เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 อิ๋งเว่ยตกปลา จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ติดเบ็ด!

ตอนที่ 22 อิ๋งเว่ยตกปลา จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ติดเบ็ด!

ตอนที่ 22 อิ๋งเว่ยตกปลา จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ติดเบ็ด!


“องค์ชาย อาหารเช้ามาแล้วขอรับ”

เด็กน้อยวัยสี่ห้าขวบ หิ้วตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามาหาอิ๋งเว่ย พลางกล่าวด้วยความเคารพ

อิ๋งเว่ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน พยักหน้าให้เด็กน้อยวางตะกร้าลง เมื่อเปิดฝาตะกร้าออก กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารก็ลอยแตะจมูก

“ฝีมือทำอาหารของเจ้าอ้วนแห่งโรงเตี๊ยมโหยวเจียนพัฒนาขึ้นอีกแล้วสิ แค่ได้กลิ่นก็ชวนน้ำลายสอขนาดนี้” อิ๋งเว่ยเอ่ยปากชม

เด็กน้อยยิ้มกว้าง “ฝีมือลุงติงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนจริง ๆ ขอรับ โดยเฉพาะปลาเผานั่น...”

พูดยังไม่ทันจบ เด็กน้อยที่รู้ตัวว่าเผลอหลุดปาก รีบยกมือปิดปากแน่นทันที

อิ๋งเว่ยมองเด็กน้อยด้วยสายตายิ้มเย็น “ดูท่าเจ้าคงจะกินอิ่มมาจากร้านเจ้าอ้วนติงแล้วสินะ จื่อเหลียว”

สีหน้าของจื่อเหลียวเปลี่ยนไป ก้มหน้าสารภาพผิดเสียงแผ่ว “ลุงติงเผาปลาไว้มาก เลยแบ่งให้ข้าตัวหนึ่งขอรับ ข้าได้ทานอาหารเช้าก่อนองค์ชาย ถือว่าทำผิด โปรดลงโทษด้วยขอรับ”

อิ๋งเว่ยกล่าวเสียงเรียบ “เมื่อกลับไปจงคุกเข่าสำนึกผิด แล้วท่องคัมภีร์หลุนอวี่สักสองสามบท เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปตรวจ ตอนนี้ไปเข้าเรียนก่อน”

จื่อเหลียวรีบประสานมือรับคำ “...ขอรับ!”

พูดจบ เด็กน้อยก็ถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะหันหลังเตรียมมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน

เด็กน้อยผู้นี้คือเด็กรับใช้ของอิ๋งเว่ย หรือก็คือลูกชายของเฮยไป๋เสวียนเจี่ยนนั่นเอง

เฮยไป๋เสวียนเจี่ยนในอดีตเป็นเพียงจอมโจรไร้แซ่สกุล เด็กคนนี้จึงใช้นามสกุลเดิมของเว่ยเชียนเชียนผู้เป็นแม่ ชื่อว่า ‘เหลียว’ และเนื่องจากตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ในสำนักขงจื๊อ จึงถูกเรียกว่า ‘จื่อเหลียว’

ในยุคจั้นกั๋ว แม้จารีตประเพณีจะเสื่อมโทรม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละเลยได้ นั่นคือธรรมเนียมระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชน

ในฐานะคนสมัยใหม่ แรก ๆ อิ๋งเว่ยยังรู้สึกไม่คุ้นชินนัก  แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เขาก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบเชื้อพระวงศ์ได้

การที่เด็กรับใช้กินข้าวก่อนเจ้านาย ถือเป็นความผิด หากเป็นยุคปัจจุบัน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้คงไม่มีใครถือสา โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ยิ่งไม่คิดจะลงโทษ

แต่ในยุคนี้ นี่คือความผิดที่ต้องได้รับการตักเตือนและบทลงโทษ

โดยเฉพาะในแนวคิดนิติธรรม ว่าด้วย “ศิลป์แห่งการปกครอง” มีหลักว่า ผู้ปกครองต้องให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน หากผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดแล้วไม่ลงโทษ ผู้นั้นจะมองว่าเจ้านายอ่อนแอ และในอนาคตอาจเหิมเกริมถึงขั้นล่วงเกินได้

นี่คือความแตกต่างระหว่างขงจื๊อและนิติธรรม ขงจื๊ออาจมองว่าความผิดเล็กน้อยควรให้อภัย ตักเตือนสั่งสอนกันด้วยความเมตตา แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาจะซาบซึ้งใจ แต่นิติธรรมเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย จำต้องมีบทลงโทษเพื่อควบคุม

หากว่ากันตามผลลัพธ์ ความจริงแล้วทั้งสองแนวคิดต่างก็ไม่มีสิ่งใดผิด เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อให้อภัยไปแล้ว อีกฝ่ายจะสำนึกผิดกลับตัว หรือจะย่ามใจล้ำเส้นมากยิ่งขึ้น

หลังทานอาหารเช้าเสร็จ อิ๋งเว่ยเรียกบ่าวรับใช้มาเก็บจานชาม

“วิญญูชนพึงอยู่ห่างจากครัวไฟ สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงจึงไม่เคยประกอบอาหาร”

“เดิมทีคำกล่าวนี้ เมิ่งจื่อต้องการสอนให้ผู้มีคุณธรรมรู้จักเมตตา แต่สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงกลับยึดเพียงความหมายตามตัวอักษร เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่าคัมภีร์นั้น มักถูกคนรุ่นหลังตีความกันตามใจ”

อิ๋งเว่ยหัวเราะเบา ๆ  ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ชาวบ้านทั่วไปมักกินข้าวเพียงวันละสองมื้อเพื่อประหยัดเสบียง แต่สำหรับเชื้อพระวงศ์อย่างอิ๋งเว่ย อยากกินเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ขอเพียงเอ่ยปาก พ่อครัวก็พร้อมจะปรุงถวาย

หลังเสร็จสิ้นมื้อเช้า เขาก็มุ่งตรงไปยังหอคัมภีร์ เพื่อศึกษาตำราของสำนักต่าง ๆ ต่อไป

หลายวันมานี้ ชีวิตของอิ๋งเว่ยวนเวียนอยู่แค่ระหว่างที่พักกับหอคัมภีร์

นับตั้งแต่รู้ข่าวว่าจิงหนีจะมาลอบสังหาร เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะกลับแคว้นฉินในตอนนี้ไปทันที เพราะเพียงก้าวขาออกจากสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงก้าวเดียว ก็อาจเจอคมกระบี่ของจิงหนีเสียบเข้าให้ได้

อยู่ในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงต่อไปนี่แหละ ปลอดภัยที่สุด!

เพื่อความไม่ประมาท แม้แต่หอซิ่งเล่อ อิ๋งเว่ยก็ละเว้น มุ่งมั่นอ่านตำราจนหานเฟยยังแปลกใจ สงสัยว่าทำไมจู่ ๆ ศิษย์น้องถึงกลายเป็นผู้ทรงศีลไปได้

อิ๋งเว่ยหมกตัวศึกษาหาความรู้อยู่เช่นนี้หลายวัน จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง จื่อเหลียวก็วิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน “...องค์ชาย มีขุนนางจากแคว้นฉินมาขอเข้าพบอยู่ที่หน้าประตูสำนักขอรับ”

ได้ยินดังนั้น อิ๋งเว่ยก็รู้ทันทีว่าพี่เจิ้งส่งเงินทองของกำนัลมาให้อีกแล้ว

นับตั้งแต่หนึ่งปีก่อน ที่อิ๋งเว่ยให้คนนำผลงานเขียนของตนและหานเฟยส่งไปยังวังเสียนหยาง อิ๋งเจิ้งก็ส่งคนเดินทางไกลมาถึงแคว้นฉีเป็นระยะเพื่อแสดงความห่วงใย

เหตุผลก็เพราะตำราของอิ๋งเว่ยและหานเฟยนั้น ถูกพระทัยอิ๋งเจิ้งอย่างยิ่ง

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ เมื่ออิ๋งเจิ้งได้อ่านงานเขียนของหานเฟย ถึงกับอุทานว่า “...อนิจจา หากเราได้พบคนผู้นี้และได้สนทนากับเขา แม้ตายก็ไม่เสียดาย!”

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าอิ๋งเจิ้งเลื่อมใสในตัวหานเฟยและหลักนิติธรรมเพียงใด

ความคิดของคนเราย่อมผูกพันกับสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา การที่อิ๋งเจิ้งยกย่องนิติธรรมนั้นย่อมมีเหตุผล

อิ๋งเจิ้งเกิดที่แคว้นจ้าว ตั้งแต่วัยเยาว์ บิดาอิ๋งอี้เหรินก็หนีกลับแคว้นฉินไปพร้อมหลี่ปู้เหว่ย ทิ้งให้อิ๋งเจิ้งและมารดาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในแคว้นจ้าว

ในฐานะตัวประกันที่ถูกบิดาทอดทิ้ง ชีวิตวัยเด็กของอิ๋งเจิ้งเต็มไปด้วยความขมขื่น ถูกกลั่นแกล้งไม่เว้นวัน

กว่าจะได้กลับแคว้นฉินก็อายุเก้าขวบ ครองราชย์ตอนสิบสาม แต่อยู่ใต้อำนาจผู้อื่นจนถึงยี่สิบเอ็ด แทบไม่ต่างจากหุ่นเชิด

เป็นถึงฉินอ๋อง แต่ถูกหลี่ปู้เหว่ยกุมอำนาจ ทั้งยังต้องเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ท่านลุง’ ชีวิตอัดอั้นเพียงใดคงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง

ในช่วงนั้น เขายังต้องเผชิญกับการก่อกบฏของน้องชายที่สนิทสนม และความสัมพันธ์กับมารดาที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

จุดตกต่ำที่สุดในชีวิตอิ๋งเจิ้ง คือตอนที่มารดาลักลอบมีชู้และมีบุตร หวังจะให้ลูกชู้ขึ้นมาแทนที่เขา แม้แต่มารดาบังเกิดเกล้าก็ยังคิดจะเอาชีวิต จะไม่ให้อิ๋งเจิ้งใจสลายได้อย่างไร?

วัยเด็กและวัยรุ่นของอิ๋งเจิ้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ถูกทรยศรอบด้านจนกลายเป็นคนโดดเดี่ยว การที่จิตใจไม่วิปลาสไปเสียก่อนก็นับว่าเก่งมากแล้ว

กับคนที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาขนาดนี้ หากไปพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมความเมตตาของขงจื๊อ บอกให้ปกครองแผ่นดินด้วยความรักคงถูกสั่งตัดหัวทิ้งเสียก่อน

สำหรับเขา แนวคิดขงจื๊อช่างไร้สาระยิ่งนัก หากอยากสอนเรื่องคุณธรรม เหตุใดไม่ไปบอกให้หลี่ปู้เหว่ยคืนอำนาจให้เขาเสียเล่า

มีเพียงหลักนิติธรรมของหานเฟย ที่เน้นเรื่องกลศิลป์กษัตริย์และการควบคุมคนเท่านั้น ที่สอดคล้องกับชีวิตของอิ๋งเจิ้ง เขาจึงยกย่องหานเฟยและนิติธรรมอย่างสูงส่ง

หากมีผู้ข้ามภพคนไหนกล้าไปสอนขงจื๊อให้อิ๋งเจิ้ง เขาจะไม่มองว่าเป็นอัจฉริยะ แต่จะมองว่าเป็นคนไม่รู้กาละเทศะ คุยกันคนละภาษา เดินคนละเส้นทางโดยสิ้นเชิง

นี่คือเหตุผลที่อิ๋งเว่ยพยายามตีสนิทกับหานเฟย ถึงขั้นขอแทรกชื่อตนไว้ในผลงานของอีกฝ่าย

หากอธิบายแบบภาษายุคปัจจุบัน ก็เหมือนกับการเกาะกระแสคนดังนั่นเอง

อิ๋งเว่ยไม่ถนัดงานเขียนภาษาโบราณ จึงเลือกบอกเล่าแนวคิด แล้วให้หานเฟยเรียบเรียงเป็นตัวหนังสือ

เมื่อส่งตำรานี้ไปถึงมืออิ๋งเจิ้ง พระองค์ย่อมคิดว่า น้องชายผู้นี้ช่างเข้าใจข้าอย่างแท้จริง ความคิดสอดคล้อง เป็นสหายทางจิตวิญญาณและอุดมการณ์! ข้ารักเจ้าเหลือเกิน!

พระองค์จึง ‘โหยหา’ เขา คอยส่งคนมาแคว้นฉีไม่ขาดสาย มอบของกำนัลมากมาย ช่วยดูแลที่ดินศักดินา เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว คือเร่งให้อิ๋งเว่ยรีบกลับแคว้นฉิน

เรื่องนี้ไม่ต่างจากการตามจีบสาวงามที่ต้องเข้าใจอีกฝ่ายเสียก่อนจึงจะชนะใจได้

อิ๋งเว่ยเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เจียงไท่กงตกปลา ผู้ยินยอมพร้อมใจย่อมติดเบ็ด’

ในอดีต เจียงซ่างตกได้โจวเหวินหวาง ส่วนอิ๋งเว่ยตกได้จิ๋นซีฮ่องเต้

ส่วนหานเฟยน่ะรึ? ก็แค่เครื่องมือชิ้นหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง!

อิ๋งเว่ยเดินตามจื่อเหลียวมาถึงหน้าประตูสำนัก เห็นขุนนางหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปี พร้อมทหารองครักษ์แคว้นฉินยืนรอรับอยู่

ทว่าความสนใจของอิ๋งเว่ยไม่ได้อยู่ที่ขุนนางหนุ่ม หากแต่เป็นรถม้าคันงามที่พวกเขาคุ้มกันมา

เมื่อเห็นรถม้าคันนั้น สีหน้าอิ๋งเว่ยก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เพราะทั้งสีสัน รูปแบบ และผ้าแพรที่ใช้ประดับ ล้วนบ่งบอกชัดเจนว่ารถม้าคันนี้ย่อมเป็นพาหนะของสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 22 อิ๋งเว่ยตกปลา จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ติดเบ็ด!

คัดลอกลิงก์แล้ว