- หน้าแรก
- มีแมวเป็นอุ่นไอ ไม่ต้องมีใครมาเคียงข้าง
- บทที่ 16: เงาตะลึงที่ริมหน้าต่าง
บทที่ 16: เงาตะลึงที่ริมหน้าต่าง
บทที่ 16: เงาตะลึงที่ริมหน้าต่าง
บทที่ 16: เงาตะลึงที่ริมหน้าต่าง
ในช่วงเย็น อ้ายชิงได้รับคำสั่งให้ลงไปตามแม่ที่ชั้นล่างขึ้นมากินข้าว
เขาเคาะประตูห้อง แล้วก็มีเสียงตอบรับดังมาจากข้างใน
"มาแล้วจ้ะ"
รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงเดินออกมาจากห้องนอนใหญ่ในชุดนอนลำลองสำหรับใส่อยู่บ้าน แม้จะอยู่ในชุดสบายๆ แต่ผมทรงซอยสั้นของเธอก็ยังขับเน้นบุคลิกทะมัดทะแมงของผู้หญิงเก่งออกมาอยู่ดี
ทว่าเมื่อกลับถึงบ้าน หญิงแกร่งผู้นี้ก็จะสลัดความแข็งกร้าวทิ้งไป เหลือไว้เพียงความอ่อนโยน โดยเฉพาะเวลาที่ได้เห็นหน้าลูกชาย
"มาให้แม่กอดหน่อยลูก"
รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงที่มีส่วนสูงเพียง 160 เซนติเมตร ถูกลูกชายตัวดีแซงความสูงไปตั้งแต่สมัยเขายังเรียนอยู่มัธยมต้น
แต่ทุกครั้งที่กลับมาเจอกันหลังจากห่างหายไปนาน อ้อมกอดนี้ก็ไม่เคยขาดหายไป
รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงกอดลูกชายแน่น ก่อนจะถอยหลังออกมาครึ่งก้าว มองไปทางห้องนอนของเขาแล้วถามว่า "เสี่ยวอวี่ล่ะลูก?"
"อยู่ในห้องผมครับ"
"ทำไมไม่ปล่อยน้องออกมาวิ่งเล่นล่ะ?"
"ในลานบ้านอาจจะมีแมวตัวอื่นอยู่ ให้แกอยู่ในห้องน่าจะดีกว่าครับ"
"ไหน ขอแม่ดูหน่อยซิ"
รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงก็เหมือนกับคุณย่าของอ้ายชิง พวกท่านรักเสี่ยวอวี่มากที่สุดในบรรดาแมวทั้งหลาย
แต่ปกติรองผู้อำนวยการเหยาเฉียงมักจะงานยุ่ง จนไม่ค่อยมีโอกาสได้กอดแมวสักเท่าไหร่
ครั้งนี้อ้ายชิงอุตส่าห์พาเสี่ยวอวี่กลับมาด้วย รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงจึงไม่สนใจจะลงไปกินข้าวแล้ว เธอเดินตรงดิ่งไปยังห้องนอนของอ้ายชิงทันที
อันที่จริง ตอนนี้อ้ายชิงเองก็ยังรู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่
แต่พอเห็นแม่ผลักประตูเข้าไป แล้วพบว่าเสี่ยวอวี่ยังคงอยู่ในร่างแมว เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
"เมี๊ยว~"
เสี่ยวอวี่กระโดดลงจากเตียง วิ่งปราดมาที่เท้าของอ้ายชิง แล้วเอาหัวถูไถข้อเท้าของเขาอย่างออดอ้อน
จากนั้นมันก็นั่งลง เงยหน้ามองรองผู้อำนวยการเหยาเฉียง ยืดคอไปดมฟุตฟิตที่เท้าของเธอ ก่อนจะถูไถตัวกับเธอด้วยเช่นกัน
ตราบใดที่ไม่ได้เกลียดแมว ใครที่ได้เห็นก้อนขนสีขาวบริสุทธิ์นุ่มฟูอย่างเสี่ยวอวี่ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องนั่งลงและยื่นมือไปสัมผัสขนที่นุ่มนิ่มนั้น
อ้ายชิงชอบลูบตรงบริเวณสะโพกใกล้ๆ ก้นของเสี่ยวอวี่มากที่สุด
ตรงนั้นลูบแล้วเพลินมือที่สุด
ส่วนรองผู้อำนวยการเหยาเฉียงชอบลูบหัว โดยเฉพาะบริเวณหลังใบหูเล็กๆ ของมัน
ทางด้านคุณย่าหลางเซียงอิงนั้นค่อนข้างจะฮาร์ดคอร์สักหน่อย ทุกครั้งที่หญิงชราลูบแมว ท่านจะใช้ฝ่ามือใหญ่ๆ กวาดไปทั่วทั้งแผ่นหลังและขยี้แรงๆ ราวกับกำลังนวดแผนโบราณให้แมว
"รู้สึกเหมือนจะอ้วนขึ้นกว่าตอนตรุษจีนนะเนี่ย" รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงพูดพลางยิ้มบางๆ ขณะลูบพุงเสี่ยวอวี่ "น่าจะใกล้ครบขวบแล้วใช่ไหม?"
"ช่วงนี้ผมยังไม่ได้จับชั่งน้ำหนักเลยครับ" อ้ายชิงนั่งยองๆ ลงลูบหลังเสี่ยวอวี่บ้าง "วันที่ 15 เดือนนี้ก็จะครบหนึ่งขวบพอดีครับ"
"เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ" รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงลูบจนพอใจแล้วก็ตัดบท ลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนของอ้ายชิง
อ้ายชิงหันกลับไปมองเสี่ยวอวี่ที่นอนหงายท้องโชว์พุงอยู่บนพื้น เกาคางให้มันเบาๆ แล้วบอกว่า "เป็นเด็กดีนะ เดี๋ยวพี่ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อน"
...
ครอบครัวห้าคนนั่งล้อมวงกินข้าวเย็นกันอย่างเรียบง่าย
อ้ายชิงมักจะไม่ค่อยพูดค่อยจาบนโต๊ะอาหาร
คุณย่าหลางเซียงอิงเองก็สงบปากสงบคำเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตอนที่ดุคุณปู่ว่าให้เพลาๆ เรื่องดื่มเหล้าลงบ้าง
หลังจากรองผู้อำนวยการเหยาเฉียงเล่าเรื่องสัพเพเหระในบริษัท และบ่นเรื่องปัญหาหลังจากได้รับตำแหน่งรองผอ.ฝ่ายขาย บทสนทนาก็เปลี่ยนไปสู่คู่พ่อลูก อ้ายลี่ซงและอ้ายจงกั๋ว
สมัยหนุ่มๆ อ้ายลี่ซงเคยเป็นนักเขียนชื่อดังของสำนักพิมพ์ท้องถิ่นในหางโจว และเป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนระดับมณฑล
แต่ตอนนี้เขาเกษียณอายุมานานแล้ว
ปกติแล้ว นอกจากการฝึกเขียนพู่กันจีน เล่นหมากรุกกับตาแก่ในหมู่บ้าน รำไทเก็ก หรือดูแลซูเปอร์มาร์เก็ตอ้ายหยิง ช่วงหลังมานี้เขายังได้งานอดิเรกใหม่เพิ่มมาอีกอย่าง หลังจากที่หลานชายแนะนำให้รู้จักแอปพลิเคชันติ๊กต็อกเมื่อตอนปีใหม่
ทว่าเมื่ออยู่บนโต๊ะอาหารกับลูกชาย บทสนทนาของพวกเขากลับวนเวียนอยู่กับสถานการณ์โลก แนวโน้มเศรษฐกิจ ผลงานวรรณกรรมใหม่ๆ และข่าวเด่นประเด็นร้อน จิบเหล้าขาวเคล้าการวิพากษ์วิจารณ์บ้านเมืองกันอย่างออกรส
มื้อเย็นที่เริ่มตอนห้าโมงกว่า กว่าจะเลิกรากันไปก็ปาเข้าไปทุ่มหนึ่ง
จากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาที่อ้ายชิงรอคอยมากที่สุดทุกครั้งที่กลับบ้าน
"ย่าครับ เดี๋ยวผมช่วย!"
อ้ายชิงเดินตามหลางเซียงอิงเข้าไปในโกดังของซูเปอร์มาร์เก็ต เขาช่วยยกถุงอาหารแมวและขนมฟรีซดรายขึ้นมาทันที
จากนั้นทั้งสองก็เดินไปยังลานเล็กๆ นอกระเบียงชั้นหนึ่ง
รองผู้อำนวยการเหยาเฉียงก็เดินตามมาด้วย ทั้งสามคนเดินออกจากตัวบ้านพร้อมกัน
ลานชั้นหนึ่งของบ้านไม่ได้กว้างขวางนัก โดยเฉพาะเมื่อมีบันไดเชื่อมขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง ทำให้เหลือพื้นที่ว่างเพียงสิบตารางเมตรเศษๆ
รอบด้านล้อมรอบด้วยกำแพง มีประตูเหล็กบานหนึ่งสำหรับเข้าออก
ทันทีที่อ้ายชิงก้าวออกจากระเบียงลงสู่ลานบ้าน คุณย่าซึ่งถือหม้อเหล็กสำหรับทำอาหารอยู่ในมือ ก็ใช้ช้อนเคาะกับขอบหม้อเบาๆ สองสามที
ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงสวบสาบ ดวงตาที่ส่องประกายวาววับคู่แล้วคู่เล่าก็ปรากฏขึ้นบนกำแพงโดยรอบ
และเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนดวงตาเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อ้ายชิงช่วยคุณย่าฉีกถุงอาหารแมวและขนมฟรีซดราย เททั้งหมดลงในหม้อเหล็กอย่างคล่องแคล่ว
หลางเซียงอิงใช้ช้อนยาวคนคลุกเคล้าไปมาในหม้อ ส่วนรองผู้อำนวยการเหยาเฉียงเข้าไปหยิบชามใบเล็กตั้งซ้อนกันออกมาวางเตรียมไว้
บรรดาเจ้าของดวงตาบนกำแพงเริ่มกระโดดลงมาในลานบ้าน เผยให้เห็นรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันไป ทั้งสูง ต่ำ อ้วน ผอม และสีสันหลากหลายสายพันธุ์
ลองนับดูคร่าวๆ น่าจะมีประมาณสิบห้าถึงสิบหกตัว
หลังจากแมวเหล่านี้เข้ามาในลานบ้าน พวกมันต่างก็ทำตัวเรียบร้อยดีมาก บ้างก็นั่งรอรอบๆ ตัวหลางเซียงอิง บ้างก็เดินวนเวียนไปมา
หลางเซียงอิงหัวเราะอย่างใจดี หลังจากคลุกอาหารเม็ดและขนมจนเข้ากันดีแล้ว เธอก็เริ่มตักใส่ชามใบเล็กทีละใบ
"มาๆ แม่สาวเมเปิล กินก่อนเลยนะ" อ้ายชิงหยิบชามแรกไปวางไว้ริมกำแพง แล้วอุ้มแมวลายสวยที่มีลวดลายบนหลังคล้ายใบเมเปิลไปวางไว้ตรงนั้น
"ต่อมาก็ ท่านหัวหน้า"
"ไท่จุน แกก็มาด้วยสิ"
"เอ๊ะ แล้วเจ้าส้มยักษ์ไปไหนล่ะ?"
แมวจรจัดที่มากินอาหารที่นี่ทุกวันไม่ได้หน้าเดิมเสมอไป แต่จะมีขาประจำอยู่ไม่กี่ตัวที่อ้ายชิงจำได้แม่น
แต่วันนี้ เขาไม่เห็นเจ้าแมวส้มตัวยักษ์ที่เคยเห็นทุกวันตอนช่วงปีใหม่
"ไปเปิดประตูสิ เดี๋ยวก็เห็น" หลางเซียงอิงพูดกลั้วหัวเราะ
อ้ายชิงเดินไปเปิดประตูรั้วด้วยความสงสัย แล้วก็เห็นก้อนสีเหลืองอ้วนกลมค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
"โอ้โห!"
"เมี๊ยว หง่าว หง่าว!"
"ทำไมอ้วนขึ้นขนาดนี้เนี่ย?" อ้ายชิงนั่งลงอุ้มเจ้าส้มยักษ์ขึ้นมาชั่งน้ำหนักด้วยมือ แทบจะยกไม่ขึ้น
"เจ้านี่มันกินล้างกินผลาญ อย่าเพิ่งให้เข้ามา ให้รออยู่หน้าประตูนั่นแหละ รอพวกนี้กินเสร็จก่อน" หลางเซียงอิงสั่ง "เมื่อก่อนพอกินชามตัวเองเสร็จ มันก็ชอบไปแย่งตัวอื่นกิน ผ่านไปไม่กี่เดือนก็อ้วนเป็นหมูแบบนี้แหละ"
"แกนี่นะ ต้องลดความอ้วนหน่อยแล้ว" อ้ายชิงหัวเราะพลางดันเจ้าส้มกลับออกไปแล้วปิดประตูขังไว้ข้างนอก
"แล้วเสี่ยวอวี่ล่ะ? เย็นนี้กินอะไรหรือยัง?" หลางเซียงอิงถามด้วยความเป็นห่วง
"เดี๋ยวผมขึ้นไปเปิดอาหารกระป๋องให้แกครับ" อ้ายชิงตอบ
จะว่าไป แม่ของเสี่ยวอวี่ก็เป็นแมวจรจัดที่ถูกแมวตัวอื่นพามาขอข้าวกินที่นี่เหมือนกัน
ตอนนั้นท้องของแม่แมวโตมาก จวนจะคลอดเต็มที แต่ร่างกายกลับผอมโซจนน่าตกใจ ราวกับไม่ได้รับสารอาหารเลย
จนตอนแรกที่หลางเซียงอิงเห็น ยังนึกว่าเป็นแค่แมวอ้วนลงพุงเฉยๆ
แต่หลังจากได้กินข้าวไปแค่มื้อเดียว แม่แมวตัวนั้นก็เริ่มคลอดลูกในลานบ้านทันที
แม้หลางเซียงอิงจะเฝ้าดูและพยายามช่วยเหลือตลอดทั้งคืน แต่เนื่องจากร่างกายขาดสารอาหารมานาน สุดท้ายแม่แมวก็สิ้นใจเพราะคลอดยาก
และลูกแมวในท้องก็ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด สามในสี่ตัวตายไป เหลือเพียงเสี่ยวอวี่ตัวเดียวที่รอดพ้นคืนแรกมาเห็นแสงตะวันในวันที่สอง
ทว่าเสี่ยวอวี่เองก็ขาดสารอาหารและร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด หลางเซียงอิงต้องแยกเลี้ยงไว้ในบ้าน คอยประคบประหงมดูแลอย่างดีทุกวัน จนในที่สุดมันก็พ้นขีดอันตรายมาได้
ต่อมา เพราะอ้ายชิงชอบมันมากจริงๆ ที่บ้านจึงตกลงเลี้ยงเสี่ยวอวี่ไว้เป็นสมาชิกในครอบครัว
"เอาล่ะครับ เชิญเสวยกันตามสบายเลยนะทุกท่าน" อ้ายชิงลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วหันไปบอกย่ากับแม่ "เดี๋ยวผมขึ้นไปดูเสี่ยวอวี่ก่อนนะครับ"
พูดจบ เขาก็เหลือบมองขึ้นไปบนชั้นสอง ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
เพราะในจังหวะนั้น ที่หน้าต่างห้องของเขา เสี่ยวอวี่ในร่างมนุษย์กำลังนั่งยองๆ อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ จ้องมองลงมาดูภาพเหตุการณ์ในลานบ้านชั้นล่างด้วยความอยากรู้อยากเห็นผ่านกระจกหน้าต่าง
เชี่ยเอ๊ย!
ทำไมยัยหนูถึงมาเปลี่ยนร่างเอาป่านนี้เนี่ย?!