- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 45 คมดาบคร่าชีวิต สันดาบสะกดวิญญาณ!
ตอนที่ 45 คมดาบคร่าชีวิต สันดาบสะกดวิญญาณ!
ตอนที่ 45 คมดาบคร่าชีวิต สันดาบสะกดวิญญาณ!
อิ๋งเว่ยตวัดกระบี่ช้า ๆ แสงสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์จนสาดประกายเจิดจ้า พลังลมปราณหลั่งไหลเข้าสู่คมกระบี่ไม่ขาดสาย แสงและปราณที่ประสานซ้อนทับกันก่อนถักทอเป็นตาข่ายป้องกันอันหนาแน่น
แต่ละเส้นแสง แต่ละสายปราณ ประหนึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายนับไม่ถ้วนที่ถูกเรียงร้อย ประกบประสานกันอย่างเป็นระเบียบ กลายเป็นประมวลกฎหมายยิ่งใหญ่ไร้ซึ่งช่องโหว่
กระบี่นี้คือ ‘กฎหมาย’ แห่งนิติธรรม คือ ‘กฎหมาย’ อันเข้มงวดของแคว้นฉิน!
ในสายตาของจิงหนี เพลงกระบี่ของอิ๋งเว่ยดูคล้ายกำแพงเมืองที่ก่อตัวจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประหนึ่งตาข่ายสวรรค์ที่คลุมทับฟ้าดิน แน่นหนาไร้ทางเล็ดลอด
นางไม่เคยเห็นกระบวนท่าเช่นนี้มาก่อน และไม่เคยได้ยินชื่อเพลงกระบี่นี้จากที่ใด
นั่นเพราะมันคือเพลงกระบี่ที่อิ๋งเว่ยคิดค้นขึ้นด้วยตนเอง เป็นหนึ่งในสามแก่นแท้ของนิติธรรม — กฎหมาย
ร้อยสำนักปราชญ์ใต้หล้าล้วนมีวิทยายุทธ์เฉพาะตน อันพัฒนามาจากปรัชญาของสำนัก เช่น เพลงกระบี่จงเหิงอันเลื่องชื่อของสำนักกุยกู่
แต่นิติธรรมแตกต่างจากสำนักอื่นโดยสิ้นเชิง
มันไม่เคยมีการสืบทอดอย่างเป็นระบบ ปราชญ์นิติธรรมผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ส่วนมากล้วนจบชีวิตอย่างอัปยศ ถูกประหาร ถูกกวาดล้างทั้งตระกูล หรือถูกลบชื่อออกจากหน้าประวัติศาสตร์
ดังนั้น นิติธรรมจึงไม่อาจตั้งตนเป็นสำนักใหญ่โตเช่นขงจื๊อหรือเต๋า ไม่มีการรวบรวมศิษย์ได้เป็นจำนวนมาก เป็นเพียงสายธารแห่งความคิดที่ขาดช่วงเป็นระยะ
เมื่อไร้สำนัก ก็ย่อมไร้การร่วมกันคิดค้นเคล็ดวิชาและเพลงยุทธ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ศึกษานิติธรรมจึงแทบไม่มีผู้ใดเป็นยอดฝีมือวรยุทธ์
แต่อิ๋งเว่ยผู้รวบรวมแก่นแท้นิติธรรมไว้จนสมบูรณ์ ขอเลือกหนทางที่ต่างออกไป
ในเมื่อบรรพชนไม่เคยสร้าง ก็ขอเป็นผู้บุกเบิกเสียเอง!
แม้นิติธรรมจะถูกคนรุ่นหลังหวาดกลัวและรังเกียจ แต่ตราบใดที่ชนชั้นยังดำรงอยู่ ต่อให้เวลาผ่านไปสองพันปี แก่นแท้ของมันก็ยังจะถูกชนชั้นปกครองหยิบยกมาใช้ไม่รู้จบ
แน่นอนว่าในตอนนี้ ระดับวรยุทธ์ของอิ๋งเว่ยยังไม่สูงนัก เพลงกระบี่สามประการแห่งนิติธรรมก็เพิ่งถูกสร้างขึ้น ยังเต็มไปด้วยตำหนิและรอยร้าว
แต่เมื่อใดที่เพลงกระบี่นี้สมบูรณ์ แม้แต่กระบี่จงเหิงของสำนักกุยกู่ก็อาจต้องยอมสยบ
สิ่งที่เหมาะสมกับตนที่สุด ย่อมต้องสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง การลอกเลียนผู้อื่นย่อมไม่ยั่งยืน!
การใช้วิชานี้กับจิงหนีที่พลังลดฮวบ ก็เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ได้เรียนรู้มา
จิงหนีเห็นแสงกระบี่สลับซับซ้อนราวกับกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถักทอเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินขึ้นใหม่
กฎหมายคือมาตรฐานศีลธรรมขั้นต่ำสุด การที่รัฐใช้กฎหมายห้ามประชาชนกระทำสิ่งใด ก็ไม่ต่างจากการบัญญัติกฎสวรรค์มิใช่หรือ?
แสงกระบี่แห่งนิติธรรมนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่รู้จบ สามารถสกัดกั้นทุกกระบวนท่าของนาง
ทว่าไม่มีกฎหมายใดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ... ด้วยความต่างของระดับวรยุทธ์ ในที่สุดจิงหนีก็พบ “ช่องโหว่”
เพลงกระบี่ของนางทั้งรวดเร็ว เฉียบขาด ไร้กระบวนท่าฟุ่มเฟือย ทุกการโจมตีมุ่งสู่จุดตาย
แสงกระบี่สีชมพูวูบวาบ แปรเป็นปราณกระบี่นับไม่ถ้วน พุ่งจู่โจมเข้าสู่รอยร้าวของ “กฎหมาย” อย่างไม่ปรานี
อิ๋งเว่ยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับแก้บทบัญญัติ เติมเต็มช่องโหว่ในทันที
ทว่าในฐานะฉางอันจวินแห่งแคว้นฉิน ผู้ไม่เคยคลุกคลีสนามสังหาร จะเทียบกับนักฆ่าที่จมอยู่ในกองเลือดนับหมื่นศพได้อย่างไร
หากจิงหนีไม่ได้สูญเสียพลังไปครึ่งหนึ่ง หากพิษไม่กัดกร่อนสมอง และหากแขนซ้ายไม่ได้บาดเจ็บสาหัส เพียงสามกระบี่ก็เพียงพอจะเอาชีวิตเขาแล้ว
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะองค์ชาย เขาจำเป็นต้องลงมือฆ่าฟันด้วยตนเองจริงหรือ?
อิ๋งเว่ยปะทะกับจิงหนีอีกหลายกระบวนท่า เพื่อยืนยันคำตอบของตน
ขณะที่ปราณกระบี่ของจิงหนีกำลังจะทะลวงผ่านการป้องกันของอิ๋งเว่ย ร่างของเขาก็เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา ราวกับเงาจันทร์ในผืนน้ำ
จิงหนีรู้ทันทีว่าพิษกำเริบอีกแล้ว จึงกัดฟันแทงกระบี่ใส่แขนตัวเองซ้ำอีกครั้ง ความเจ็บปวดรุนแรงดึงสติกลับคืน
เมื่อหลุดจาก “ความฝัน” นางพบว่าอิ๋งเว่ยไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่กลับไปยืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
“สมกับเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งชั้นอักษรฟ้า แม้พลังถูกผนึก สมองถูกรบกวน แขนซ้ายเกือบพิการ แต่ยังมีเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้”
“หากเจ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ต่อให้เพลงกระบี่ของข้าล้ำเลิศเพียงใด ด้วยความห่างชั้นของพลัง ข้าคงต้านทานเจ้าได้ไม่เกินสามกระบวนท่าแน่”
อิ๋งเว่ยเอ่ยชมเชยจากใจจริง
เพลงกระบี่ของจิงหนีไม่ได้เน้นความสวยงามหวือหวาเหมือนร้อยก้าวเหินกระบี่ หรือมีลูกเล่นแพรวพราวเหมือนสำนักหยินหยาง
มันคือความเร็ว ความแม่นยำ และความโหดเหี้ยม ที่เรียบง่ายถึงขีดสุด อาศัยกระบวนท่าที่เฉียบคมปลิดชีวิตศัตรูในคราเดียว ไร้เมตตา ไร้ลังเล
อิ๋งเว่ยมองแผลแทงทะลุที่แขนซ้ายของนาง เลือดสีสดไหลทะลักไม่หยุด จึงเอ่ยเตือน “ใส่ยาห้ามเลือดก่อนเถอะ ปล่อยไว้นานจะเสียเลือดมากเกินไป”
แผลนั้นไม่ได้เกิดจากฝีมือเขา แต่เกิดจากการที่จิงหนีแทงตัวเองเพื่อเรียกสติ
อิ๋งเว่ยลูบตัวตามสัญชาตญาณ ผู้หญิงหน้าตางดงามบอบบางปานนี้กลับใจเด็ดผิดมนุษย์ แทงตัวเองเป็นครั้งที่สองโดยไม่เปล่งเสียงแม้แต่น้อย
การแทงทะลุเจ็บปวดกว่าการกรีดผิวมากนัก เพื่อให้ความเจ็บปวดกระตุ้นสติได้ผลชะงัด
แม้หน้ากากจะบดบังใบหน้า แต่อิ๋งเว่ยเดาว่านางคงกำลังขมวดคิ้วแน่น ข่มความเจ็บปวดอย่างสุดความสามารถ เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร ต่อให้ฝึกมาหนักแค่ไหน ก็ไม่อาจตัดเส้นประสาทรับความเจ็บปวดทิ้งไปได้
จิงหนีไม่ตอบโต้ เพียงใช้นิ้วสกัดจุดชีพจรที่แขนซ้าย เลือดก็หยุดไหลทันที
อิ๋งเว่ยหุบปากฉับ ลืมไปว่านี่คือโลกกำลังภายใน การรักษาไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป
ถึงกระนั้น แขนซ้ายของจิงหนีที่ถูกแทงทะลุสองครั้ง ก็คงใช้การไม่ได้ไปอีกพักใหญ่
“จิงหนี เมื่อครู่เจ้าใจอ่อน ในกระบี่จิงหนีมีกลไกอาวุธลับซ่อนอยู่ หากเจ้าใช้มันเมื่อครู่ ด้วยความต่างชั้นของฝีมือ ข้าคงบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว”
อิ๋งเว่ยยังคงใช้คำพูดโจมตีจิตใจนาง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขารู้จักกระบี่จิงหนีดี และต่อให้นางใช้อาวุธลับจริง ก็มั่นใจว่าจะไม่เป็นไร
จิงหนีไม่ถามว่าทำไมอิ๋งเว่ยถึงรู้เรื่องกระบี่ดีนัก สายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ พบว่านักฆ่าหลัวหวังนับร้อยกลายเป็นศพเกลื่อนกลาด
ท่ามกลางกองศพ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดรัดกุมยืนหันหลังให้ ดูหยาบกระด้างและอิสระเสรี มือซ้ายถือกระบี่ขาว มือขวาถือกระบี่ดำ เลือดสด ๆ หยดลงจากปลายกระบี่ เป็นหลักฐานว่าเขาคือผู้สังหารนักฆ่าเหล่านี้
ชายผู้นั้นหันกลับมา ก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวกับอิ๋งเว่ย “...เสวียนเจี่ยนคารวะท่านจวิน!”
ทันใดนั้น สตรีชุดดำสวมหน้ากากก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเสวียนเจี่ยนอย่างไร้สุ้มเสียง คุกเข่าลงข้างหนึ่งคารวะพร้อมกัน
นางคือเจ้าของค่ายกลกระบี่ไร้ใจ นักฆ่าหลัวหวังนาม ‘แม่ม่ายดำ’
จิงหนีไม่สนใจสตรีชุดดำ สายตาจับจ้องไปที่เสวียนเจี่ยนเขม็ง เอ่ยเสียงเย็น “...คมดาบคร่าชีวิต สันดาบสะกดวิญญาณ... เฮยไป๋เสวียนเจี่ยน!”
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมภารกิจจึงล้มเหลว และรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้คือกับดักที่วางไว้เพื่อจัดการนาง!
นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งชั้นอักษรฟ้าของหลัวหวัง... ก่อเหตุทรยศ!
[จบแล้ว]