- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 12 สำนักขงจื๊อชักนำศิษย์ให้หลงทาง!
ตอนที่ 12 สำนักขงจื๊อชักนำศิษย์ให้หลงทาง!
ตอนที่ 12 สำนักขงจื๊อชักนำศิษย์ให้หลงทาง!
ถ้อยคำโต้แย้งของอิ๋งเว่ยต่อหานเฟยในครานี้ ทำเอาเหล่าศิษย์ขงจื๊อไม่อาจเก็บซ่อนอารมณ์บนใบหน้าได้
เจ้าสำนักขงจื๊อ ฝูเนี่ยน ลูบเคราพลางพยักหน้าเงียบ ๆ ขณะมองอิ๋งเว่ยด้วยสายตาพึงพอใจ
แม้ศิษย์ขงจื๊อเหล่านี้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า แท้จริงแล้วอิ๋งเว่ยกับหานเฟยเป็นพวกเดียวกัน แก่นแท้แนวคิดที่ทั้งสองเชิดชูก็คือ ‘กฎหมาย’ เหมือนกัน การถกเถียงในวันนี้เป็นเพียงความต่างทางแนวคิด ไม่ใช่ความต่างเชิงรากฐาน
แต่เมื่อเทียบกับการปฏิเสธคุณธรรมของขงจื๊อโดยสิ้นเชิงของหานเฟยแล้ว อิ๋งเว่ยยังคงให้ความสำคัญกับหลักเมตตา ธรรม จารีต ปัญญา และสัจจะของขงจื๊ออยู่ไม่น้อย
บางครั้งศิษย์ขงจื๊อก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หานเฟยผู้นี้ได้รับการศึกษาจากสำนักขงจื๊อจริงหรือไม่ เพราะความคิดและการกระทำของเขาในหลาย ๆ เรื่อง มองอย่างไรก็คล้ายศัตรูคู่อาฆาตของสำนักขงจื๊อโดยแท้
ทัศนคติที่เขามีต่อแนวคิดของสำนัก ต่อขงจื๊อและเมิ่งจื่อ ล้วนเต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งยังแข็งกร้าว การมีคนเช่นนี้โผล่มาในสำนักขงจื๊อนับเป็นเรื่องประหลาดพิลึกพิลั่นยิ่ง
ถึงขั้นมีการแอบนินทาลับหลังว่าสวินจื่อสอนคนไม่เป็น ถึงได้สร้างศิษย์ประหลาด ๆ ออกมาถึงสามคน
ไม่ว่าจะเป็นหานเฟย อิ๋งเว่ย หรือศิษย์อีกคนของสวินจื่ออย่างหลี่ซือ หลังจากร่ำเรียนกับสวินจื่อแล้ว แก่นความคิดของทั้งสามล้วนเอนเอียงสู่วิถีแห่งกฎหมายและกลอุบายทั้งสิ้น
เมื่อเห็นอิ๋งเว่ยโต้แย้งแนวคิดของตน หานเฟยสูดลมหายใจลึก รอฟังคำพูดต่อไปของอิ๋งเว่ยอย่างใจจดใจจ่อ นิสัยเช่นนี้บ่งบอกว่าการโต้วาทีของทั้งสองหาใช่ครั้งแรกไม่
“แม้ ‘กฎหมายฉิน’ ของแคว้นฉินจะซับซ้อนและเข้มงวด แต่ก็มีการพัฒนาปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งใน ‘กฎหมายฉิน’ เองก็ยังมีข้อกำหนดเรื่องอายุไว้อย่างชัดเจน”
“‘กฎหมายฉิน’ บัญญัติว่า หากผู้กระทำผิดอายุไม่ถึงเกณฑ์ ให้ลดโทษหรือละเว้นโทษได้”
“สำหรับ ‘กฎหมายฉิน’ ข้อนี้ ศิษย์พี่มีความเห็นอย่างไร?”
อิ๋งเว่ยและหานเฟยนั่งคุกเข่าอยู่บนลานกว้างท่ามกลางขุนเขา ต้นสนโบราณแผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงแดดอันแผดจ้า
ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี สายน้ำไหลริน เสียงนกร้อง และกลิ่นหอมของดอกไม้ ทั้งสองปะทะคารมกันราวปะทะคมดาบ ทำให้เหล่าศิษย์ขงจื๊อที่ล้อมวงฟังอยู่โดยรอบเพลิดเพลินจนลืมกะพริบตา
หานเฟยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้ากล่าวว่า “...สำหรับ ‘กฎหมายฉิน’ ข้อนี้ ข้าไม่มีข้อโต้แย้ง”
ต่อให้ศรัทธาในกฎหมายที่เข้มงวดเพียงใด หานเฟยรู้ดีว่าการใช้กฎหมายรุนแรงกับเด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสา นับเป็นการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม
อิ๋งเว่ยกล่าวต่อว่า “...ในเมื่อศิษย์พี่ไม่มีข้อโต้แย้ง เช่นนั้นหากมีเด็กฉลาดรู้ความ เมื่อรู้ว่า ‘กฎหมาย’ ลงโทษตนไม่ได้ จึงใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายก่ออาชญากรรมเล่า จะทำอย่างไร?”
“เทียบกับผู้ใหญ่แล้ว เด็กต่างหากที่หาช่องโหว่ทางกฎหมายได้ง่ายกว่า เติ้งซีแห่งแคว้นเจิ้งเชี่ยวชาญการหาช่องโหว่ทางกฎหมาย บิดเบือนตัวบท จนสุดท้ายถูกประหารชีวิต”
“ท่านอาจารย์วิจารณ์เขาว่าเป็นหนึ่งในแปดความผิดร้ายแรง ที่ไม่ปฏิบัติตามบูรพกษัตริย์ ไม่ยึดถือจารีตประเพณี รอบรู้แต่ไร้เมตตา พูดเก่งแต่ไร้ประโยชน์ ทำมากแต่ได้ผลน้อย ไม่อาจใช้เป็นหลักปกครองบ้านเมืองได้”
“หากเด็กทำตัวเช่นนั้น ศิษย์พี่จะลงโทษประหารชีวิตด้วยไม้ไผ่เหมือนกรณีเติ้งซีหรือไม่?”
เติ้งซีผู้นี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของสำนักหมิงเจีย (สำนักนามนิยม) เชี่ยวชาญการแก้กฎหมาย เจาะหาช่องโหว่ และชอบการฟ้องร้อง นับเป็นต้นแบบของของทนายความก็ว่าได้
แต่ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินนี้ พื้นที่ให้ทนายความดำรงชีพมีไม่มากนัก หากเจอพวกปากเก่งจนเถียงสู้กลับไม่ได้ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดก็คือประหารจับตัดหัวประหารเสีย จบปัญหาในคราวเดียว
อิ๋งเว่ยหยุดพักครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “...ดังนั้นในความคิดของข้า กฎหมายเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำของศีลธรรม และกฎหมายควรบังคับใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้น”
“แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเด็ก ควรเน้นไปที่การอบรมสั่งสอนด้วยคุณธรรม การใช้กฎหมายเข้มงวดกับเด็ก เพื่อบอกพวกเขาว่ากฎหมายคืออะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการสีซอให้ควายฟัง”
“ยอดเยี่ยม!”
“เยี่ยมมาก!”
“...”
สิ้นเสียงอิ๋งเว่ย เหล่าศิษย์ขงจื๊อทั้งหลายต่างปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดีพร้อมสีหน้าเปี่ยมสุข
เพราะคำโต้แย้งของอิ๋งเว่ย เท่ากับเป็นการชี้ให้หานเฟยเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาคุณธรรม ความจำเป็นของการกล่อมเกลาด้วยคุณธรรม และเป็นการหักล้างแนวคิดสุดโต่งของหานเฟยที่ว่า ‘ควรตัดสินทุกอย่างด้วยกฎหมาย’
อาจารย์หลัวเคยกล่าวไว้ว่า กับผู้เยาว์ไม่ควรเน้นสอนกฎหมาย แต่ควรเน้นสอนคุณธรรม
แต่หานเฟยในฐานะผู้รวบรวมหลักนิติธรรม มีหรือจะยอมจนมุมด้วยถ้อยคำแค่นี้ หานเฟยในประวัติศาสตร์จริงอาจจะเป็นคนติดอ่างพูดไม่เก่ง แต่หานเฟยในโลกใบนี้ กลับเป็นยอดนักพูดฝีปากเอก
หานเฟยกล่าวสวนกลับว่า “...เว่ยเหวินโหวตั้งหลี่ขุยเป็นอัครมหาเสนาบดี ปฏิรูปกฎหมาย ทำให้แคว้นเว่ยเข้มแข็งจนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดแคว้น”
“ฉินเซี่ยวกงสนับสนุนกฎหมายของซางยาง จึงเกิดแคว้นฉินที่แข็งแกร่งดังทุกวันนี้ จนหกแคว้นต้องหวาดหวั่น”
“หลายร้อยปีมานี้ เจ็ดแคว้นต่างปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็งและรุ่งเรือง แต่ในบรรดาแคว้นมหาอำนาจเหล่านี้ มีกษัตริย์องค์ใดบ้างที่ใช้ ‘ระบบคุณธรรม’ และ ‘ระบบจารีต’ เพื่อสร้างชาติ?”
“การปกครองต้องยึดกฎหมาย หากมองย้อนตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน แคว้นที่เข้มแข็งล้วนไม่พึ่งพาคุณธรรมแต่พึ่งพากฎหมาย เห็นได้ชัดว่าคำสอนเหล่านั้นของขงจื๊อ เป็นเพียงคำสอนที่ชักนำให้ลูกศิษย์หลงทาง!”
คราวนี้หานเฟยไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดสำนักขงจื๊ออย่างตรงไปตรงมา และแสดงท่าทีดูแคลนขงจื๊อกับเมิ่งจื่ออย่างไม่ปิดบัง
แน่นอนว่าถ้อยคำเหล่านี้ย่อมแลกมาด้วยสายตาอาฆาตของศิษย์ขงจื๊อรอบด้าน
อิ๋งเว่ยเห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจในใจ อยากจะยกนิ้วโป้งให้แล้วชมว่า ‘เจ๋งเป้งเลยหานเฟย’
ในสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักขงจื๊อ ในฐานะศิษย์ของสวินจื่อ ซึ่งก็นับเป็นศิษย์ขงจื๊อคนหนึ่ง เจ้ากล้าด่าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งได้ถึงเพียงนี้
สำหรับศิษย์ขงจื๊อที่ยึดมั่นในคุณธรรม จารีต และลำดับอาวุโส การที่พวกเขาไม่รุมสับเจ้าโยนให้หมากินซะเดี๋ยวนั้น ก็ถือว่าพวกเขาบรรลุธรรม รู้จักใช้ ‘ความเมตตา’ ระงับความโกรธแล้ว
ทว่าสายตาที่อยากจะฆ่าแกงกันนั้น ต่อให้ปิดบังเพียงใดก็ไม่อาจซ่อนเร้น ดูออกเลยว่าศิษย์ขงจื๊อเหล่านี้อยากเชือดหานเฟยทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หานเฟยไม่สนใจสายตาอาฆาตเหล่านั้น เขาจ้องเขม็งไปที่อิ๋งเว่ย รอคอยว่าอิ๋งเว่ยจะโต้กลับอย่างไร
[จบแล้ว]