- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 23 พี่เจิ้งคิดถึงข้าจริง ๆ ด้วย!
ตอนที่ 23 พี่เจิ้งคิดถึงข้าจริง ๆ ด้วย!
ตอนที่ 23 พี่เจิ้งคิดถึงข้าจริง ๆ ด้วย!
เมื่ออิ๋งเว่ยมาถึงหน้าประตูสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง เหล่าทหารองครักษ์แคว้นฉินซึ่งนำโดยชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ก็รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
“ข้าน้อยจางหาน ขอคารวะฉางอันจวิน” จางหานคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“หืม?”
อิ๋งเว่ยละสายตาจากรถม้า หันมามองชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้านี้แทน
ชายผู้นี้มีหนวดเคราบาง ๆ ที่มุมปาก ใบหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แววตาสงบมั่นคง น้ำเสียงงสุภาพนอบน้อม ความประทับใจแรกคือดูเป็นคนสุขุมมั่นคง
อิ๋งเว่ยไม่คิดว่าจะได้พบกับว่าที่หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาเร็วถึงเพียงนี้
เมื่อเทียบกับบทบาทของหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาในอนิเมะแล้ว จางหานในหน้าประวัติศาสตร์จริงกลับโดดเด่นยิ่งกว่า
ครั้งนั้น เซี่ยงอวี่ทำศึกทุบหม้อข้าวเผาสะพาน ทำสงครามแตกหักกับจางหานและหวังหลีที่จวี้ลู่ ศึกครั้งนั้นกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กำลังน้อยชนะกำลังมาก และเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ฉิน
จางหานถือได้ว่าเป็นแม่ทัพคนสุดท้ายที่ค้ำจุนราชวงศ์ฉิน แม้จะพ่ายแพ้ที่จวี้ลู่ แต่ก็ไม่อาจโทษเขาได้ทั้งหมด เพราะต้นเหตุสำคัญคือจ้าวเกาที่อยู่ในเมืองเสียนหยางซึ่งคอยบ่อนทำลายจากเบื้องหลัง
หากไม่มีจ้าวเกา จางหานผู้เชี่ยวชาญการตั้งรับ อาจไม่พ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนั้น
ทว่าบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจางหานกลับมีอยู่น้อยมาก แม้แต่ปีเกิดก็ไม่ปรากฏแน่ชัด เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก็แทบไม่มีใครรู้
รู้เพียงว่าในสมัยฉินอ๋องที่สอง จางหานในฐานะเส้าฝู่หนึ่งในเก้าขุนนางรอง ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพนักโทษและลูกทาสปราบกบฏ
แม้จะเป็นทัพนักโทษ แต่จางหานกลับรบชนะครั้งแล้วครั้งเล่า การปราบกบฏดำเนินไปอย่างราบรื่น หากไม่ใช่เพราะเซี่ยงอวี่เก่งกาจเกินไป และจ้าวเกาคอยขัดแข้งขัดขาจากเบื้องหลัง เขาอาจปราบกบฏสำเร็จก็เป็นได้
อิ๋งเว่ยเอ่ยถามด้วยความสนใจ “จางชิง ไม่ทราบว่าตอนนี้ดำรงตำแหน่งใด?”
จางหานรีบตอบ “...ข้าน้อยได้รับความไว้วางใจจากฉินอ๋อง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซ่างซูเฉิงขอรับ!”
อิ๋งเว่ยพยักหน้า ตรงกับที่คาดไว้
ระบบขุนนางของราชวงศ์ฉินประกอบด้วยสามขุนนางใหญ่เก้าขุนนางรอง หนึ่งในเก้าขุนนางรองคือเส้าฟู่ (เจ้ากรมพระคลัง) มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์และชีวิตความเป็นอยู่ของกษัตริย์
ส่วนซ่างซูเฉิง คือผู้ดูแลการรับส่งเอกสารในวัง ถวายฎีกาต่อกษัตริย์ เหนือขึ้นไปยังมีตำแหน่งซ่างซูลิ่ง
ราชสำนักในยุคก่อนราชวงศ์ฉินแตกต่างจากยุคหลังอย่างมาก ขันทีจะทำงานเฉพาะตำแหน่งที่กำหนด ข้างกายกษัตริย์ยังมีขุนนางและคนทั่วไปปฏิบัติหน้าที่อยู่จำนวนมาก ต่อมาเมื่อการบริหารวังเข้มงวดขึ้น ภายในพระราชวังก็เหลือเพียงขันทีและนางกำนัลเท่านั้น
การที่จางหานเป็นซ่างซูเฉิง เท่ากับเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดฉินอ๋องมากที่สุด
ในเวลานี้ อิ๋งเจิ้งยังมิได้ว่าราชการด้วยพระองค์เอง การแต่งตั้งถอดถอนขุนนางยังทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็มีเพียงตำแหน่งอย่างเส้าฝู่และผู้ใกล้ชิดเท่านั้น
แสดงให้เห็นว่าจางหานได้รับความไว้วางใจจากอิ๋งเจิ้งอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ในอนาคตจะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงา
ส่วนที่อนิเมะบอกว่าอิ๋งเจิ้งไว้ใจหลัวหวังมากกว่านั้น ในสายตาอิ๋งเว่ยถือว่าไร้สาระสิ้นดี
กองกำลังภายนอกอย่างหลัวหวัง จะน่าเชื่อถือไปกว่ากองกำลังลับที่กษัตริย์สร้างและควบคุมด้วยตนเองได้อย่างไร?
อิ๋งเว่ยลอบถอนหายใจ ดูท่าท่านพี่ ผู้กำลังจะกลายเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ คงใช้ชีวิตลำบากไม่น้อยในช่วงนี้
เพียงแค่จะมอบของกำนัลให้เขา ยังต้องส่งซ่างซูเฉิงข้างกายมาเอง แสดงถึงความสนิทสนมก็จริง แต่ก็สะท้อนด้วยว่าตอนนี้อิ๋งเจิ้งแทบไม่มีคนให้ใช้งาน
อนึ่ง จ้าวเกาผู้เป็นจงเช่อฝู่ลิ่ง(เจ้ากรมรถม้า) ก็สังกัดเส้าฝู่เช่นกัน ตำแหน่งไม่สูงส่งนัก มีหน้าที่ขับรถม้าให้กษัตริย์ เทียบได้กับคนขับรถประจำตัวผู้บริหารในยุคปัจจุบัน
สาเหตุที่จ้าวเกาสามารถกุมอำนาจได้ในภายหลัง เพราะเขาได้รับความไว้วางใจจากหูไห่ และสามารถชักใยอีกฝ่ายได้ตามใจ
แต่ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ยังทรงพระชนม์ จ้าวเกาเป็นเพียงมดปลวกไร้ความสำคัญ แค่คนขับรถม้าคนหนึ่งจะก่อคลื่นลมได้สักแค่ไหนเชียว?
อิ๋งเว่ยเก็บความคิดไว้ในใจ แล้วผายมือขึ้น “...ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระคุณฉางอันจวิน!”
จางหานและเหล่าองครักษ์ลุกขึ้นยืน
“ฉางอันจวิน นี่คือบันทึกผลผลิตและรายได้จากที่ดินศักดินาที่ท่านอ๋องฝากมาให้ พร้อมด้วยของพระราชทานขอรับ”
เนื่องจากไม่ใช่ราชโองการแต่งตั้ง จึงไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย
จางหานประคองม้วนไม้ไผ่ ยื่นส่งให้อย่างนอบน้อม
อิ๋งเว่ยรับมาเปิดดูคร่าว ๆ บนม้วนไม้ไผ่บันทึกตัวเลขผลผลิตและภาษีจากที่ดินศักดินาไว้อย่างกระชับชัดเจน
แม้อิ๋งเว่ยจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘ฉางอันจวิน’ แต่ที่ดินศักดินาของเขาในเวลานี้ยังไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองฉางอัน เพียงแต่อยู่ในบริเวณซึ่งจะกลายเป็นเมืองฉางอันในอนาคต
ที่นั่นดินดีน้ำชุ่ม ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข หากอิ๋งเว่ยต้องการ เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปทั้งชาติด้วยรายได้จากที่ดินนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจวงเซียง พระบิดาผู้ล่วงลับ ทรงรักใคร่เอ็นดูเขาไม่น้อย
นอกจากนั้นยังมีของพระราชทานจากอิ๋งเจิ้ง ซึ่งก็ไม่พ้นทองคำ เงิน ธัญพืช และผ้าไหม
ในยุคนี้ ธัญพืชและผ้าไหมคือเงินตราที่แท้จริง หลังสงคราม เสื้อผ้าจากศพยังถูกถอดเก็บไว้ ไม่มีใครสนใจเรื่องโชคลางอัปมงคล
“ฉางอันจวิน ท่านอ๋องฝากความมาว่า พระองค์กับท่านไม่ได้พบกันมานานหลายปี ทรงคิดถึงยิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านจะเสด็จกลับแคว้นฉินเมื่อใด?”
จางหานกล่าวถามเมื่อเห็นอิ๋งเว่ยกำลังเก็บม้วนไม้ไผ่เข้าที่
‘นั่นปะไร พี่เจิ้งคิดถึงข้าจริง ๆ ด้วย!’
[จบแล้ว]