เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 เปลือกนอกขงจื๊อ กระดูกในเป็นนิติธรรม

ตอนที่ 11 เปลือกนอกขงจื๊อ กระดูกในเป็นนิติธรรม

ตอนที่ 11 เปลือกนอกขงจื๊อ กระดูกในเป็นนิติธรรม


เหล่าศิษย์ขงจื๊อย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอิ๋งเว่ยกับหานเฟยแท้จริงแล้วคือพวกเดียวกัน

แม้ทั้งสองจะไม่ได้เห็นพ้องต้องกันทุกประเด็น และหลายครั้งยังโต้เถียงกันอย่างดุเดือดในรายละเอียดของแนวคิด ทว่าทุกคนต่างทราบดีว่า ตำราที่หานเฟยเขียนขึ้น อันเป็นผลงานซึ่งรวบรวมแก่นแท้แห่งนิติธรรมไว้อย่างครบถ้วน มิได้เกิดจากหานเฟยเพียงลำพัง หากแต่เป็นผลจากการระดมความคิดร่วมกันของทั้งสองคน

เพียงแต่ศิษย์น้องผู้นี้ไม่ชอบงานเขียน หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่ถนัดงานประพันธ์ จึงให้หานเฟยเป็นผู้ลงมือเรียบเรียงความคิดเหล่านั้นออกมาเป็นตัวหนังสือ

เมื่อเห็นอิ๋งเว่ยรับลูกคู่คอยสนับสนุน หานเฟยก็หัวเราะร่า ก่อนกล่าวเสียงดังฟังชัด

“...ถูกต้องแล้ว เวลานั้นเหยาครองราชย์เป็นโอรสสวรรค์ เช่นนั้น คำกล่าวของขงจื๊อที่ว่าทั้งเหยาและซุ่นต่างก็เป็นผู้มีพระปรีชาสามารถจะอธิบายอย่างไร?”

“ขงจื๊อกล่าวว่า นักปราชญ์เมื่ออยู่ในตำแหน่งกษัตริย์ย่อมมองเห็นทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง ทำให้ใต้หล้าไร้คนชั่ว”

“หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดชาวนาและชาวประมงยังมีข้อพิพาท? เหตุใดเครื่องปั้นดินเผายังด้อยคุณภาพ? หากทุกสิ่งดำเนินไปอย่างถูกต้องอยู่แล้ว เหตุใดซุ่นจึงต้องใช้คุณธรรมไปกล่อมเกลาพวกเขา?”

“การที่ซุ่นต้องไปแก้ไขความเสื่อมทราม นั่นย่อมหมายความว่าเหยามีความบกพร่อง”

“หากยกย่องว่าซุ่นมีปัญญาความสามารถ ก็เท่ากับปฏิเสธความรอบรู้ของเหยา หากยกย่องว่าเหยาปรีชาสามารถ ก็ต้องปฏิเสธการกระทำของซุ่นที่ใช้คุณธรรมเกลี้ยกล่อมผู้คน”

“สองสิ่งนี้ไม่อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ การที่ขงจื๊อกล่าวว่าเหยาก็ปรีชา ซุ่นก็ปรีชา มิใช่เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งในตัวเองหรือ?”

หานเฟยกล่าวอย่างฮึกเหิม สายตาคมกริบกวาดมองเหล่าปัญญาชนขงจื๊อ ขณะกล่าววาจาฉะฉานไม่เปิดช่องให้หลบเลี่ยง แถมยังหยิบยกนิทานเรื่องหอกและโล่ที่อิ๋งเว่ยเคยเรียนสมัยวัยเยาว์มาเล่าประกอบอีก

คำพูดนี้ทำเอาเหล่าศิษย์ขงจื๊อหน้าดำคร่ำเครียด บางคนอ้าปากหมายจะโต้แย้ง แต่สุดท้ายก็พบว่าตนไม่อาจหาเหตุผลมาหักล้างได้

เพราะคำกล่าวของขงจื๊อเรื่องปราชญ์ใช้คุณธรรมกล่อมเกลานั้น มีความขัดแย้งในเชิงตรรกะจริง หากไม่ใช้การบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ก็ยากจะโต้แย้งได้

เมื่อเห็นไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก หานเฟยก็ยิ่งกล่าวอย่างหนักแน่นอีกครั้ง วิพากษ์ข้อบกพร่องของการปกครองด้วยคุณธรรม

และสาธยายหลักนิติธรรมของตนอย่างไม่เกรงใจใคร

เขาพยายามชี้ให้เหล่าบัณฑิตขงจื๊อเห็นว่าการสั่งสอนด้วยคุณธรรมเพียงอย่างเดียวมีแต่จะไร้ประโยชน์ กฎหมายและอำนาจบริหารของผู้ปกครองต่างหากที่เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมมนุษย์อย่างแท้จริง

เหล่าศิษย์ต่างหน้าแดงก่ำเมื่อถูกหานเฟยวิจารณ์ตอกกลับจนยับเยิน

ฝูเนี่ยนลูบเคราที่เพิ่งไว้ยาวได้ไม่นานเบา ๆ ในฐานะเจ้าสำนัก เขากลับไม่อาจโต้แย้งศิษย์น้องผู้นี้ได้ ชวนให้รู้สึกละอายใจยิ่งนัก

สวินจื่อยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวกับไม่ใส่ใจเลยว่าศิษย์ขงจื๊อที่ตนอบรมกลับกลายเป็นอัจฉริยะแห่งนิติธรรม

“ยอดเยี่ยม!”

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงปรบมือและเสียงตะโกนโห่ร้องก็ดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง พบว่าเป็นอิ๋งเว่ยที่กำลังปรบมือหัวเราะร่า ยกย่องหานเฟยอย่างไม่ปิดบัง เหล่าศิษย์ขงจื๊อเห็นแล้วยิ่งทั้งโกรธทั้งอัดอั้นตันใจ

หานเฟยประสานมือคารวะ เขารู้ดีว่าควรหยุดเพียงเท่านี้ เพราะหากขืนพูดต่อไป เหล่าบัณฑิตขงจื๊อคงโกรธจนหน้ามืด และเลิกถกกันด้วยเหตุผลแต่เปลี่ยนมาใช้กำลังแทน

แม้หานเฟยจะรวบรวมจุดเด่นของนิติธรรมไว้ครบถ้วน แต่หลักนิติธรรมไม่ได้มีสำนักเป็นกิจจะลักษณะเหมือนสำนักเต๋า สำนักขงจื๊อ หรือสำนักม่อจื่อ

นิติธรรมเป็นเพียงแนวคิดของผู้ที่มีความเห็นคล้ายกัน แล้วตั้งชื่อรวมกันว่า “นิติธรรม” เท่านั้น และด้วยเหตุที่นิติธรรมไม่ใช่สำนักยุทธภพ จึงไม่มีคัมภีร์ลมปราณหรือวิทยายุทธ์ คนของสำนักนิติธรรมจึงกล่าวได้ว่าไร้วรยุทธ์แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่สุดคือ แนวคิดนิติธรรมไม่ได้เหมาะไปกับทุกคน และไม่เหมาะแก่การเผยแพร่ หากทุกคนเรียนรู้และยึดถือแต่แนวคิดนี้ ใต้หล้าจะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม

ขณะที่หานเฟยประสานมือเตรียมจะลงจากเวที อิ๋งเว่ยก็ตะโกนขึ้นว่า “...ช้าก่อน ข้ามีถ้อยคำบางอย่างอยากกล่าวกับศิษย์พี่”

คำพูดของอิ๋งเว่ยทำให้หานเฟยชะงักฝีเท้า ไม่ว่าจะเป็นสวินจื่อ ฝูเนี่ยน หรือเหล่าศิษย์ขงจื๊อ ต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียวพลางสงสัยว่าเขามีทฤษฎีอะไรจะมาสาธยาย

อิ๋งเว่ยค่อย ๆ ลุกขึ้น ประสานมือคารวะหานเฟย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “...ศิษย์พี่นำหลักกฎหมายของซางยาง อำนาจของเซิ่นเต้า และกลวิธีของเซินปู้ไฮ่มารวมกันได้อย่างแนบเนียน ช่างมีมุมมองที่เฉียบแหลม ศิษย์น้องเลื่อมใสยิ่งนัก”

“ข้าเห็นพ้องกับแนวคิดของพี่ศิษย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในเรื่องที่ศิษย์พี่ตำหนิขงจื๊อ และปฏิเสธคุณธรรมโดยสิ้นเชิงนั้น ข้ากลับมีความเห็นต่าง”

“การที่ศิษย์พี่ไม่แบ่งแยกญาติสนิทมิตรสหาย ไม่แบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำ ตัดสินความตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว มิขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ? หากทำเช่นนี้สืบไป ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างญาติมิตรและความกตัญญูย่อมสูญสิ้น สิ่งนี้อาจใช้ได้ผลเพียงชั่วคราว แต่ไม่อาจใช้ได้ยาวนาน!”

“นับแต่โจวกงบัญญัติระบบอาภรณ์ไว้ทุกข์ห้าลำดับ ความเป็นระเบียบของผู้อาวุโสและผู้น้อยจึงเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง บิดากับบุตร จึงมั่นคงชัดเจน”

“การใช้กฎหมายเข้มงวดควบคุมพฤติกรรมคน ที่หนักหนาที่สุดคือการลงโทษแบบเหมารวมทั้งตระกูล และรากฐานของกฎหมายเหมารวมนี้ ก็อิงมาจากระบบความสัมพันธ์ห้าลำดับนั่นเอง”

“เหตุที่ผู้คนยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าจะมีการลงโทษแบบเหมารวมหรือไม่ ก็เพราะพวกเขารู้ว่าหากทำผิดจะพลอยทำให้พ่อแม่พี่น้องเดือดร้อนไปด้วย หาใช่เพราะเกรงกลัวบทลงโทษที่จะเกิดกับตนแต่เพียงอย่างเดียว”

“ดังนั้น ผู้ที่ไร้บิดามารดา ไร้ญาติขาดมิตร จึงกล้าฝ่าฝืนกฎหมายมากที่สุด เพราะพวกเขาไร้ห่วงกังวล และกล้าทำผิดทั้งที่รู้”

“และสิ่งที่ควบคุมไม่ให้ผู้คนกระทำผิด นอกเหนือจากบทลงโทษที่รุนแรงแล้ว ก็คือคุณธรรมในจิตใจ”

“หากเป็นจริงดั่งศิษย์พี่ว่าการสั่งสอนด้วยคุณธรรมไร้ประโยชน์ จนผู้คนทั่วหล้าไม่ใส่ใจขัดเกลาจิตใจ เมื่อตระหนักว่าธรรมชาติมนุษย์นั้นชั่วร้าย มิเท่ากับว่าผู้คนในโลกจะกลายเป็นพวกเห็นแก่ตัวกันหมดหรือ”

“บทลงโทษทางกฎหมายย่อมไม่อาจยับยั้งคนเหล่านี้ได้ รังแต่จะทำให้พวกเขากล้าเสี่ยงทำเรื่องอันตรายมากขึ้น”

“หากอาศัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว คนเราก็จะหาช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หากพึ่งแต่คุณธรรมควบคุมคน ก็จะควบคุมได้เพียงผู้ที่ไม่อยากทำผิด แต่ไม่อาจควบคุมผู้ที่ตั้งใจจะทำผิดได้”

“ดังนั้นในมุมมองของข้า การใช้ทั้งคุณธรรมและบทลงโทษควบคู่กันจึงเป็นวิถีที่ถูกต้อง แนวคิดของศิษย์พี่นั้นสุดโต่งเกินไป”

สิ้นเสียงอิ๋งเว่ย สวินจื่อที่ทำหน้านิ่งมาตลอดก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าเล็กน้อย

เพราะสวินจื่อเองก็เชื่อว่าควรใช้จารีตควบคุมความชั่วร้าย และใช้กฎหมายสร้างระเบียบ แนวคิดของสวินจื่อจึงแตกต่างจากนักปราชญ์ขงจื๊อทั่วไป เพราะเขาเชื่อว่าธรรมชาติมนุษย์นั้นชั่วร้าย

หากมองด้วยมุมมองคนยุคใหม่ แนวคิดของสวินจื่อดูจะสมเหตุสมผลกว่าแนวคิดขงจื๊อและนิติธรรมทั่วไปในยุคนี้

ในประเด็นนี้ ความคิดของอิ๋งเว่ยสอดคล้องกับสวินจื่อ จึงได้รับความชื่นชมจากอาจารย์

ทว่าทั้งสองก็ยังมีความแตกต่าง แนวคิดและทฤษฎีของสวินจื่อยังคงเอนเอียงไปทางแก่นแท้ของลัทธิขงจื๊อ

แต่ความคิดของอิ๋งเว่ยที่ได้รับอิทธิพลจากโลกยุคใหม่ แก่นแท้จึงเอนเอียงไปทางนิติธรรมมากกว่า สมดั่งคำที่ว่า เปลือกนอกขงจื๊อ กระดูกในเป็นนิติธรรม

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 11 เปลือกนอกขงจื๊อ กระดูกในเป็นนิติธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว