- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 16 เต้าเต๋อจิง
ตอนที่ 16 เต้าเต๋อจิง
ตอนที่ 16 เต้าเต๋อจิง
เรือนไม้หลังเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไผ่อันเงียบสงบ นั่นคือที่พำนักของสวินจื่อ
ในฐานะผู้มีศักดิ์และสถานะสูงสุดในสำนักขงจื๊อ สวินจื่อแทบไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนแล้ว
ยิ่งหลังจากได้สั่งสอนหานเฟย อิ๋งเว่ย และหลี่ซือ เขาก็ยิ่งเก็บตัวเงียบไม่พบปะผู้ใด ใช้ชีวิตดั่งนกกระเรียนเหินเวหา ราวกับผู้วิเศษที่ตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากศิษย์เอกใกล้ชิดไม่กี่คน แม้แต่ฝูเนี่ยนและคนอื่น ๆ ก็แทบไม่ได้เข้าพบเขาเลย
อิ๋งเว่ยเดินตามเด็กน้อยจนมาหยุดที่หน้าเรือนไม้ มองเห็นลำธารใสสายเล็กไหลผ่านลานบ้าน รอบรั้วปลูกดอกไม้และผักสวนครัวไว้เป็นระเบียบ เขาประสานมือ ตะโกนเสียงกังวาน
“...ท่านอาจารย์ ศิษย์มาแล้วขอรับ!”
“เข้ามา” เสียงแจ่มใสอันเปี่ยมพลังของสวินจื่อดังมาจากภายใน
เมื่ออิ๋งเว่ยผลักประตูเข้าไป เห็นอาจารย์นั่งอยู่หน้าโต๊ะหมาก กาน้ำชาข้างกายกำลังส่งไอร้อนกรุ่น
“นั่งลง แล้วเดินหมากกับข้าสักกระดาน” สวินจื่อชี้มือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
อิ๋งเว่ยเดินไปนั่งลงอย่างเงียบ ๆ คุกเข่าตรงข้ามสวินจื่อ ก่อนหยิบหมากดำขึ้นมา
ทั้งสองลงหมากอย่างรวดเร็ว ดูคล้ายเล่นเพื่อความบันเทิงมากกว่าจะมุ่งเอาชนะกันจริงจัง
แท้จริงแล้ว ฝีมือหมากรุกของอิ๋งเว่ยนั้นธรรมดายิ่ง เขามองว่าการเล่นหมากเป็นเพียงกิจกรรมผ่อนคลายในยามว่าง ไม่จำเป็นต้องคร่ำเคร่งฝึกฝน
ส่วนสวินจื่อ แม้ฝีมือจะไม่ได้สูงล้ำ แต่ด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ ที่มากกว่า ย่อมเดินหมากได้เหนือกว่าอิ๋งเว่ยอยู่บ้าง
“ท่านอาจารย์เรียกศิษย์มามีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” อิ๋งเว่ยเอ่ยถามขณะวางหมาก
“ช่วงนี้เจ้าขลุกอยู่แต่หอคัมภีร์ตลอดใช่หรือไม่?” สวินจื่อถามกลับพลางเดินหมาก
“ขอรับ”
เรื่องนี้ศิษย์ขงจื๊อส่วนใหญ่ต่างรู้กันดี ไม่มีสิ่งใดให้ต้องปิดบัง
สวินจื่อถือหมากขาวในมือ ปรายตามองอิ๋งเว่ยแล้วกล่าวว่า “...แต่หนังสือที่เจ้าอ่าน ล้วนเป็นตำราเต๋าทั้งสิ้น...ดูท่าเจ้าจะเลื่อมใสในวิถีเต๋าอยู่ไม่น้อย”
คำพูดนั้นทำเอาอิ๋งเว่ยชะงัก สีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย “...เอ่อ ท่านอาจารย์...”
สวินจื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่นอย่างที่หาได้ยาก “...ไม่ต้องเกร็งไป มีอะไรอยากพูดก็พูดมาตรง ๆ อาจารย์ไม่ถือสา”
“ข้าปั้นศิษย์ที่ยึดแต่นิติธรรมอย่างหานเฟยและหลี่ซือมาได้ตั้งสองคน จะปั้นศิษย์เต๋าออกมาอีกสักคนจะเป็นไรไป?”
พูดถึงตรงนี้ สวินจื่อเองก็ยังอดขำตัวเองไม่ได้
อิ๋งเว่ยปรับสีหน้าเป็นจริงจัง เรียบเรียงคำพูดในใจครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างช้า ๆ “...ลัทธิขงจื๊อเน้นการฝึกตน ดูแลครอบครัว ปกครองแคว้น และทำนุบำรุงใต้หล้า แต่ไม่ว่าการขัดเกลาตนจะสูงส่งเพียงใด ท้ายที่สุด จุดมุ่งหมายก็อยู่ที่การปกครองแคว้น และทำให้ใต้หล้าสงบสุข”
“ศิษย์ขงจื๊อแม้มีมากหน้าหลายตา ดูเผิน ๆ เหมือนมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือการนำความรู้นั้นไปแลกกับตำแหน่งขุนนาง”
“สิ่งที่เรียกว่าการแสดงปณิธาน ไม่ได้ขัดแย้งกับการแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์ เพราะมีเพียงการได้ดำรงตำแหน่งสูงเท่านั้น จึงจะสามารถแสดงแนวคิดการปกครองของตนออกมาได้ แม้แต่ท่านอาจารย์เอง ก็ยังเคยเป็นเจ้าเมืองหลานหลิงในแคว้นฉู่มิใช่หรือขอรับ?”
พูดจบ อิ๋งเว่ยก็เหลือบมองสวินจื่อ
ในอดีต สวินจื่อเคยได้รับแต่งตั้งจากชุนเซินจวินแห่งแคว้นฉู่ให้เป็นเจ้าเมืองหลานหลิง และต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งจากแคว้นจ้าวให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีชั้นสูง
สวินจื่อพยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอ่ยขัด ปล่อยให้อิ๋งเว่ยได้พูดต่อ
“ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นลัทธิขงจื๊อหรือนิติธรรม ต่างก็ชอบถวายคำแนะนำแก่กษัตริย์ เพราะมีเพียงกษัตริย์เท่านั้นที่จะทำให้แนวคิดการปกครองของพวกเขาเป็นจริงได้”
“กระทั่งลัทธิขงจื๊อและนิติธรรม ยังมีกฎเกณฑ์ข้อบังคัละเอียดลออ ว่ากษัตริย์ควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด แต่ในมุมมองของศิษย์ กษัตริย์จะเชื่อฟังคำของผู้อื่นไปเสียทุกเรื่องได้อย่างไร สุดท้ายแล้วกษัตริย์เป็นผู้ปกครองแคว้น หรือเป็นขงจื๊อกับนิติธรรมที่ปกครองกันแน่?”
“การปกครองแคว้นใหญ่เปรียบดั่งการปรุงปลาเล็ก กษัตริย์ควรมีความคิดและการไตร่ตรองเป็นของตนเอง ดั่งคำว่า ‘ยึดถือวิถีแห่งปัจจุบัน เพื่อควบคุมสิ่งที่มีในปัจจุบัน’”
เมื่ออิ๋งเว่ยได้มาอยู่ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินและได้เห็นคัมภีร์ ‘เต้าเต๋อจิง’ ฉบับดั้งเดิม จึงตระหนักว่า เขาจึงตระหนักว่า คัมภีร์ที่เคยเห็นในยุคหลังถูกดัดแปลงไปมากเพียงใด
ตัวอย่างเช่นถ้อยคำ ‘ยึดถือวิถีแห่งปัจจุบัน เพื่อควบคุมสิ่งที่มีในปัจจุบัน’ คือเนื้อหาที่ปรากฏในเต้าเต๋อจิงของยุคสมัยนี้ แต่ในฉบับยุคหลังที่อิ๋งเว่ยเคยอ่าน ประโยคนี้กลับกลายเป็น ‘ยึดถือวิถีแห่งโบราณกาล เพื่อควบคุมสิ่งที่มีในปัจจุบัน’
เพียงถ้อยคำเดียวที่ถูกเปลี่ยน ความหมายกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
‘ยึดถือวิถีแห่งปัจจุบัน’ หมายถึงการยึดหลักความจริงตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
ส่วน ‘ยึดถือวิถีแห่งโบราณกาล’ แม้จะตีความได้ว่าให้ยึดหลักธรรมดั้งเดิม แต่ความหมายตามตัวอักษรกลับสื่อไปในทางให้ยึดติดกับจารีตเก่าแก่
อิ๋งเว่ยจึงคาดเดาว่า ประโยคนี้อาจถูกนักปราชญ์ขงจื๊อรุ่นหลังแก้ไข เพราะลัทธิขงจื๊อให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามจารีตโบราณมากที่สุด
ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน เอกสารต่าง ๆ จะเขียนลงบนแผ่นไผ่ซึ่งมีราคาแพง จึงจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำให้สั้นและกระชับ แต่ผลที่ตามมาคือ ถ้อยคำกระชับเหล่านั้นสามารถตีความได้หลากหลาย จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการ ‘อรรถาธิบาย’ ในภายหลัง
ทุกคนสามารถใช้ความเข้าใจของตนเพื่ออธิบายคัมภีร์ได้ และนั่นเองที่เป็นการเปิดช่องให้ความหมายดั้งเดิมถูกบิดเบือนไป
หากเป็นในยุคสมัยใหม่ การเขียนประโยคหนึ่งพร้อมบทความวิจัยอธิบายอย่างเป็นระบบ ก็คงไม่มีใครหน้าไหนมาบิดเบือนเจตนาที่แท้จริงได้โดยง่าย
“ไม่ว่าจะเป็นนิติธรรมหรือขงจื๊อ ต่างก็มีแนวคิดและวิธีการปกครองที่เป็นรูปธรรมมากมาย แต่ทั้งหมดล้วนต้องการกรอบแนวคิดรวบยอดที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้นมาครอบคลุม และในความเห็นของศิษย์ แนวคิดของลัทธิเต๋าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นกรอบนั้น”
“เพราะเต๋าคือ ‘ไร้การกระทำ ทว่าหามีสิ่งใดไม่สำเร็จ’ ไม่ได้เรียกร้องให้กษัตริย์ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ให้กษัตริย์ปกครองบ้านเมืองด้วยท่าทีเหนือโลก เหนือปัญหาทั้งปวง”
“ดังนั้น กษัตริย์ควรยึดถือวิถีแห่งเต๋า ขุนนางควรศึกษาหลักธรรมแห่งขงจื๊อ ส่วนราษฎรควรปกครองด้วยกฎหมายแห่งนิติธรรม นี่คือแนวคิดการปกครองของศิษย์ขอรับ”
ถ้อยคำของอิ๋งเว่ยหนักแน่น กังวานชัดทุกถ้อยคำ บอกเล่าปณิธานที่แท้จริงต่อหน้าสวินจื่อ
นี่คือ เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือกอย่างแท้จริง!
[จบแล้ว]
*เต้าเต๋อจิง สุดยอดคัมภีร์อภิปรัชญาแห่งชีวิตที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่เชื่อกันว่าเล่าจื๊อเป็นผู้แต่ง มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมชาติและปรัชญา