- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 49 การรวมหกแคว้นเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง
ตอนที่ 49 การรวมหกแคว้นเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง
ตอนที่ 49 การรวมหกแคว้นเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง
ตอนที่ 49 การรวมหกแคว้นเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง
อิ๋งเว่ยยืนนิ่งขณะมองหัวหน้าทหารองครักษ์ผู้บาดเจ็บสาหัสนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
ก่อนหน้านี้ ระหว่างการลอบสังหารของหลัวหวัง ชายผู้นี้ได้ทุ่มเททำหน้าที่ของตนอย่างสุดกำลัง นำทหารเข้าปะทะโดยไม่คิดชีวิต และโชคดีเหลือเกินที่รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ทว่า บนใบหน้าซีดเผือดนั้น กลับไร้ร่องรอยแห่งความยินดีแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดี...คนตัวเล็กเช่นเขา เมื่อได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น การมีชีวิตรอดกลับเป็นภัยร้ายที่อาจลากพาครอบครัวไปสู่หายนะ
หัวหน้าทหารองครักษ์ฝืนยิ้มอย่างอ่อนแรง มองอิ๋งเว่ยที่ยืนอยู่เหนือร่าง แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“ท่าน...ท่านจวิน ข้าน้อยไร้สามารถ มิอาจปกป้องท่านให้ดีได้ สมควรตายยิ่งนัก…”
โดยไม่รอให้อิ๋งเว่ยตอบ เขากล่าวต่อด้วยลมหายใจขาดห้วง
“พี่น้องทุกคนยอมสละชีพเพื่อท่านจวินด้วยความเต็มใจ หวังเพียง...หวังเพียงท่านจวินจะช่วยส่งดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สุขคติ”
อิ๋งเว่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนให้คำมั่น “ข้าไม่รู้ชื่อของพวกเจ้า แต่จางหานย่อมรู้แน่”
“เมื่อข้ากลับถึงเสียนหยาง ข้าจะกราบทูลเสด็จพี่ว่าพวกเจ้าคือผู้มีความดีความชอบ ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องข้า แคว้นฉินให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน ผู้มีความชอบจะไม่ถูกลืม การเสียสละของพวกเจ้าจะไม่สูญเปล่า ครอบครัวของพวกเจ้าจะได้รับการดูแล”
หัวหน้าทหารองครักษ์ยิ้มกว้าง ดวงตาฉายแววปลาบปลื้ม รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนว่า “ข้าน้อยขอบพระคุณท่านจวิน!”
สิ้นคำ เขาก็ชักมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อ
เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนรีบก้าวเข้าขวางในทันที แม้รู้ดีว่าด้วยสภาพเช่นนี้ ชายผู้นั้นไม่อาจทำอันตรายอิ๋งเว่ยได้ แต่หน้าที่คือหน้าที่ ความปลอดภัยของเจ้านายต้องมาก่อนเสมอ
แน่นอนว่าหัวหน้าองครักษ์ไม่ได้คิดจะทำร้ายผู้ใด เขาเพียงยกมีดสั้นขึ้น แล้วแทงทะลุหัวใจตนเองอย่างไม่ลังเล
ลมหายใจของเขาค่อย ๆ แผ่วสิ้น ดวงตาปิดสนิท ไร้ซึ่งความเคียดแค้น มีเพียงความโล่งใจและสำนึกบุญคุณ
“นับเป็นชายชาติทหารที่แท้จริง เสวียนเจี่ยน จัดการฝังศพพวกเขาให้สมเกียรติ แม้จะนำกลับฉินไม่ได้ ก็ขอให้พวกเขาได้นอนพักอยู่ ณ ที่นี่เถิด”
อิ๋งเว่ยทอดสายตามองรอบหุบเขา แล้วพึมพำแผ่วเบา “...แต่อีกไม่นาน เมื่อแคว้นฉินพิชิตแคว้นเว่ยสำเร็จ ที่นี่ก็จะกลายเป็นแผ่นดินฉินเช่นกัน”
อิ๋งเว่ยไม่กล้าเสี่ยงเดิมพันว่าหัวหน้าทหารองครักษ์ผู้นี้เป็นคนของหลี่ปู้เหว่ยหรือไม่ เขาเห็นความลับมากเกินไป หากปล่อยให้รอดชีวิตกลับถึงเสียนหยาง แล้วหลุดปากพูดเรื่องการทรยศของเสวียนเจี่ยน เสวียนเจี่ยนคงไม่รอดแน่
เสวียนเจี่ยนคือหมากตัวสำคัญที่อิ๋งเว่ยฝังไว้ในหลัวหวัง เป็นไพ่ลับที่ไม่อาจสูญเสียได้ ในยามที่ยังขาดแคลนผู้มีฝีมืออยู่ข้างกาย
เมื่อเทียบกับเสวียนเจี่ยนแล้ว ชีวิตของหัวหน้าทหารองครักษ์ผู้นี้มีความสำคัญน้อยกว่ามาก และหากเขาเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ก็เป็นเพียงเหยื่อของการขับเคี่ยวระหว่างอิ๋งเว่ยกับหลี่ปู้เหว่ยเท่านั้น
เพื่อไม่ให้ตนเองต้องกลายเป็นเหยื่อในเกมการเมืองของใคร อิ๋งเว่ยจำต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แข็งแกร่ง… จนสามารถยืนอยู่เหนือทุกคน
อิ๋งเว่ยหลับตาลงครู่หนึ่ง บังคับจิตใจให้สงบ
ในยุคสงครามเช่นนี้ ชีวิตคนมีค่าน้อยกว่าหญ้าฟาง เมื่ออยู่มานานก็เริ่มชินกับสภาพ
สำหรับเหล่าทหารองครักษ์ การตายเพื่อแลกกับความสุขสบายของครอบครัว ถือเป็นจุดจบอันน่าพอใจที่สุดแล้ว
‘ดังนั้น การที่แคว้นฉินจะรวบรวมหกแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ! มีเพียงการรวมแผ่นดินเท่านั้น ที่จะยุติสงครามระหว่างแคว้นที่ยืดเยื้อนี้ได้!’
สายตาของเขากวาดมองซากศพเกลื่อนพื้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนกระเพาะปั่นป่วน
ก่อนหน้านี้เขาเคร่งเครียดจนไม่ได้สนใจ แต่เมื่อเหตุการณ์สงบ ภาพสยดสยองและกลิ่นคาวเลือดกลับถาโถมเข้ามาในคราเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคน และเป็นครั้งแรกที่อยู่ท่ามกลางการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ก็รู้ดีว่าในอนาคตเขาจะต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกมาก และจะมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องสังเวยชีวิตเพื่อเขา
ด้วยฐานะและอำนาจที่มี เขาย่อมต้องปรับตัวให้ชินกับเรื่องพรรค์นี้ให้ได้!
“หานเฟย เจ้าเห็นหรือไม่...” อิ๋งเว่ยเอ่ยราวกับสนทนากับสหายสนิท
“ผู้คนยอมสละชีพเพื่อครอบครัว บทลงโทษมิใช่สิ่งที่ทำให้คนยอมจำนน การปกครองด้วยความหวาดกลัวย่อมไม่ยั่งยืน”
“มีเพียงคุณธรรมในใจและดวงดาวบนฟากฟ้าเท่านั้น ที่เป็นสิ่งสูงส่งที่สุด”
“เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อพ่อแม่และลูกหลาน ผู้คนจึงกล้าจับดาบขึ้นสู้โดยไม่กลัวตาย”
“การที่เจ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ ก็เท่ากับปฏิเสธความเป็นมนุษย์”
“มนุษย์...จำเป็นต้องได้รับการกล่อมเกลาด้วยคุณธรรม!”
อิ๋งเว่ยย้ำเตือนอุดมการณ์ของตนเองอีกครั้ง แล้วหันไปถามเสวียนเจี่ยน “...อีกนานแค่ไหนกว่าหลัวหวังจะรู้เรื่องที่นี่?”
เสวียนเจี่ยนครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ “ประมาณครึ่งวันขอรับท่านจวิน หลัวหวังน่าจะส่งคนมาตรวจสอบเมื่อขาดการติดต่อ”
“และเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านจวิน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เยี่ยนรื่อจะมาตรวจสอบด้วยตนเอง ข้าไม่ทราบว่าเยี่ยนรื่ออยู่ที่ใด แต่เขาไม่อยู่ในแคว้นเว่ยแน่ มิเช่นนั้นคงลงมือด้วยตัวเองไปแล้ว”
“ดังนั้น ในระยะเวลาอันสั้นนี้ เยี่ยนรื่อคงยังมาไม่ถึงที่นี่ขอรับ”
อิ๋งเว่ยพยักหน้า “ภารกิจของเจ้าในครั้งนี้ มีเวลาเหลืออีกหรือไม่?”
“เพื่อช่วยท่านจวิน ข้ากับแม่ม่ายดำเจาะจงเลือกภารกิจที่ค่อนข้างง่าย และหาข้ออ้างยืดเวลาออกไปขอรับ” เสวียนเจี่ยนตอบทันที “ทำให้ข้ามีเวลามากพอที่จะช่วยท่านจวินจัดการเรื่องราวต่าง ๆ”
“นับตั้งแต่ที่เชียนเชียนจากไป สี่ปีมานี้ข้าภักดีต่อหลัวหวังมาตลอด ไม่เคยทำผิดพลาด”
“แม้แต่ที่หมู่บ้านตระกูลเว่ย ข้าก็ยอมเชื่อฟังคำสั่งเยี่ยนรื่อ ล้มเลิกความแค้น หลัวหวังย่อมไม่สงสัยในตัวข้า”
สีหน้าของเสวียนเจี่ยนฉายแววเศร้าหมองเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงภรรยา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เป็นนักฆ่าเลือดเย็นโดยกำเนิด แต่เป็นเพราะถูกหลัวหวังกดทับความรู้สึกจนจำต้องเป็นเช่นนี้
อิ๋งเว่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นี่แหละคือลูกน้องที่รู้จักคิด รู้จักทำงาน จัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพโดยไม่ต้องให้เจ้านายต้องลำบาก
ผิดกับจิงหนีที่เป็นแค่สาวบื้อ ทำตามคำสั่งไปวัน ๆ ไม่มีความคิดริเริ่มเป็นของตนเอง
“ดี ต่อไปเจ้าจงทำลายร่องรอยการต่อสู้ทั้งหมด อย่าให้เหลือหลักฐานแม้แต่น้อย ข้าเคยได้ยินว่ายอดฝีมือกระบี่สามารถระบุตัวผู้ลงมือได้จากรอยแผล เจ้าใช้กระบี่คู่ย่อมถูกจับสังเกตได้ง่าย จงระวังจุดนี้ให้มาก”
แม้จะรู้ว่าเสวียนเจี่ยนมีประสบการณ์โชกโชน ไม่จำเป็นต้องสั่งสอน แต่เรื่องนี้สำคัญยิ่ง จึงต้องกำชับอีกครั้ง
“ขอรับ!” เสวียนเจี่ยนรับคำ
“ข้าให้จื่อเหลียวอยู่ที่สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงต่อ การกลับแคว้นฉินครั้งนี้ นอกจากเส้นทางจะอันตรายแล้ว การเมืองภายในยังซับซ้อนมาก หากพลาดเพียงก้าวเดียวอาจพังทั้งกระดานได้ ให้เขาอยู่ที่นั่นจะปลอดภัยที่สุด หากข้าชนะ กำจัดอิทธิพลของหลี่ปู้เหว่ยได้ ค่อยไปรับเขากลับมา”
“แต่หากข้าแพ้...อย่างน้อย เขาก็จะมีชีวิตสงบสุขไปตลอดชีวิต”
อิ๋งเว่ยกำลังบอกเสวียนเจี่ยนเป็นนัยว่า ข้าจัดการเรื่องครอบครัวเจ้าให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าข้าจะแพ้หรือชนะ ลูกเจ้าจะปลอดภัย ดังนั้นจงทำงานถวายชีวิตให้ข้าเสียเถิด
“สุดแท้แต่ท่านจวินจะบัญชา!”
เสวียนเจี่ยนไม่มีข้อโต้แย้ง ซ้ำยังซาบซึ้งที่อิ๋งเว่ยดูแลลูกชายเป็นอย่างดี
อิ๋งเว่ยใคร่ครวญครู่หนึ่ง แล้วสั่งการเพิ่มเติม “ไม่รู้ว่าหลัวหวังจะทุ่มกำลังมาสังหารข้าอีกหรือไม่ เพื่อความไม่ประมาท หลังจากทำลายหลักฐานเสร็จ ให้เจ้านำหยกพกของข้าเดินทางไปยังเมืองอิ่งตู ที่นั่นมีหวังเปิน บุตรชายของแม่ทัพหวังเจี่ยนประจำการอยู่ พร้อมกองทัพฉินคอยคุ้มกัน ข้าจะอ้อมไปทางชายแดนฉิน-ฉู่ เมื่อไปถึงที่นั่น ข้าก็จะปลอดภัย”
หวังเจี่ยนไม่ใช่คนของหลี่ปู้เหว่ย เรื่องนี้อิ๋งเวี่ยมั่นใจ
หนึ่งในสี่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคจั้นกั๋ว ไม่เพียงเก่งกาจในการศึก แต่ยังมีไหวพริบทางการเมืองเหนือกว่าแม่ทัพคนไหน ๆ จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดพ้นและมีบั้นปลายชีวิตที่ดี
อิ๋งเว่ยไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหวังเจี่ยนจะอ้างความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฉินเพื่อวางตัวเป็นกลาง ไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ต่อต้านหลี่ปู้เหว่ย เพราะหลี่ปู้เหว่ยในตอนนี้มีอำนาจล้นฟ้า การเป็นศัตรูกับเขาก็เสี่ยงต่อความปลอดภัยของครอบครัวเช่นกัน
แต่ตราบใดที่อิ๋งเว่ยแสดงฐานะฉางอันจวิน ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ที่แท้จริง ตระกูลหวังย่อมต้องปกป้องเขาและส่งกลับเสียนหยางอย่างปลอดภัย
ส่วนอิ่งตู อดีตเมืองหลวงของแคว้นฉู่ที่ถูกไป๋ฉี่ทำลายจนแคว้นฉู่ต้องย้ายเมืองหลวง ปัจจุบันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนฉิน-ฉู่
ต้องยอมรับว่าผลงานการรบของไป๋ฉี่นั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ จนน่าเสียดายที่ความดีความชอบสูงเกินนาย ทำให้ต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น อิ๋งเว่ยก็ให้แม่ม่ายดำพาเขาออกไปจากที่นี่ทันที สนามรบแห่งนี้ยังคงอันตราย นักฆ่าหลัวหวังอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ
วิญญูชนไม่ควรยืนอยู่ใต้กำแพงที่จวนเจียนจะถล่ม รีบหนีไปก่อนดีกว่า!
เมื่อเห็นอิ๋งเว่ยกำลังจะกลับขึ้นรถม้า เสวียนเจี่ยนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้
อิ๋งเว่ยสังเกตเห็น จึงยิ้มถาม “...มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
เสวียนเจี่ยนเอ่ยอย่างเกรงใจ “...ท่านจวิน กระบี่ที่ท่านใช้เมื่อครู่มีอาถรรพ์รุนแรงนัก หากไม่จำเป็น โปรดอย่าใช้อีกเลยขอรับ”
อิ๋งเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่าหมายถึงกระบี่เกล็ดทวน เขาหัวเราะลั่น “วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่เจ้าของกระบี่เล่มนี้หรอก”
“กระบี่อัปมงคลพรรค์นี้ ต่อให้ทรงพลังแค่ไหน แต่ข้าจะไปใช้พร่ำเพรื่อได้อย่างไร?”
เสวียนเจี่ยนโล่งใจ เมื่อรู้ว่าอิ๋งเว่ยไม่ใช่เจ้าของ ส่วนใครจะเป็นเจ้าของที่โชคร้ายถูกสูบพลังชีวิตไปนั้น ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา
(หานเฟย: ไอ้เวรเอ๊ย!)
อิ๋งเว่ยถือกระบี่จิงหนีกลับขึ้นรถม้า แม่ม่ายดำนั่งประจำที่คนขับ ทันทีที่อิ๋งเว่ยเข้าไปข้างใน นางก็เตรียมออกรถทันที
แต่ก่อนจะออกเดินทาง อิ๋งเว่ยเลิกม่านขึ้น ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ“เฉิงเจียว...ตายแล้วใช่ไหม?”
แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอดถามไม่ได้
เสวียนเจี่ยนตอบเสียงขรึม “ตายแล้วขอรับ”
อิ๋งเว่ยถอนหายใจ ปล่อยม่านลงช้า ๆ
เฉิงเจียว... พี่ชายอีกคนหนึ่งในชาตินี้ของเขา ก่อนที่อิ๋งเจิ้งจะกลับแคว้นฉิน เฉิงเจียวคือเพื่อนเล่นในวัยเด็ก พวกเขาเติบโตมาด้วยกันถึงสิบสี่ปี แต่ท้ายที่สุด เขาก็ต้องตายจากไป
[จบแล้ว]