- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 27 ยามเมื่อดวงจันทร์สกาว ราตรีวสันต์หนึ่งครู่ มีค่าดั่งพันตำลึง
ตอนที่ 27 ยามเมื่อดวงจันทร์สกาว ราตรีวสันต์หนึ่งครู่ มีค่าดั่งพันตำลึง
ตอนที่ 27 ยามเมื่อดวงจันทร์สกาว ราตรีวสันต์หนึ่งครู่ มีค่าดั่งพันตำลึง
ภายใต้กระโปรงยาวของจิงหนีแอบซ่อนเรียวขางดงาม อิ่มกลม ผิวขาวดุจหิมะ เกลี้ยงเกลาราวหยกไร้มลทิน เพียงแตะต้องเบา ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความลื่นละมุนและอบอุ่นที่ไหลผ่านปลายนิ้ว ชวนให้หลงใหลจนยากจะถอนมือ
ก่อนหน้าสมัยดูอนิเมะ อิ๋งเว่ยเคยคิดว่าหากเป็นขาคู่นี้เขาคงสามารถเล่นสนุกได้ทั้งชาติ และเมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจในความคิดนั้นมากขึ้นไปอีก
ทว่านักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งชั้นอักษรฟ้าของหลัวหวังผู้นี้กลับปล่อยให้เขาหยอกเย้าเล่นตามอำเภอใจ สิ่งนี้ทำให้อิ๋งเว่ยรู้สึกว่าการข้ามภพครั้งนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริง
ประเด็นสำคัญคือเป้าหมายของจิงหนีคือการสังหารเขา ทั้งที่รู้ดีว่านางมาเพื่อเอาชีวิต แต่ในเวลานี้กลับทำได้เพียงยอมจำนน
ความสุขจากการบิดเบือนความคิดของอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายไม่อาจขัดขืน ต้องอดกลั้นทนรับ ทำให้อิ๋งเว่ยรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
หากจิงหนีว่านอนสอนง่ายเกินไป อิ๋งเว่ยคงรู้สึกขาดรสชาติแห่งความตื่นเต้น
ความระทึกใจดั่งเต้นระบำบนคมมีด การลิ้มรสอันตรายที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเช่นนี้ ช่างชวนให้หลงใหลจนไม่รู้จะมีสิ่งใดมาเปรียบได้
นี่สินะ... รสชาติของพิษร้ายแห่งอำนาจ
อิ๋งเว่ยลอบถอนหายใจ หากเขาไม่ใช่องค์ชายแคว้นฉิน หากไม่มีสถานะนี้ค้ำคอ จิงหนีคงไม่เลือกใช้วิธีลอบสังหารเช่นนี้แน่นอน
วิธีสังหารที่แท้จริงของนางคือสวมหน้ากากแล้วปลิดชีพในคราเดียว ไหนเลยต้องซับซ้อนและเปลืองเนื้อเปลืองตัวถึงเพียงนี้
ความสุขที่อำนาจมอบให้ ก็คือความปรารถนาในการควบคุม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร จะยอมจำนนจริงหรือเพียงต่อต้านในใจ ท้ายที่สุดก็ต้องก้มหัวทำตามคำสั่ง
อิ๋งเว่ยถือโอกาสคว้าข้อเท้าเรียวบางของจิงหนี ก่อนจะค่อย ๆ ถอดรองเท้าปักลายดอกไม้คู่เล็กและถุงเท้าผ้าไหมอันชวนรำคาญออก เผยให้เห็นเท้าเล็กเรียว ปลายนิ้วเท้าดั่งเมล็ดกระวาน ใสกระจ่างดั่งหยก เปล่งประกายแสงนวลตา เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน
เมื่อถูกอิ๋งเว่ยกุมเท้าขาวผ่องไว้ จิงหนีรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย ร่างกายบิดเร้าเบา ๆ ส่วนเท้าที่ถูกกุมไว้ไม่กล้าแม้แต่จะดิ้นหนี
อิ๋งเว่ยชื่นชมราวกับกำลังพินิจเครื่องเคลือบล้ำค่า ไล่สายตาจากข้อเท้าขึ้นไปหยุดที่ใบหน้างดงามอ่อนหวานของจิงหนี เวลานี้ลมหายใจของนางเริ่มถี่กระชั้น แต่แววตายังคงใสกระจ่างดุจสายน้ำ
จิงหนีมีความเย้ายวน แต่เป็นเสน่ห์ที่ไม่ได้เผยออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ใช่การใช้กิริยาวาจา หากแต่เป็นเสน่ห์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในบุคลิก เป็นความเย้ายวนเงียบงันที่ชวนกระชากใจเสียยิ่งกว่า
ทั้งที่ดวงตาฉ่ำน้ำคู่นั้นไร้ความรู้สึกรักใคร่ใด ๆ แอบแฝง แต่กลับยั่วยวนยิ่งกว่าสตรีเสแสร้งแกล้งทำในหอซิ่งเล่อที่อิ๋งเว่ยเคยพบเจอเสียอีก
อิ๋งเว่ยเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดส่องสว่างบอกเวลาบ่ายคล้อยกำลังพอเหมาะพอดี
“จันทร์กระจ่างฟ้า โฉมงามเจิดจ้า นวลนางสง่า ดวงใจข้าคนึงหาเงียบงัน!”
อิ๋งเว่ยไม่สนว่าจิงหนีจะเข้าใจความหมายหรือไม่ แต่ในสายตาของเขา จิงหนีเปรียบดั่งจันทร์กระจ่างในยามค่ำคืน งามผ่องไร้มลทิน
ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ หรือบุคลิกอันเย็นชา ล้วนงดงามสง่าดั่งจันทร์เพ็ญที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
“ราตรีวสันต์หนึ่งครู่ มีค่าดั่งพันตำลึง หากรอช้ากว่านี้ก็เหมือนทำลายของล้ำค่า”
อิ๋งเว่ยหาข้ออ้างส่งเดช แล้วเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าตนเอง
ทันใดนั้น มือเรียวบางของจิงหนีก็คว้าข้อมืออิ๋งเว่ยไว้ นางไม่ได้ใช้กำลังภายใน เป็นเพียงแรงบีบที่นุ่มนวลและแผ่วเบา ทว่าร่างกายของอิ๋งเว่ยกลับแข็งทื่อในพริบตา กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียด เกรงว่าวินาทีถัดไปจิงหนีจะลงมือสังหารเขาเสียตรงนั้น
‘ข้ายังไม่อยากตายใต้ดอกโบตั๋น แล้วกลายเป็นผีเจ้าสำราญหรอกนะ!’
[จบแล้ว]