- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 10 ปีที่แปดแห่งรัชสมัยฉินอ๋อง, สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง, ตัดสินด้วยกฎหมาย!
ตอนที่ 10 ปีที่แปดแห่งรัชสมัยฉินอ๋อง, สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง, ตัดสินด้วยกฎหมาย!
ตอนที่ 10 ปีที่แปดแห่งรัชสมัยฉินอ๋อง, สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง, ตัดสินด้วยกฎหมาย!
ปีที่แปดแห่งรัชสมัยฉินอ๋อง แคว้นฉี-ลู่ เมืองซางไห่ สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง
“ท่านอาจารย์กล่าวว่า การศึกษาแล้วหมั่นทบทวนเป็นนิจ มิใช่เรื่องน่ายินดีดอกหรือ? มีสหายเดินทางมาจากแดนไกล มิใช่เรื่องน่าสนุกดอกหรือ? แม้ผู้คนไม่เข้าใจก็ไม่โกรธเคือง มิใช่วิญญูชนดอกหรือ?”
เสียงท่องตำราอันเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยดังขึ้นพร้อมเพรียง ก้องกังวานไปทั่วสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง กลิ่นอายแห่งปัญญาและวัฒนธรรมอบอวลอยู่ทุกอณู ผู้ใดก้าวย่างเข้ามาก็ราวกับถูกชำระจิตใจ ให้รู้จักมารยาท รู้จักเกียรติยศและศักดิ์ศรี
สำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงคือศูนย์กลางแห่งลัทธิขงจื๊อที่มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งรวมปราชญ์แห่งสำนักขงจื๊ออย่างแท้จริง
ภายในสำนักงดงามดุจภาพวาดอันวิจิตร ทุกมุมมองราวกับภาพทิวทัศน์ที่ถูกสรรค์สร้างอย่างประณีต ชวนให้ผู้คนหลงใหลจนลืมวันคืน
สะพานหิน ระเบียงคดเคี้ยว ภูเขาจำลอง สระน้ำ และองค์ประกอบอื่น ๆ ผสมผสานกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพอันเลอค่าแห่งสำนักปรมาจารย์ขงจื๊อ
เสี่ยวเซิ่งเสียนจวงมีอาณาบริเวณกว้างขวาง คำว่า ‘จวง’ ที่แปลว่าหมู่บ้านนั้น ดูจะเล็กเกินไปสำหรับสถานที่แห่งนี้ เพราะพื้นที่ครอบคลุมอาณาเขตมหาศาล รวมถึงยอดเขาขนาดย่อมลูกหนึ่ง
บนยอดเขา ต้นสนเขียวขจีแข็งแรงตั้งตระหง่าน นกน้อยร้องขับขาน ผีเสื้อร่ายรำ
บนลานหินกว้างใหญ่เรียบเสมอ มีต้นสนโบราณต้นหนึ่งยืนต้นโดดเดี่ยว แข็งแกร่ง อดทน และสง่างามอย่างเรียบง่าย
ใต้ต้นสนนั้น ชายชราในชุดผ้าไหมนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ลักษณะสง่างามดุจเซียนผู้หลุดพ้น ทั้งสงบและภูมิฐาน
ชายชราผู้นี้คือ ปรมาจารย์สวินจื่อแห่งลัทธิขงจื๊อ ผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักขณะนี้ ด้วยธรรมเนียมที่เคร่งครัดเรื่องลำดับอาวุโส สถานะของสวินจื่อในสำนักจึงสูงส่งยิ่งนัก
เวลานี้สวินจื่อนั่งนิ่งขรึม ไม่ยิ้มแย้ม เบื้องล่างคือเหล่าศิษย์สำนักขงจื๊อนั่งคุกเข่าเรียงราย บางคนมีสีหน้าอับอาย บ้างก็เดือดดาล ทุกสายตาต่างจ้องมองไปยังหานเฟย ซึ่งยืนอยู่กลางวงล้อม ที่กำลังอภิปรายอย่างฉะฉาน
“ชาวนาแถบเขาลี่ซานแย่งชิงที่ดินทำกิน ซุ่นจึงไปทำนาที่นั่น หนึ่งปีผ่านไป ข้อพิพาทเรื่องที่ดินก็ยุติ”
“ชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหแย่งชิงแหล่งหาปลา ซุ่นจึงไปหาปลาที่นั่น หนึ่งปีผ่านไป ทำเลดี ๆ ก็ถูกยกให้ผู้อาวุโส”
“ช่างปั้นหม้อแห่งตงอี๋ปั้นหม้อคุณภาพต่ำ แตกหักง่าย ซุ่นจึงไปปั้นหม้อที่นั่น หนึ่งปีผ่านไป เครื่องปั้นที่ทำออกมาก็แข็งแรงทนทาน”
“ขงจื๊อยกย่องว่า การทำนา หาปลา และปั้นหม้อ มิใช่หน้าที่ของซุ่น แต่ซุ่นยอมทำสิ่งเหล่านี้เพื่อแก้ไขความเสื่อมทรามในท้องถิ่น ซุ่นช่างมีเมตตาธรรมยิ่งนัก”
“ซุ่นยินดีเอาตัวเองเข้าไปยังสถานที่ยากลำบากเหล่านี้ ผู้คนจึงพร้อมใจติดตาม ขงจื๊อจึงกล่าวว่า อริยบุคคลใช้คุณธรรมกล่อมเกลาจิตใจคน”
หานเฟยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังสรรเสริญคำสอนของขงจื๊อ ทว่าเหล่าบัณฑิตขงจื๊อในที่นี้กลับมีสีหน้าบูดบึ้ง เพราะรู้ดีว่าหานเฟยกำลังจะหักมุม และวิพากษ์วิจารณ์ขงจื๊ออย่างดุเดือดในตอนท้าย
เรื่องเช่นนี้ หานเฟยทำมานับครั้งไม่ถ้วน
แม้จะโกรธเคืองในใจ แต่เมื่อสบสายตาของหานเฟย เหล่าศิษย์สำนักขงจื๊อก็พากันหลบสายตา ไม่กล้าประสานมอง เพราะพวกเขาหาข้อโต้แย้งไม่ได้
กระทั่งสายตาของหานเฟยไปหยุดอยู่ที่อิ๋งเว่ย ซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะนุ่มเช่นกัน หานเฟยจึงกระพริบตาให้ทีหนึ่ง มุมปากยกยิ้ม
เมื่อเห็นหานเฟยส่งสายตามา อิ๋งเว่ยก็ส่งยิ้มตอบ การ ‘ส่งสายตาหวานซึ้ง’ ระหว่างบุรุษทั้งสองยิ่งทำให้เหล่าศิษย์สำนักขงจื๊อรู้สึกขัดเคืองใจหนักเข้าไปอีก
นับตั้งแต่อิ๋งเว่ยและหานเฟยรู้จักกัน จวบจนวันนี้ก็ผ่านไปสี่ปีแล้ว
เมื่อสี่ปีก่อน อิ๋งเว่ยและหานเฟยเดินทางออกจากแคว้นเว่ยมายังแคว้นฉี เดิมทีทั้งสองตั้งใจจะไปเยี่ยมคารวะสำนักจี้เซี่ย ซึ่งเคยแหล่งรวมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเมิ่งจื่อ โจวจื่อ เซิ่นจื่อ และเซินจื่อ
แต่ด้วยเหตุบังเอิญ ทั้งสองจึงแวะมาที่เสี่ยวเซิ่งเสียนจวงก่อน และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของสวินจื่อ
นับแต่นั้น การเดินทางแสวงหาความรู้ของทั้งสองก็หยุดลง พวกเขาปักหลักอยู่ที่เสี่ยวเซิ่งเสียนจวงแห่งนี้ และล้มเลิกแผนการไปสำนักจี้เซี่ย
ลัทธิขงจื๊อเคร่งครัดลำดับอาวุโส แม้อิ๋งเว่ยกับหานเฟยจะเข้าสำนักพร้อมกัน แต่หานเฟยอายุมากกว่าจึงเป็นศิษย์พี่ ส่วนอิ๋งเว่ยเป็นศิษย์น้อง
ระหว่างร่ำเรียนกับสวินจื่อ หานเฟยได้รวบรวมหลักการ ‘กฎหมาย’ ‘กลวิธี’ และ ‘อำนาจ’ ของปราชญ์นิติธรรมรุ่นก่อนมาผสมผสานและเขียนตำราสถาปนาทฤษฎี
ตลอดสี่ปีมานี้ อิ๋งเว่ยเองก็ไม่น้อยหน้า เมื่อได้มาอยู่ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ได้เห็นการประชันขันแข่งของสำนักปรัชญาร้อยสำนัก ปัญญาที่ติดตัวมาจากการข้ามภพยิ่งถูกขัดเกลา เรียนรู้สิ่งใดก็รวดเร็วเกินคนทั่วไป
แม้อิ๋งเว่ยจะเป็นคนยุคใหม่ มีความคิดก้าวหน้า แต่ก็ไม่ได้ดูแคลนคำสอนของปราชญ์ใด เขาละทิ้งทุกสิ่ง ทุ่มเทเล่าเรียนกับสวินจื่อ หลอมรวมแนวคิดที่เหมาะกับยุคสมัย จนสามารถเขียนตำราขึ้นมาเองได้เช่นกัน
เขาไม่ได้ใฝ่ชื่อในพงศาวดาร แต่ปรารถนาทิ้งรอยอันเข้มข้นไว้ในประวัติศาสตร์
แน่นอนว่าแนวคิดที่อิ๋งเว่ยนำเสนอ ไม่ใช่แนวคิดประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่แบบคนยุคปัจจุบัน
ไม่ว่าแนวคิดใดล้วนต้องอิงตามยุคสมัย ในยุคกึ่งทาสกึ่งศักดินาเช่นนี้ แนวคิดสมัยใหม่เหล่านั้นช่างเพ้อฝันและไกลเกินความเป็นจริง
หานเฟยเชิดชูนิติธรรม แต่นิติธรรมที่ว่าไมใช่ ‘การปกครองด้วยกฎหมาย’ แบบสมัยใหม่ แต่เป็น ‘วิถีแห่งกฎหมายและกลอุบาย’
หลักการของนิติธรรมเต็มไปด้วยแนวคิดอำนาจกษัตริย์แบบสุดโต่ง ดูเหมือนยึดความเสมอภาคแต่กลับสนับสนุนให้กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน หานเฟยผู้รวบรวมหลักนิติธรรมจนสมบูรณ์ ได้เขียนตำราวิจารณ์กลศิลป์กษัตริย์และการปกครองคนอย่างกว้างขวาง ซึ่งในหลักนิติธรรมนั้นเต็มไปด้วยกลอุบายในการควบคุมและทำให้อ่อนแรงของราษฎร
อิ๋งเว่ยเห็นด้วยกับบางส่วนของหลักนิติธรรม แต่ก็ดูแคลนอยู่บางส่วน
ในมุมมองของอิ๋งเว่ย หลักนิติธรรมเป็นได้เพียงกลวิธี แต่ไม่อาจใช้เป็นหลักการปกครองแผ่นดินได้ จุดจบของราชวงศ์ฉินในหน้าประวัติศาสตร์และปราชญ์นิติธรรมทั้งหลายพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผู้ยึดถือวิถีนี้มักจบไม่สวย
ส่วนทฤษฎีที่อิ๋งเว่ยเขียนขึ้น เป็นการผสานคุณธรรมของขงจื๊อและกลวิธีของนิติธรรมเข้าด้วยกัน เชิดชูหลัก ‘คุณธรรมคู่พระเดช’
นี่คือเครื่องมืออันทรงพลังที่บัณฑิตขงจื๊อรุ่นหลังนำไปปรับใช้หลังรับเอาหลักนิติธรรมเข้ามา เพื่อเป็นทฤษฎีค้ำจุนความมั่นคงของราชวงศ์
ประวัติศาสตร์จีนตลอดสองพันปีต่อมาก็พิสูจน์แล้วว่า ในยุคศักดินา ทฤษฎีชุดนี้เหมาะสมที่สุด
ลัทธิขงจื๊อในยุคหลัง แท้จริงแล้วคือขงจื๊อฉบับปรับปรุงที่ผสมผสานนิติธรรมเข้าไป
จักรวรรดิที่เป็นหนึ่งเดียวล้วนสร้างขึ้นบนรากฐานแนวคิดนิติธรรมโดยแท้ กล่าวได้ว่าสาเหตุที่ลัทธิขงจื๊อได้รับการยกย่องเพียงหนึ่งเดียวในยุคหลัง ก็เพราะลัทธิขงจื๊อลอกการบ้านมาจนสมบูรณ์แบบนั่นเอง!
บางครั้งอิ๋งเว่ยก็แอบคิดเล่น ๆ ว่า คนรุ่นหลังอาจเรียกเขาว่า ‘อิ๋งเว่ยจื่อ’ ก็เป็นได้
เพราะในสังคมกึ่งทาสนี้ เขาได้เตรียมชุดความคิดและระบอบการปกครองแบบศักดินาไว้พร้อมสรรพ
ไม่ใช่อิ๋งเว่ยเชิดชูระบบศักดินา แต่เมื่อเทียบกับระบบทาส ระบบศักดินาย่อมก้าวหน้ากว่า
ตอนนี้อิ๋งเว่ยใช้ทฤษฎีชุดนี้เพื่อยืนหยัดในปัจจุบัน ส่วนทฤษฎีที่ลึกซึ้งกว่านี้ยังไม่เหมาะที่จะกล่าวถึง รอให้สถานการณ์มั่นคง เขาค่อยเขียนตำราเล่มใหม่ พูดถึงทุนนิยมและสังคมนิยม คนรุ่นหลังที่ได้อ่านต้องตกตะลึง และยกย่องว่าเขาช่างมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลทะลุกาลเวลา
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น คนยุคนี้หากได้อ่านทฤษฎีเหล่านั้นคงมองว่าเป็นเพียงภาพลวงตา หรือวิมานในอากาศ เหมือนกับหลักการของสำนักม่อจื่อ
ขณะที่อิ๋งเว่ยหวนนึกถึงอดีตตลอดสี่ปี เสียงของหานเฟยก็ยังคงดังต่อเนื่อง “...เรื่องเล่าของขงจื๊อเรื่องนี้ ทุกท่านในที่นี้คงทราบกันดี”
“ถ้าเช่นนั้นหานเฟยขอบังอาจถาม ตอนที่เกิดเรื่องราวของซุ่นที่ขงจื๊อเล่านี้ ท่านเหยาอยู่ที่ไหน?”
สิ้นเสียงหานเฟย เหล่าศิษย์สำนักขงจื๊อกลับนิ่งเงียบกริบ เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากตอบคำถามถูกต้อง หลุมพรางที่หานเฟยขุดดักไว้กำลังรอพวกเขาอยู่
โดยไม่รู้ตัว สายตาของเหล่าศิษย์ต่างพากันมองไปยังชายวัยสามสิบเศษที่นั่งอยู่หัวแถว
ชายผู้นี้หน้าตาคมคาย สายตามุ่งมั่น เขาคือฝูเนี่ยน เจ้าสำนักขงจื๊อคนปัจจุบันที่รับตำแหน่งตั้งแต่อายุยังน้อย
ฝูเนี่ยนเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องมา แต่กลับนิ่งเงียบแม้ในใจก่นด่าไม่หยุด คำถามที่มีกับดักเช่นนี้ ใครจะไปตอบ
เมื่อเห็นเจ้าสำนักไม่ยอมตอบ สายตาเปี่ยมความหวังของเหล่าศิษย์จึงเบนไปหาสวินจื่อ หวังให้ปรมาจารย์ผู้อาวุโสสูงสุดช่วยไขข้อข้องใจ
น่าเสียดายที่สวินจื่อยังคงรักษามาดเคร่งขรึม เพียงลูบเคราขาวเบา ๆ ไม่เอ่ยวาจาใด
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “...เหยาในเวลานั้นกำลังเป็นโอรสสวรรค์!”
ทุกคนหันขวับไปตามเสียง เห็นผู้พูดคืออิ๋งเว่ยตามคาด สีหน้าของศิษย์ขงจื๊อทั้งหลายพลันคล้ำลงทันใด
[จบแล้ว]