- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 42 การลอบสังหารของจิงหนี!
ตอนที่ 42 การลอบสังหารของจิงหนี!
ตอนที่ 42 การลอบสังหารของจิงหนี!
ภายในรถม้า จิงหนีรู้สึกคอแห้งผาก กลิ่นคาวประหลาดอบอวลอยู่ในโพรงจมูก
ทว่าสำหรับนางแล้ว กลิ่นนี้หาใช่เรื่องแปลกใหม่ นับตั้งแต่พำนักในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง นางก็คุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี
นางเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อ ลำคอขยับกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงต่อหน้าอิ๋งเว่ย จากนั้นจึงหยิบถ้วยชาอุ่นข้างกายขึ้นมากลั้วปาก ทว่านางหาได้บ้วนทิ้งไม่ กลับกลืนลงท้องไปพร้อมกัน
อิ๋งเว่ยทิ้งตัวลงนอนหนุนตักนุ่มของนางอย่างสบายอารมณ์ แหงนหน้ามองใบหน้างามที่แดงซ่าน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ยิ่งขับเน้นเสน่ห์เย้ายวน
“ท่านจวิน...”
จิงหนีเรียกขานเสียงหวาน แววตาแฝงแววตัดพ้ออย่างน่ารักน่าชัง เป็นสีหน้าที่หาได้ยากยิ่ง โดยปกตินางมักวางตัวสงบนิ่ง เยือกเย็นราวกับบุปผาน้ำค้างที่พร้อมหักโค่นได้ทุกเมื่อ
“นวดให้ข้าหน่อย” อิ๋งเว่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
“เจ้าค่ะ ท่านจวิน”
จิงหนีวางมือเรียวงามลงบนขมับของอิ๋งเว่ย นวดคลึงด้วยน้ำหนักมือที่พอดี แสดงถึงความชำนาญการ
อิ๋งเว่ยหลับตาพริ้ม ดื่มด่ำไปกับการปรนนิบัติจากสาวงาม
ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดชะงักกะทันหัน แรงกระชากทำให้ร่างของทั้งสองเซไปเล็กน้อย
อิ๋งเว่ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วมุ่นแสดงความไม่พอใจ
ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปเองหรือไม่ แต่แวบหนึ่ง เขาเห็นแววตาซับซ้อนฉายชัดในดวงตาคู่สวยที่เคยสงบนิ่งของจิงหนี
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดรถม้าจึงหยุด?”
อิ๋งเว่ยเลิกม่านมองออกไปภายนอก ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แม้ในใจจะพอเดาสถานการณ์ได้แล้วก็ตาม
เวลานี้ รถม้ากำลังแล่นเข้าสู่หุบเขาเปลี่ยว รอบด้านเงียบสงัดผิดปกติ แม้แต่เสียงนกก็ไม่มีให้ได้ยิน ความวังเวงเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนธรรมดายังรู้สึกได้ถึงอันตราย
หัวหน้าองครักษ์ควบม้าเข้ามาใกล้ กล่าวรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านจวิน สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ที่นี่เงียบผิดปกติขอรับ!”
สีหน้าของเขาตึงเครียด แววตาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ฝ่ามือยังชื้นเหงื่อ
ในใจเริ่มสงสัย หรือจะมีคนคิดร้ายต่อฉางอันจวินจริง ๆ? ที่นี่คือแคว้นเว่ย และเว่ยอ๋องก็ไม่ส่งทหารมาคุ้มกัน หรือว่า...
ยิ่งคิด สีหน้าของหัวหน้าองครักษ์ก็ยิ่งดำคล้ำ
ทันใดนั้น ความโกลาหลก็เริ่มต้นขึ้น
ไม่ไกลจากรถม้า ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งสวมหมวกฟางขวางอยู่กลางทาง นิ่งเฉยราวกับรูปสลัก ไร้ซึ่งกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต เพียงแค่เห็นก็ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
หัวหน้าองครักษ์หน้าเปลี่ยนสีไปทันที นี่คือกลิ่นอายของนักฆ่าที่ผ่านการสังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน!
“คุ้มกันท่านจวิน!”
เขารีบตะโกนก้อง เหล่าองครักษ์ชั้นยอดแม้จะตื่นตระหนกในตอนแรก แต่เพียงชั่วพริบตาก็ตั้งขบวนล้อมรถม้าไว้อย่างแน่นหนา ไม่เปิดช่องว่างให้ศัตรูแม้แต่น้อย
“ท่านจวิน โปรดรออยู่แต่ในรถม้า ที่นี่ให้พวกข้าจัดการ!”
ไม่มีเวลามาสนใจมารยาทอีกแล้ว หัวหน้าองครักษ์ตะโกนบอกพลางควบม้าไปสั่งการ
น่าเสียดายที่กำลังคนมีเพียงสิบกว่านาย สิ่งที่เขาทำได้จึงเป็นเพียงการจัดขบวนป้องกันอย่างง่าย ๆ เท่านั้น
เพียงชั่วอึดใจ จิตสังหารเย็นเยียบก็ปะทุขึ้นจากทุกทิศ ราวกับถูกพลังลึกลับล้อมกรอบพวกเขาไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อเหล่าองครักษ์หันไปมองรอบด้าน หัวใจของพวกเขาก็พลันเย็นเยียบ
เพราะบัดนี้ ชายชุดดำสวมหมวกฟางกว่าร้อยคนได้ปิดล้อมรถม้าไว้ทุกด้านพร้อมกัน!
พวกนั้นต่างถือดาบยาว บ้างยืนบนต้นไม้ บ้างซ่อนตัวในพงหญ้าข้างทาง บ้างยืนขวางอยู่หัวท้ายถนน ปิดทุกเส้นทางหนีอย่างสมบูรณ์ แทบไม่มีที่ว่างแม้แต่ให้แมลงวันบินลอด
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เหล่าองครักษ์ต่างตระหนักดีว่า วันนี้คงยากที่จะรอดชีวิตไปได้...
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่มีความคิดที่จะหนี สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือทำอย่างไรจึงจะช่วยฉางอันจวินให้รอดพ้นไปได้
เพราะหากฉางอันจวินตายแต่พวกเขารอด ครอบครัวของพวกเขาจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ แต่หากสามารถช่วยชีวิตฉางอันจวินได้ ต่อให้พวกเขาต้องตาย ก็จะแลกมาซึ่งความมั่งคั่งและเกียรติยศของครอบครัว
หัวหน้าองครักษ์ควบม้ากลับมาที่รถม้าอีกครั้ง “ท่านจวิน ศัตรูมีกำลังมากนัก พวกเราจะทุ่มสุดกำลังฝ่าเปิดทางให้ท่านหนีไป!”
“สารถี! เมื่อข้าให้สัญญาณ เจ้าจงรีบขับรถพาท่านจวินหนีไปให้เร็วที่สุด!”
คนขับรถที่กำลังตื่นกลัวจนตัวสั่นพยักหน้าหงึกหงัก ไม่รู้ว่ารับรู้คำสั่งได้มากน้อยเพียงใด
หัวหน้าองครักษ์รู้ดีว่านี่เป็นเพียงความหวังริบหรี่ ในเมื่อศัตรูวางกำลังล้อมไว้แน่นหนาขนาดนี้ ย่อมหมายมั่นจะสังหารฉางอันจวินให้ได้
ต่อให้พวกเขาเปิดทางได้จริง รถม้าจะหนีพ้นเหล่านักฆ่าที่ฝึกฝนมาอย่างดีเหล่านี้ได้จริงหรือ?
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือหน้าที่ที่เขาต้องทำ
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น หัวหน้าองครักษ์ก็กลับเข้าสู่ขบวนรบ ตะโกนปลุกใจลูกน้องเสียงดังลั่น “...พี่น้องทั้งหลาย ตามข้ามา ฆ่ามัน!”
“ฆ่า!”
เหล่าองครักษ์ส่งเสียงคำรามกึกก้อง ใบหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว ควบม้าตามหัวหน้าพุ่งเข้าหาศัตรู
ทหารม้าเชี่ยวชาญการจู่โจม แม้ระยะห่างจะสั้น แต่แรงปะทะของทหารม้าสิบกว่านายก็น่าจะพอเปิดทางได้ นี่คือหนทางรอดเดียวที่พวกเขาคิดออกในเวลานี้
“ฮี้! ——”
แต่ทันใดนั้น เสียงม้าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ดังระงม ม้าศึกตัวใหญ่ล้มคว่ำคะมำ ขาหน้าพับงอลงกับพื้น
ยุคนี้ยังไม่มีโกลน ทหารบนหลังม้าจึงร่วงหล่นกระแทกพื้น ฝุ่นตลบอบอวล บางคนถึงกับบาดเจ็บสาหัส
หัวหน้าองครักษ์ใจหายวาบ ไม่นึกว่าศัตรูจะโหดเหี้ยมถึงขั้นใช้เชือกขึงสะดุดม้า เปลี่ยนทหารม้าให้กลายเป็นทหารราบ ไม่เปิดโอกาสให้รอดแม้แต่น้อย!
ภายในรถม้า อิ๋งเว่ยกุมมือจิงหนีแน่น มือของเขาสั่นระริกเล็กน้อยคล้ายหวาดกลัว แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“อวี๋ เจ้ากลัวหรือไม่?”
จิงหนีส่ายหน้าเบา ๆ ใบหน้าซีดเผือด แววตาตื่นตระหนก แต่ก็พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือเช่นกัน “...ข้าน้อยไม่กลัวเจ้าค่ะ”
อิ๋งเว่ยลอบก่นด่าในใจ ‘บัดซบเอ๊ย! ทำไมจู่ ๆ ถึงแสดงเก่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ เก่งพอ ๆ กับข้าเลยนะเนี่ย!’
เสียงการต่อสู้และเสียงกรีดร้องโหยหวนจากภายนอกทำให้อิ๋งเว่ยรู้สึกสะเทือนใจ เกรงว่าองครักษ์เหล่านี้คงไม่มีใครรอดชีวิต
หลี่ปู้เหว่ยย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขารอด แม้แต่อิ๋งเว่ยเองก็ไม่อาจปล่อยให้พวกเขารอดไปได้เช่นกัน ความลับบางอย่างมีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะรักษาไว้ได้
เขาพยายามกดความรู้สึกผิดในใจ เตือนตัวเองว่าหากอยากมีชีวิตรอดในยุคสงคราม จำต้องเรียนรู้วิธีการและจิตใจของผู้ปกครอง
มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น เขาจึงจะมีชีวิตที่ดีกว่าผู้อื่น จึงจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และมีกำลังพอที่จะปกป้องคนรอบข้างได้
“วางใจเถิด ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าและลูกได้รับอันตรายแม้แต่ปลายก้อย!”
อิ๋งเว่ยกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ทว่าเขาก็ยังลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากเอว ยัดใส่มือจิงหนี แล้วกุมมือนางให้กระชับด้ามมีดไว้แน่น
อิ๋งเว่ยต้องการสื่อว่า หากเขาเป็นอะไรไป นางควรปลิดชีพตนเองเสียดีกว่าตกไปอยู่ในมือศัตรู เพราะสตรีงดงามปานล่มเมืองอย่างจิงหนี หากตกอยู่ในมือศัตรู จุดจบย่อมเลวร้ายเกินจินตนาการ
อิ๋งเว่ยเตือนตัวเองในใจว่า แม้ตอนนี้จะเป็นการแสดง แต่หากเขาเผลอไผลเพียงนิดเดียว กระดานแห่งอำนาจนี้ จุดจบอาจกลายเป็นความจริง
ดังนั้น เขาต้องเป็นผู้ชนะมันให้ได้!
คิดได้ดังนั้น แววตาของเขาก็ฉายประกายมุ่งมั่น
อิ๋งเว่ยตบหลังมือจิงหนีเบา ๆ แล้วหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว คว้ากระบี่ยาวที่วางอยู่ในรถม้า เตรียมจะลงไปเผชิญหน้ากับศัตรู
ทันใดนั้น กระแสลมหนาวเหน็บยะเยือกดั่งฤดูหนาวเสียดแทงกระดูก จิตสังหารราวกับส่งตรงมาจากขุมนรกปะทุขึ้นจากด้านหลัง
วินาทีถัดมา ความเจ็บปวดแล่นพล่านกลางอก มีดสั้นเล่มหนึ่งเสียบทะลุร่างจากด้านหลัง และมีดเล่มนั้น... คือมีดที่เขาเพิ่งยัดใส่มือจิงหนีเมื่อครู่นี้!
เขาหันกลับอย่างเชื่องช้า เห็นจิงหนีถือมีดสั้นด้วยท่าทางทะมัดทะแมง แทงทะลุร่างเขาอย่างแม่นยำ
ในดวงตาคู่งามที่เคยเย็นชาแฝงความอ่อนโยน บัดนี้ฉายแววสับสนและลังเล ใบหน้างดงามดูเศร้าหมองระคนเจ็บปวด
ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา วินาทีต่อมา ใบหน้าของจิงหนีที่ปรากฏต่อสายตาอิ๋งเว่ยกลับกลายเป็นใบหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ใบหน้างามไร้ซึ่งความอบอุ่นและอ่อนโยน คิ้วเรียวงามดุจภาพวาดแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง รอบดวงตาแต้มสีเข้ม ขับเน้นความโหดเหี้ยม อำมหิต และไร้หัวใจจนถึงขีดสุด
[จบแล้ว]