- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 31 ปลุกศักยภาพจิงหนี!
ตอนที่ 31 ปลุกศักยภาพจิงหนี!
ตอนที่ 31 ปลุกศักยภาพจิงหนี!
ด้านหน้าเรือนพักของอิ๋งเว่ยคือจุดบรรจบของสายน้ำในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง ก่อเกิดเป็นสระน้ำขนาดย่อม
แสงแดดอุ่นสาดส่องผิวน้ำจนระยิบระยับ ฝูงปลาน้อยแหวกว่ายไปมา กลิ่นหอมสดชื่นของยอดหญ้าเขียวขจีริมฝั่งโชยเตะจมูก
อิ๋งเว่ยนั่งคุกเข่าอยู่หน้าพิณ มือขวากรีดสายพิณให้เสียงดนตรีพริ้วไหว ส่วนมือซ้ายโอบเอวบางระหงดั่งกิ่งหลิวของจิงหนีไว้ สัมผัสความเนียนละเอียดภายใต้อาภรณ์ พลางดึงนางเข้ามาแนบชิด
จิงหนีซบศีรษะลงบนไหล่ของอิ๋งเว่ย ใบหน้างดงามแต่ไร้การแต่งแต้มเผยความนัยที่ยากจะเอื้อนเอ่ย นางเกล้าผมสูง คิ้วเรียวขมวดน้อย ๆ ดวงตาคู่สวยทอดมองด้วยความอ่อนโยนแต่ไร้ท่วงท่ายั่วยวน แฝงไว้เพียงความเย็นชาสงบนิ่ง
นับตั้งแต่ได้ครอบครองความบริสุทธิ์ของจิงหนี ตลอดสามวันที่ผ่านมา อิ๋งเว่ยแทบไม่ออกไปไหน ขลุกอยู่แต่ในเรือน เสพสำราญไม่รู้หน่าย
อาหารการกินล้วนให้เด็กรับใช้จื่อเหลียวเป็นผู้จัดหาให้จากโรงเตี๊ยมโหยวเจียนในเมืองซางไห่ ทั้งยังมีสุรารสเลิศจากวังฉินที่พี่เจิ้งส่งมาให้ก่อนหน้านี้อีก
มีสาวงามอยู่เคียงกาย ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ขอเพียงบรรยากาศเป็นใจ ก็พร้อมจะพานางขึ้นสวรรค์ลงนรกกันได้อีกครา
น้ำร้อนในถังไม้ถูกต้มแล้วต้มเล่านับครั้งไม่ถ้วน ชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนปักลายสีครามของนาง ไม่ได้ถูกหยิบมาสวมใส่อีกเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา จิงหนีมักคลุมกายด้วยผ้าแพรบาง ๆ คอยปรนนิบัติเขาอยู่เสมอ
เหตุผลก็เพราะจิงหนีนั้นช่างงดงาม โดยเฉพาะผิวพรรณขาวผ่องดุจจันทรา และเรียวขาไร้ที่ติชวนให้หลงใหล จนทำให้อิ๋งเว่ยรู้สึกว่า การให้นางสวมอาภรณ์มิดชิดช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายนัก
ยิ่งไปกว่านั้น จิงหนีในยามนี้ทั้งอ่อนหวานและนุ่มนวล อย่างน้อยก็เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
แม้ทักษะการปรนนิบัติจะยังไม่คล่องแคล่วนัก แต่นางทั้งฉลาดและเรียนรู้ได้รวดเร็ว ภายใต้การชี้แนะของอิ๋งเว่ย นางซึมซับหลายสิ่งอย่างว่องไว จนเริ่มเข้าใจบทบาทของนางบำเรอที่ควรพึงกระทำ
ผ่านไปสามวัน หลังจากอิ๋งเว่ยได้สำรวจทุกสัดส่วนของจิงหนีจนพอใจ ในที่สุดเขาก็ยอมก้าวออกจากเรือน
ก่อนหน้านี้เขาเคยรับปากว่าจะสอนนางดีดพิณ ย่อมไม่อาจผิดคำพูดได้
อิ๋งเว่ยดีดสายพิณ เสียงดนตรีแผ่วพริ้วไพเราะ สำหรับเครื่องดนตรีชนิดนี้ เขาถือว่ามีฝีมืออยู่ในระดับพื้นฐาน ดีดเป็นแต่ยังไม่ถึงขั้นชำนาญ ด้วยเหตุที่เขาอยู่ในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง และในศิลปะทั้งหกของวิญญูชน การดนตรีเป็นวิชาบังคับที่ต้องร่ำเรียน
แม้ฝีมือจะยังห่างไกลจากผู้เชี่ยวชาญ แต่พื้นฐานของเขาก็มั่นคง เพียงพอจะถ่ายทอดให้มือใหม่อย่างจิงหนีได้โดยไม่ติดขัด
“สองวันมานี้ข้าสอนเรื่องเสียงดนตรีให้เจ้าบ้างแล้ว นี่คือเสียงกง นี่คือซาง นี่คือเจวี๋ย วิธีวางนิ้วควรเป็นแบบนี้”
“แน่นอนว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องทำตามข้าทุกอย่าง ข้าเป็นบุรุษ ทั้งยังไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านดนตรี การวางนิ้วอาจดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่เจ้าเป็นสตรีอ่อนช้อย เวลาดีดพิณควรเน้นความงดงามเป็นหลัก”
“ในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง ศิษย์พี่ฝูเนี่ยนเชี่ยวชาญดนตรียิ่งกว่าใคร ฝีมือพิณเป็นเลิศ แต่เพราะเจ้าเป็นนางบำเรอของข้า ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด ข้าคงให้ศิษย์พี่มาสอนเจ้าไม่ได้”
“อีกทั้งศิษย์พี่ฝูเนี่ยนยึดมั่นในวิถีวิญญูชน ต่อให้ข้าไปขอร้อง เขาก็คงไม่ยอมแน่”
“ส่วนที่หอซิ่งเล่อก็มีแม่นางที่ฝีมือพิณไม่เลวอยู่บ้าง แต่พวกนางไม่มีคุณสมบัติดีพอจะมาสอนเจ้า”
“การร่ายรำยิ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก ไว้กลับแคว้นฉินเมื่อใด ข้าจะหาครูสอนร่ายรำมาให้เจ้าเอง”
“ระบำแคว้นจ้าวเลื่องลือไปทั่วหล้า เพียงแต่ไม่รู้ว่าปรมาจารย์เหล่านั้นจะยอมถ่ายทอดวิชาหรือไม่”
อิ๋งเว่ยใช้มือซ้ายโอบเอวบางของจิงหนี พลางลูบไล้เล่นเป็นระยะ
“แล้วแต่ท่านจวินจะเมตตาเจ้าค่ะ” เสียงหวานนุ่มของจิงหนีตอบรับ
จิงหนีสวมชุดหรูฉวิน ท่อนบนเป็นเสื้อสั้นยาวถึงเอว ท่อนล่างเป็นกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน คาดเอวด้วยผ้าไหมรัดแน่น ยิ่งขับเน้นเส้นโค้งอรชรของอิสตรีอย่างชัดเจน เมื่ออยู่บนเอวบางร่างน้อยดั่งกิ่งหลิวของจิงหนี ยิ่งงดงามจนชวนตื่นตะลึง
น่าเสียดายที่ผ้าคาดเอวรัดแน่นจนเกินไป มือของอิ๋งเว่ยจึงไม่อาจสอดแทรกเข้าไปสัมผัสผิวเนื้อที่รอยต่อระหว่างเสื้อกับกระโปรงได้
เขาดีดพิณพลางอธิบาย จิงหนีเบียดกายแนบชิดอกเขา มือซ้ายวางบนสายพิณ ตั้งใจเรียนรู้อย่างจดจ่อ
บางครั้งในช่วงพัก จิงหนีจะลุกขึ้นรินสุราใส่ถ้วยหยกแล้วป้อนถึงริมฝีปากของเขา
อิ๋งเว่ยหัวเราะร่า รับสุราจากมือสาวงามมาดื่ม หรือบางครั้งก็เชยคางมนของนางขึ้น แล้วป้อนจากปากสู่ปาก
ทุกครั้งที่ถูกอิ๋งเว่ยหยอกเย้าเช่นนี้ แก้มของจิงหนีจะแดงระเรื่อ แววตาเอิบอาบด้วยเสน่ห์เย้ายวน
“ข้าก็นึกสงสัยว่าศิษย์น้องหายหน้าหายตาไปไหนหลายวัน ที่แท้ก็มีสาวงามเคียงกาย สุขสำราญเสียจริง!”
ขณะที่อิ๋งเว่ยและจิงหนีกำลังพลอดรักกันหวานชื่น เสียงหัวเราะร่าเริงก็ดังมาจากนอกลานบ้าน
ทั้งสองหันไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีม่วงกำลังเดินจ้ำเข้ามา
ฝีเท้าของเขาหนักแน่น เหยียบย่ำลงบนพื้นหญ้าจนเกิดรอย บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไร้วรยุทธ์
“ที่แท้ก็ศิษย์พี่นี่เอง”
อิ๋งเว่ยไม่จำเป็นต้องคาดเดาหรือใช้วรยุทธ์จับสัมผัส ก็รู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือหานเฟย
คนที่จะผลักประตูเรือนของเขาเข้ามาอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้ มีเพียงหานเฟยคนเดียวเท่านั้น ดูท่าศิษย์พี่ผู้นี้จะไม่เคร่งครัดเรื่องมารยาทสมกับที่มิได้เป็นศิษย์สำนักขงจื๊อโดยแท้
[จบแล้ว]