- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 38 ข้ามิรู้นามของมัน จึงจำใจเรียกมันว่า ‘เต๋า’!
ตอนที่ 38 ข้ามิรู้นามของมัน จึงจำใจเรียกมันว่า ‘เต๋า’!
ตอนที่ 38 ข้ามิรู้นามของมัน จึงจำใจเรียกมันว่า ‘เต๋า’!
เรือนไม้ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าไผ่ของสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง คือที่พำนักอันเงียบสงบของสวินจื่อ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านลวดลายฉลุของหน้าต่าง ไอร้อนสีขาวลอยอ้อยอิ่งจากกาน้ำ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบชาอบอวลไปทั่วห้อง สร้างบรรยากาศผ่อนคลายราวกับบทกวี ‘เก็บเบญจมาศริมรั้วบูรพา พลันเห็นภูผาหนานซานอย่างสบายอารมณ์’
บางครั้งอิ๋งเว่ยก็อดอิจฉาชีวิตที่เรียบง่ายและสันโดษเช่นนี้ไม่ได้ ทว่าเขารู้ตัวดี ว่าตนเองเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา หากยังไม่เคยสัมผัสความรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด จะกล้าพูดได้อย่างไรว่ามองทะลุความรุ่งเรืองนั้นแล้ว
เมื่อได้ย้อนเวลามาสู่ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ยุคที่ร้อยสำนักปราชญ์ประชันปัญญา การใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายไม่ใช่สิ่งที่อิ๋งเว่ยปรารถนา การได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกหล้า มองลงมายังสรรพชีวิตเบื้องล่างต่างหาก คือสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน
แม้แต่สวินจื่อ ผู้เป็นอาจารย์ ในวัยหนุ่มก็เคยเดินทางไปทั่วแคว้นต่าง ๆ เพื่อรับราชการ จนกระทั่งแก่ตัวลงจึงกลับมายังสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง ทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาตำราปราชญ์
อาจารย์จะมีความเสียดายในใจบ้างหรือไม่? อิ๋งเว่ยเชื่อว่าย่อมมีอย่างแน่นอน
ไม่ว่าหลักคำสอนของสำนักจะล้ำเลิศเพียงใด แต่แก่นแท้ของมันคือการแสวงหาการยอมรับจากกษัตริย์ เพื่อนำหลักการเหล่านั้นไปใช้บริหารบ้านเมือง สร้างความมั่งคั่งและเข้มแข็งให้แก่แคว้น
แม้สำนักขงจื๊อและสำนักม่อจื่อจะเป็นสำนักที่โดดเด่นในยุคนี้ แต่นั่นเป็นเพราะหลักคำสอนสอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนรากหญ้า แต่หลักการที่ชนชั้นปกครองยอมรับต่างหาก จึงจะนับว่าเป็นศาสตร์ที่แท้จริงของการปกครอง
ทว่าสำนักม่อจื่อมีแนวคิดเลื่อนลอยเกินไป ส่วนขงจื๊อในยุคนี้ก็ยังไม่เป็นที่โปรดปรานของเบื้องบน ทั้งสองสำนักจึงอยู่ในสภาวะอึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ในยุคปลายจั้นกั๋วนี้ ท้ายที่สุดแล้ว หนทางสู่ความเข้มแข็งย่อมหนีไม่พ้นหลัก ‘นิติธรรม’
อิ๋งเว่ยใจลอยคิดไปไกล จนกระทั่งสวินจื่อรอให้น้ำเดือดได้ที่ จึงรินชาหอมกรุ่นใส่ถ้วยให้ตนเอง
เขาเป่าฟองชาเบา ๆ สีหน้าเคร่งขรึม ราวกับบัณฑิตเฒ่าผู้เคร่งครัด
“เตรียมจะกลับแคว้นฉินแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นอิ๋งเว่ยเงียบไป สวินจื่อจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน
อิ๋งเว่ยได้สติ รีบตอบ “...ขอรับ ศิษย์เตรียมจะกลับฉิน จึงมาเพื่อกราบลาท่านอาจารย์ในวันนี้”
สวินจื่อพยักหน้าเล็กน้อย “สิ่งที่เจ้าต้องเผชิญหลังกลับแคว้นฉินไป อาจารย์คงไม่อาจให้คำแนะนำใด ๆ ได้อีก”
แม้สวินจื่อจะเคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีชั้นสูง แต่ก็ไม่เคยเป็นขุนนางที่มีอำนาจจัดการ การไต่เต้าในราชสำนัก ความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยอะไรในสนามการเมืองได้
วิชาการก็คือวิชาการ การเมืองก็คือการเมือง สองสิ่งนี้ไม่อาจเทียบเคียงกัน
“ศิษย์ย่อมต้องพึ่งพาตนเองบุกเบิกเส้นทาง จะหลบอยู่ใต้ร่มเงาอาจารย์ตลอดไปได้อย่างไรกัน” อิ๋งเว่ยกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
จะว่าไปแล้ว แม้ชื่อเสียงของสวินจื่อจะโด่งดังไปถึงอนาคต แต่ในยุคสมัยนี้ เมื่อเทียบกับฐานะฉางอันจวินแห่งแคว้นฉินของเขาแล้ว บารมีของสวินจื่อยังนับว่าห่างไกลนัก
หากรอจนแคว้นฉินรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ แล้วอิ๋งเว่ยกลับมายังเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงอีกครั้ง แม้แต่สวินจื่อผู้เป็นอาจารย์ก็ต้องต้อนรับเขาด้วยพิธีการระดับเจ้าแคว้น
สวินจื่อไม่กล่าวโต้แย้ง เขาเพียงจ้องมองอิ๋งเว่ยครู่หนึ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมพลันปรากฏรอยยิ้ม “หากตอนนี้เจ้าไปปรากฏตัวต่อหน้าจอมยุทธ์ในยุทธภพ เกรงว่าจะไม่มีใครมองว่าเจ้าเป็นศิษย์ลัทธิขงจื่อ แต่คงนึกว่าเป็นศิษย์สำนักเต๋าเป็นแน่”
อิ๋งเว่ยยิ้มถาม “ท่านอาจารย์บอกเองไม่ใช่หรือขอรับว่าท่านไม่รู้วรยุทธ์?”
สวินจื่อกะพริบตาปริบๆ “เมื่อกี้ข้าพูดว่าข้ารู้วรยุทธ์หรือ?”
ศิษย์อาจารย์สบตา ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
อิ๋งเว่ยในยามนี้ ฝึกฝนวรยุทธ์ตามแนวทางสำนักขงจื๊อ แต่กลับยึดถือแก่นแท้แห่งเต๋า กำลังภายในของเขาจึงให้ความรู้สึกคล้ายสำนักเต๋า แต่บุคลิกภายนอกกลับดูสุขุมนุ่มลึกแบบบัณฑิตขงจื๊อ
ไม่ว่าจะเป็นความน่าเกรงขามแบบนิติธรรม หรือความลึกลับแบบเต๋า ก็ไม่อาจเทียบได้กับความอ่อนโยนสง่างามแบบขงจื๊อ ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเหล่าสตรี
“หากชื่อซงจื่อและเซียวเหยาจื่อมาเห็นเจ้า คงสับสนว่าเจ้าเป็นศิษย์นิกายเทียน (ฟ้า) หรือนิกายเหริน (มนุษย์) กันแน่”
สวินจื่อรู้สึกขบขันไม่น้อย ตนเองเป็นปราชญ์ขงจื๊อแท้ ๆ แต่ลูกศิษย์ที่สอนมาแต่ละคนกลับแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร
อิ๋งเว่ยส่ายหน้า “ไม่ว่านิกายเทียนหรือนิกายเหริน ศิษย์ล้วนไม่สนใจ ในสายตาศิษย์ เมื่อพวกเขาแยกตัวเป็น ‘สองนิกาย’ ก็เท่ากับสูญเสียแก่นแท้แห่งเต๋าไปแล้ว”
สวินจื่อถาม “โอ้? เจ้าดูแคลนทั้งสองนิกายเลยหรือ?”
อิ๋งเว่ยพยักหน้าและส่ายหน้าสลับกัน “จะเรียกว่าดูแคลนคงไม่ถูกนัก แนวคิดเหล่านี้พูดกันได้โดยง่าย แต่จะพิสูจน์ได้อยู่ที่การกระทำ”
“นิกายเหรินเน้นความเท่าเทียมของสรรพสัตว์ มองว่านิกายเทียนไร้หัวใจ จึงมุ่งมั่นเข้าหาทางโลก แต่แม้จะเข้าหาทางโลก นิกายเหรินกลับไม่มีหลักปฏิบัติหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ได้นำเสนอวิถีการปกครองของตน ซึ่งต่างจากสำนักขงจื๊อโดยสิ้นเชิง”
“นิกายเทียนเน้นการละวางตัวตน หลอมรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ มองว่านิกายเหรินยึดติดกับความแค้นของบ้านเมืองมากเกินไป แต่กระนั้น นิกายเทียนก็ยังสั่งให้ศิษย์ออกสู่โลกกว้าง เพื่อเรียนรู้การหลุดพ้นผ่านประสบการณ์ทางโลก”
“ในกระบวนการนี้ ศิษย์นิกายเทียนอาจจะถลำลึกเข้าสู่วังวนแห่งความวุ่นวายทางโลกยิ่งกว่านิกายเหรินเสียอีก การกระทำของพวกเขาดูเหมือนนิกายเหรินยิ่งกว่านิกายเหรินเสียด้วยซ้ำ”
“คัมภีร์เต้าเต๋อจิงที่เล่าจื๊อประพันธ์ขึ้น เป็นทั้งวิถีแห่งเต๋าและหลักการปกครอง แต่ศิษย์รุ่นหลังกลับแยกมันออกจากกัน หลงปลายทาง ละทิ้งรากฐาน”
“นิกายเหรินแสวงหา ‘คุณธรรม’ นิกายเทียนแสวงหา ‘เต๋า’ จะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิด ล้วนเป็น ‘เต๋า’ ในแบบของพวกเขา แต่ก็ได้หลงลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมไปเสียสิ้น”
ในสายตาของอิ๋งเว่ย นิกายเทียนและนิกายเหรินของสำนักเต๋าในโลกนี้ ดูเหมือนสำนักยุทธ์ที่ผลิตยอดฝีมือออกมามากกว่า การกระทำของพวกเขา ไม่ใช่การเผยแพร่อุดมการณ์อีกต่อไป
ครั้งหนึ่ง สำนักเต๋าและสำนักม่อจื่อเคยเป็นสำนักที่โดดเด่น แต่บัดนี้ สำนักขงจื๊อได้ก้าวขึ้นมาแทนที่สำนักเต๋า ไม่ใช่เพราะสำนักเต๋าเสื่อมถอย แต่เป็นเพราะศิษย์รุ่นหลังเดินหลงทาง
สวินจื่อไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของอิ๋งเว่ย เพียงถามต่อว่า “แล้วในสายตาเจ้า ‘เต๋า’ คืออะไร?”
อิ๋งเว่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างช้า ๆ
“...ในมุมมองของศิษย์ เต๋าในระดับล่างคือวิธีการและหลักการปกครอง ในระดับกลางคือรากฐานทางความคิดที่ฝังรากลึก และในระดับสูงคือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติและสรรพสิ่ง”
“ดังนั้น อะไรคือเต๋า… ศิษย์ก็มิอาจตอบได้ ศิษย์เองก็...กำลัง ‘แสวงหาเต๋า’ อยู่เช่นกัน”
สวินจื่อลูบเคราหัวเราะชอบใจ “เล่าจื๊อกล่าวว่า ‘ข้ามิรู้นามของมัน จึงจำใจเรียกมันว่าเต๋า’ หากเจ้ารู้ว่าอะไรคือ ‘เต๋า’ เป่ยหมิงจื่อคงต้องมาคารวะเจ้าเป็นอาจารย์แล้วกระมัง”
“จื่อเว่ย จงไปเถิด จงไปแสวงหาเต๋าในใจเจ้า เมื่อเทียบกับศิษย์พี่และศิษย์น้องของเจ้าแล้ว วิถีแห่งขงจื๊อมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้มันรุ่งโรจน์ได้”
อิ๋งเว่ยสูดลมหายใจลึก ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “...ศิษย์ขอลา ท่านอาจารย์โปรดรักษาสุขภาพ พบกันครั้งหน้า ศิษย์เองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด
สวินจื่อนั่งตัวตรง รับการคารวะจากอิ๋งเว่ยด้วยความเต็มใจ
เมื่อกล่าวลาเสร็จสิ้น อิ๋งเว่ยก็หันหลังเดินจากไป เขาเหลียวกลับมามองป่าไผ่ผืนนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไร้เสี้ยวเสียดาย ก้าวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
[จบแล้ว]