไปสู่การจับตามองอิ๋งเว่ยอย่างใกล้ชิดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
ยิ่งเมื่อมีข่าวลือว่า ‘อิ๋งเจิ้งเป็นบุตรของหลี่ปู้เหว่ย’ แพร่สะพัด เขาก็ยิ่งหมายหัวอิ๋งเว่ย
ในแผนการลอบสังหาร หลี่ปู้เหว่ยผู้ไม่นิยมใช้วิธีสกปรก ถึงกับลงมาวางแผนด้วยตนเอง
เขาตัดสินใจเลือกจิงหนี นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งชั้นอักษรฟ้า ผู้มีความงามเป็นเลิศ ให้แฝงตัวเข้าไปเป็นนางบำเรอเพื่อลอบสังหาร
เดิมทีจิงหนีถูกวางตัวไว้จัดการเว่ยอู๋จี้ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว อิ๋งเว่ยดูจะเป็นภัยคุกคามมากกว่าจึงตัดสินใจส่งจิงหนีไปอยู่ข้างกายอิ๋งเว่ย เพราะรู้ดีว่าจุดอ่อนสำคัญของฉางอันจวินคือ ‘ความมักมากในกาม’
เขาถึงขั้นสร้างประวัติปลอมให้จิงหนีอย่างแนบเนียน หากอิ๋งเว่ยตรวจสอบ ก็จะพบเพียงประวัติของหญิงสาวธรรมดาที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ
ขนาดแม่ของอิ๋งเจิ้ง เขายังเคยยกให้คนอื่นมาแล้ว การจะยกนางบำเรอให้อีกสักคน ใครจะกล้าสงสัย
แต่ใครจะคาดคิดว่า แม้จะวางแผนรัดกุมเพียงนี้ ก็ยังล้มเหลว
ขนาดเฉิงเจียวยังถูกหลี่ปู้เหว่ยกำจัดได้ แต่ฉางอันจวินผู้ดูไร้พิษสง กลับรอดพ้นเงื้อมมือไปได้อย่างปาฏิหาริย์
เยี่ยนรื่อเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นต่อฉางอันจวินผู้นี้
เขาหลบหนีการตามล่าได้อย่างไร? รู้ตัวตนของจิงหนีได้อย่างไร? ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาเขาทำอะไรบ้าง? และตอนนี้จิงหนีเป็นตายร้ายดีอย่างไร? ไม่มีใครรู้คำตอบนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขากลับแคว้นฉินในเวลานี้ จะมีแผนการอะไรซ่อนอยู่?
ยิ่งไม่รู้ ยิ่งน่าหวาดกลัว
เมื่อเขากลับถึงแคว้นฉิน อิ๋งเจิ้งที่เพิ่งเสียเฉิงเจียวไป ย่อมได้แขนขวาคนใหม่มาแทนที่ หากสองพี่น้องร่วมมือกัน หลี่ปู้เหว่ยคงต้องเจอศึกหนัก
เพราะอย่างไรเสีย อิ๋งเจิ้งและอิ๋งเว่ยก็คือสายเลือดกษัตริย์ที่แท้จริง ส่วนหลี่ปู้เหว่ยเป็นเพียงขุนนาง
‘หากหลี่ปู้เหว่ยเพลี่ยงพล้ำ เขายิ่งต้องพึ่งพาพลังของหลัวหวัง ข้าอาจฉวยโอกาสนี้ยึดอำนาจจากเขามาได้มากขึ้น’
ดวงตาภายใต้หน้ากากของเยี่ยนรื่อฉายแววโลภ
เขาพาหลัวหวังมาสวามิภักดิ์ต่อหลี่ปู้เหว่ย เปลี่ยนสำนักนักฆ่าเล็ก ๆ ให้กลายเป็นมหาอำนาจที่เหล่าเชื้อพระวงศ์หวาดกลัว
แต่ตอนนี้ อำนาจที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะเติมเต็มความกระหาย เขาต้องการมากกว่านั้น ต้องการยึดอำนาจส่วนที่สำคัญที่สุดของหลัวหวังมาจากมือหลี่ปู้เหว่ย
ครั้งเมื่อเมื่อได้ลิ้มรสอำนาจ ก็ยากจะถอนตัว หากต้องกลับไปเป็นสำนักเล็ก ๆ อีกครั้ง เยี่ยนรื่อคงเป็นคนแรกที่คลุ้มคลั่ง
...
ขณะเดียวกัน อิ๋งเว่ยได้เดินทางผ่านแคว้นเว่ย มาถึงอิ่งตู อดีตเมืองหลวงของแคว้นฉู่ ซึ่งปัจจุบันเป็นชายแดนฉิน-ฉู่ ภายใต้การดูแลของหวังเปิน บุตรชายแม่ทัพหวังเจี่ยนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
[จบแล้ว]