- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 32 หนทางข้างหน้า ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย!
ตอนที่ 32 หนทางข้างหน้า ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย!
ตอนที่ 32 หนทางข้างหน้า ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย!
“ศิษย์น้องไม่ออกไปหอซิ่งเล่อกับข้าตั้งหลายวัน ที่แท้ก็มีหญิงงามเช่นนี้อยู่ข้างกายนี่เอง เหล่าแม่นางในหอซิ่งเล่อเทียบไม่ติดฝุ่นเลยจริง ๆ”
เมื่อหานเฟยเห็นจิงหนีในอ้อมกอดของอิ๋งเว่ย แววตาฉายประกายชื่นชม หญิงงามเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
ทว่าหานเฟยเติบโตในวังหลวงแคว้นหาน บิดาของเขามีสนมชายามากมาย สตรีรูปโฉมงดงามก็หาใช่น้อย จึงไม่ถึงกับเสียกิริยาเพราะความงามของหญิงสาว
ยิ่งไปกว่านั้น หานเฟยเป็นพวกกล้าคิดแต่ไม่กล้าทำ เขาชอบบรรยากาศที่มีสาวงามรายล้อม แต่ไม่เคยลงมือจริงจังเช่นอิ๋งเว่ย
“หึ บอกไว้ก่อน อวี๋คือหญิงคนโปรดของข้า ข้าไม่มีทางยกนางให้ศิษย์พี่เด็ดขาด อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปไกลเชียว”
อิ๋งเว่ยเอ่ยหยอกเย้า เขารู้ดีว่าหานเฟยไม่ได้สนใจผู้หญิงถึงเพียงนั้น อย่างมากก็เพียงพูดจาแทะโลมไปตามประสา
นางบำเรอเปรียบเสมือนเครื่องประดับของบุรุษ นับเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง บางคราวผู้ชายก็ยกนางบำเรอแสนงามของตนให้ผู้อื่นเพื่อสร้างไมตรี เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
หานเฟยประสานมือคารวะ กล่าวอย่างสุภาพ “วิญญูชนไม่แย่งของรักผู้อื่น ในเมื่อนางเป็นยอดดวงใจของศิษย์น้อง ศิษย์พี่อย่างข้าย่อมให้เกียรติด้วยมารยาท”
อิ๋งเว่ยแค่นเสียงหัวเราะ “...อย่างเจ้าน่ะหรือวิญญูชน เจ้ามันก็แค่หมาจมูกไวที่ได้กลิ่นเหล้าแล้วรีบวิ่งมาต่างหาก”
หานเฟยไม่ถือสาคำเยาะเย้ย ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร เป็นสหายที่ชอบกัดกันด้วยวาจา
อย่างไรก็ดี หานเฟยกลับปฏิบัติต่อจิงหนี่ด้วยมารยาทครบถ้วน ประสานมือคารวะ เอ่ยอย่างสุภาพ “หานเฟยคารวะแม่นาง”
จะเรียกว่าฮูหยินก็ไม่เหมาะ เพราะนั่นคือตำแหน่งภรรยาเอก จะเรียกชื่อตรง ๆ ก็เกรงว่าฝ่ายชายจะไม่พอใจ หานเฟยจึงทำได้เพียงเรียกนางว่าแม่นาง
“ท่านนี้คือศิษย์พี่ของข้า เป็นองค์ชายแห่งแคว้นหาน เจ้าเรียกเขาว่าองค์ชายเก้าก็พอ”
อิ๋งเว่ยแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันอย่างคร่าว ๆ
จิงหนีลุกขึ้น ย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อย “อวี๋ คารวะองค์ชายเก้าเจ้าค่ะ”
“แม่นางเกรงใจเกินไปแล้ว”
หานเฟยกล่าวตามมารยาท ก่อนจะหันมามองอิ๋งเว่ยตาเป็นประกาย “ได้ยินว่าศิษย์น้องเพิ่งพบผู้แทนจากแคว้นฉินมาหรือ?”
เพียงเห็นสีหน้า อิ๋งเว่ยก็รู้ทันทีว่าหานเฟยต้องการสิ่งใด จึงอดหัวเราะไม่ได้ “ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้ง เสด็จพี่ส่งสุราชั้นเลิศจากในวังมาให้ข้าอีกแล้ว อวี๋ รินเหล้าให้องค์ชายเก้าสักจอกสิ”
จิงหนีลุกขึ้น วันนี้นางไม่ได้สวมรองเท้าปักลายดอกไม้คู่เดิม หากเปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นสูงที่มีรูปแบบเฉพาะของยุคสมัย
รองเท้าโปร่งราวผลึกใส ยามก้าวเดินแผ่วเบา หลังเท้าขาวผ่องตัดกับเนื้อรองเท้าใสกระจ่าง ยิ่งขับให้ผิวพรรณดูขาวนวลเนียนตา
จิงหนีถือจอกและกาเหล้าเดินเข้าไปหาหานเฟย เตรียมจะรินให้
หานเฟยที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงข้ามอิ๋งเว่ยรีบลุกขึ้น ถูมือไปมา “แม่นางไม่ต้องเกรงใจ หานเฟยจัดการเองได้”
พูดจบ เขาก็ ‘แย่ง’ กาเหล้าไปจากมือจิงหนีทันที
ด้วยวรยุทธ์ของจิงหนี หากจะหลบย่อมทำได้ง่าย แต่ยามนี้นางต้องแสดงบทเป็นหญิงสาวอ่อนแอไร้วรยุทธ์ จึงต้องแสร้งทำเป็นตั้งตัวไม่ทัน
มุมปากของอิ๋งเว่ยกระตุก ‘ข้าบอกให้รินเหล้าให้เจ้าจอกหนึ่ง เจ้าเล่นแย่งไปทั้งกาเลยรึ’
เมื่อเห็นกาเหล้าถูกแย่งไปแล้ว จิงหนีก็หันกลับมาหาอิ๋งเว่ย เอนกายพิงซบอกเขาอีกครั้ง
หานเฟยรินเหล้าให้ตัวเอง มองดูน้ำใสในจอกแล้วกระดกรวดเดียวหมด “...สุราชั้นเลิศ! สมเป็นสุราจากวังหลวงแคว้นฉิน รสชาติช่างแตกต่างจากสุราแคว้นหานนัก”
“แม้จะขาดความนุ่มนวลไปบ้าง แต่กลับมีความแรงและหอมลึกมาแทนที่”
พูดจบ หานเฟยก็รีบกระดกอีกสองจอกติด ๆ ราวกับกลัวอิ๋งเว่ยจะแย่งคืน จากนั้นเขาก็ใช้แขนเสื้อเช็ดปาก เอ่ยถามอิ๋งเว่ย “ข้าได้ยินมาว่าศิษย์น้องเตรียมจะกลับแคว้นฉินแล้วหรือ?”
ทหารองครักษ์นับสิบคนจากแคว้นฉินยังพำนักอยู่ที่ซางไห่ชั่วคราว คนฉลาดย่อมเดาได้ไม่ยากว่าอิ๋งเว่ยกำลังจะกลับบ้านเกิด
“ใช่ คงอีกสักเดือนกว่า ๆ จัดการธุระบางอย่างเสร็จ ก็จะออกเดินทาง จากบ้านมาสี่ปี ข้าเริ่มคิดถึงเสียนหยาง คิดถึงเสด็จพี่บ้างแล้วเหมือนกัน”
ขณะพูด อิ๋งเว่ยเหลือบมองจิงหนีในอ้อมกอดแวบหนึ่ง
ถ้อยคำนี้เขาตั้งใจพูดให้นางได้ยิน เพื่อบอกเป็นนัยให้รู้ว่าอดทนอีกเพียงไม่นาน อย่างมากไม่เกินหนึ่งเดือน ก็จะออกเดินทาง เปิดโอกาสลอบสังหารที่ “ดีกว่าเดิม” ให้เจ้าแล้ว
ทำเช่นนี้ จิงหนีจะได้ไม่ผลีผลามลงมือ และเขาก็จะได้ให้นางคอยปรนนิบัติอย่างว่านอนสอนง่ายต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แค่สามวันยังไม่หนำใจ เวลาที่เหลืออีกหนึ่งเดือน เขาต้องตักตวงให้คุ้มค่าที่สุด
“ได้ยินศิษย์น้องพูดเช่นนี้ ข้าก็เริ่มคิดถึงซินเจิ้งขึ้นมาบ้างแล้วสิ คาดว่าภายในหนึ่งปี ข้าคงได้กลับไป”
หานเฟยถอนหายใจยาว ก่อนปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึม “...ศิษย์น้องรู้หรือไม่ ผิงหยางจวินเฉิงเจียวก่อกบฏระหว่างนำทัพบุกแคว้นจ้าว?”
อิ๋งเว่ยพยักหน้าช้า ๆ
บรรดาศักดิ์ฉางอันจวินที่เขาได้รับ เดิมเป็นของเฉิงเจียว ในโลกนี้เฉิงเจียวจึงได้บรรดาศักดิ์เป็นผิงหยางจวินแทน
ผิงหยางเคยเป็นเมืองหลวงแห่งหนึ่งของแคว้นฉิน เพียงดูจากบรรดาศักดิ์ก็พอจะเดาสถานะและอิทธิพลของฝ่ายมารดาขององค์ชายแต่ละคนได้
อิ๋งเจิ้งเป็นโอรสองค์โต ได้รับการสนับสนุนจากหลี่ปู้เหว่ย จึงได้ขึ้นเป็นฉินอ๋อง
เฉิงเจียวเป็นโอรสของพระเจ้าจวงเซียงกับองค์หญิงแคว้นหาน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากเซี่ยจี พระมารดาของพระเจ้าจวงเซียง ซึ่งก็คือย่าแท้ ๆ ของอิ๋งเว่ย สถานะจึงไม่ธรรมดา
มีเพียงอิ๋งเว่ย โอรสองค์ที่สาม ที่เกิดจากสนมเล็ก ๆ จึงมีสถานะต่ำต้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม
ทว่าในฐานะบิดา พระเจ้าจวงเซียงก็ยังทรงพระเมตตา มอบบรรดาศักดิ์และที่ดินศักดินาให้
ขณะที่อิ๋งเว่ยกำลังครุ่นคิด หานเฟยก็เอ่ยเตือน “...การกลับแคว้นฉินครานี้ของศิษย์น้อง เกรงว่าจะเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน”
หานเฟยกำลังเตือนว่าราชสำนักฉินนั้นอันตรายเกินไป ยิ่งมีเหตุกบฏเฉิงเจียว อาจทำให้อิ๋งเว่ยไม่เป็นที่โปรดปรานของพี่ชาย ประกอบกับกำแพงยักษ์อย่างหลี่ปู้เหว่ย การกลับไปของอิ๋งเว่ยดูเผิน ๆ จึงเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน
คำพูดของหานเฟยยังแฝงนัยยะ เชิญชวนให้อิ๋งเว่ยกลับแคว้นหานกับตน เพราะเขารู้ดีว่าศิษย์น้องผู้นี้มีความสามารถเพียงใด
อิ๋งเว่ยย่อมเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่หานเฟยไม่รู้คือ ตำราที่เขาเขียนร่วมกันถูกส่งถึงมืออิ๋งเจิ้งนานแล้ว และบัดนี้ฉินอ๋องก็กำลังคะนึงหาน้องชายผู้นี้อย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องกบฏเฉิงเจียว ด้วยไหวพริบทางการเมืองของอิ๋งเจิ้ง แม้จะยังเยาว์วัยและขาดประสบการณ์ แต่ก็น่าจะมองเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้ไม่ยาก
อิ๋งเว่ยยิ้มอย่างมีความหมาย “...ศิษย์พี่กลับแคว้นหาน ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยไปกว่าข้ามากนัก”
หานอ๋องคนปัจจุบันไร้ความสามารถ พี่ชายคนโตที่เป็นรัชทายาทก็ไร้ฝีมือ ยังมีพี่สี่ที่จ้องจะแย่งตำแหน่งรัชทายาทตาเป็นมัน
ซ้ำยังมีแม่ทัพใหญ่จีอู๋เยี่ยกุมอำนาจราชสำนัก การกลับซินเจิ้งขององค์ชายเก้า หากไม่วางตนให้สงบ ย่อมอันตรายยิ่งกว่าอิ๋งเว่ยในแคว้นฉินเสียอีก
อิ๋งเว่ยเองก็แฝงนัยยะเชิญชวนเช่นกัน หานเฟยสนใจเขา เขาเองก็สนใจหานเฟย อยากดึงอีกฝ่ายไปรับราชการที่แคว้นฉิน
ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจา
องค์ชายแคว้นฉินกับองค์ชายแคว้นหาน จะไปรับใช้แคว้นศัตรูได้อย่างไร? เส้นทางที่ทั้งสองใฝ่ฝันนั้น มุ่งไปคนละทิศ
สำหรับแคว้นอื่น การที่องค์ชายแคว้นหนึ่งไปรับราชการอีกแคว้นหนึ่งอาจเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่กับแคว้นฉิน
ทั่วหล้าต่างรู้ดีถึงความทะเยอทะยานดั่งเสือร้ายของแคว้นฉิน ที่หมายจะรวบรวมหกแคว้นเป็นหนึ่งเดียว
หานเฟยยกเหล้าขึ้นดื่มด้วยความขมขื่น ถอนหายใจ “...นั่นสินะ เมื่อเทียบกับแคว้นฉินแล้ว แคว้นหานต่างหากที่กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตายอย่างแท้จริง”
แคว้นฉินมีรากฐานมั่นคง ต่อให้หลี่ปู้เหว่ยกับฉินอ๋องขัดแย้งกันรุนแรงเพียงใด แคว้นก็ยังต้านทานไหว แต่แคว้นหานนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะรับแรงกระแทกใด ๆ ได้อีกแล้ว
[จบแล้ว]