- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 47 สารภาพแล้ว
บทที่ 47 สารภาพแล้ว
บทที่ 47 สารภาพแล้ว
ภายในห้องสอบสวนตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
หานปินเชิดคางขึ้น “ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ?”
อวี๋เวยเม้มริมฝีปาก “คุณมีหลักฐานอะไร? ที่จะพิสูจน์ว่าฉันเคยไปอันหยางอพาร์ตเมนต์?”
“ในรถแท็กซี่มีกล้องวงจรปิด เธอเป็นผู้หญิงฉลาด น่าจะรู้ว่านี่หมายความว่ายังไง”
หานปินคอยสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา บางคนเวลารู้สึกกังวล ไม่สบายใจ หดหู่ หรืออึดอัด ก็มักจะเม้มริมฝีปาก
“ฉันเคยไปร้านซ่วนเฟิงเน็ตคาเฟ่จริง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันไปทำจดหมายขู่กรรโชกนี่คะ” อวี๋เวยเปลี่ยนเรื่อง
ท่าทีของอวี๋เวย บ่งบอกว่าเธอกำลังเริ่มหวั่นไหวแล้ว
หานปินทำลายกำแพงในใจของเธอต่อไป “ในร้านเน็ตคาเฟ่ก็มีกล้องวงจรปิดเหมือนกัน ตอนเธอเขียนจดหมายขู่กรรโชก ยูเอสบี ซองจดหมาย มองเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ทั้งหมดนี่คือหลักฐาน”
“ยูเอสบีกับซองจดหมายหน้าตาเหมือน ๆ กันมีตั้งเยอะแยะ จะมาบอกว่ามันเป็นจดหมายขู่กรรโชกเพียงเพราะว่ามันหน้าตาเหมือนกันได้ยังไง” อวี๋เวยเถียง
“รูปถ่ายที่ใช้กรรโชกพวกนั้น เธอใช้มือถือถ่ายใช่ไหมล่ะ? นั่นน่ะ มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยนะ” หานปินย้อนถาม
สีหน้าของอวี๋เวยเปลี่ยนไปเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึก ๆ “ในมือถือของฉันไม่มีรูปกรรโชกที่คุณพูดถึง”
“แล้วถ้าฉันหาเจอล่ะ?” หานปินพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความท้าทาย
“ถ้าคุณมีปัญญาหาเจอ ฉันก็จะยอมรับ” อวี๋เวยจ้องกลับไป
“มือถือของเธอถูกส่งไปที่ทีมเทคนิคแล้ว ต่อให้เธอจะลบรูปไปแล้ว ก็กู้คืนกลับมาได้เหมือนกัน” หานปินกล่าว
ร่างของอวี๋เวยสั่นสะท้านไปแวบหนึ่ง เผยสีหน้าลนลานออกมา
“จะสารภาพหรือไม่สารภาพ?”
อวี๋เวยไม่ตอบ
“ถ้างั้นพวกเราก็รอ รอให้ทีมเทคนิคกู้คืนรูปถ่ายในมือถือของเธอกลับมา” หานปินนั่งลงบนเก้าอี้ เปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น “แต่ว่า ถึงตอนนั้นจะได้ลดหย่อนโทษหรือเปล่า ก็คงพูดยากแล้วล่ะนะ”
“ถ้าไม่ลดหย่อนโทษ เวลารับโทษก็คงจะนานเลย แฟนหนุ่มคนนั้นจะรอจนเธอออกมาได้หรือเปล่า ก็ยิ่งพูดยากเข้าไปใหญ่” เถียนลี่ยิ้ม
“เหอะ ต่อให้ลดหย่อนโทษ เขาก็ไม่รอฉันหรอก” อวี๋เวยหัวเราะเย็นชา
“เขาจะรอเธอหรือไม่รอฉันไม่รู้ แต่แม่ของเธอรอแน่นอน” น้ำเสียงของเถียนลี่เคร่งขรึมลง
น้ำเสียงของอวี๋เวย เจือไปด้วยเสียงสะอื้น “เรื่องที่ฉันถูกจับ แม่ฉันรู้หรือยังคะ?”
“แม่เธออยู่ข้างนอก อยากเจอไหมล่ะ?”
อวี๋เวยส่ายหน้า สองมือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงเบา “ฉันไม่นึกเลยว่าพวกคุณจะจับฉันได้”
“เรื่องที่เธอใช้รูปถ่ายไปกรรโชกเฉินลู่เหยียน พ่อของเธอรู้ไหม?” หานปินถือโอกาสถามต่อ
“ไม่รู้หรอกค่ะ เขาก็เป็นแค่ไอ้โรคจิตที่วัน ๆ รู้แต่จะแอบถ่าย” อวี๋เวยเผยสีหน้ารังเกียจ
“เธอยังอายุน้อย ยังมีอนาคตอีกไกล ทำไมถึงทำแบบนี้?” เถียนลี่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
อวี๋เวยเช็ดน้ำตา “เงินค่ะ ฉันต้องการเงิน”
เถียนลี่เดินเข้าไป ยื่นกระดาษทิชชูให้เธอแผ่นหนึ่ง “พ่อแม่ของเธอก็มีเธอเป็นลูกสาวแค่คนเดียว ถ้าต้องการเงินก็บอกพวกท่านได้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องไปกรรโชกทรัพย์คนอื่นเขาด้วย?”
“ที่ร้านกาแฟ คุณก็เห็นแฟนฉันแล้วนี่คะ คิดว่าเขาหล่อไหมล่ะ?” อวี๋เวยตอบไม่ตรงคำถาม
“ก็ไม่เลวนะ” เถียนลี่พยักหน้า
“ฉันหน้าตาธรรมดา ๆ ใครหลายคนก็บอกว่าฉันไม่คู่ควรกับเขา พวกคุณคิดว่ายังไงล่ะ?” อวี๋เวยซักต่อ
“เพื่อที่จะรั้งเขาไว้ เธอก็เลยใช้เงินไปเยอะมากสินะ?” หานปินนึกถึงฉากที่ซื้อเสื้อผ้าเมื่อครั้งก่อน
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นหนี้เงินกู้ออนไลน์เยอะมาก”
“ใช้เงินเพื่อรั้งผู้ชายคนหนึ่งไว้ นี่คือสิ่งที่เธอต้องการจริง ๆ เหรอ?” เถียนลี่ถาม
“ตอนที่อยู่กับเขา ฉันมีความสุขมาก แค่นี้ก็พอแล้ว” อวี๋เวยเค้นยิ้มออกมา
...
อวี๋เวยสารภาพแล้ว ครอบครัวนี้ก็แตกสลายแล้ว
หยางหลินแม่ของอวี๋เวย ก็มาที่กรมตำรวจสาขาด้วย
เธอนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในห้องพัก
ตลอดชีวิตเธอเป็นภรรยาที่ดีเป็นแม่ที่ประเสริฐ ก็แค่หวังว่าสามีกับลูกสาวจะอยู่กันอย่างสงบสุขปลอดภัย ทั้งครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุข
แต่ตอนนี้ สามีถูกควบคุมตัวในข้อหาแอบถ่าย แถมยังถูกบริษัทไล่ออก
ลูกสาวก็ถูกจับในข้อหากรรโชกทรัพย์ กำลังจะถูกตัดสินโทษ ต้องติดคุก
เธอรู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบของตัวเองพังทลายลงมาแล้ว
เถียนลี่ปลอบใจเธออยู่ครึ่งชั่วโมง ถึงได้ส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่กลับไป
คดีคลี่คลายแล้ว สมาชิกทีม 2 ทุกคนต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เรื่องเศร้าเคล้าสุขในโลกมนุษย์แบบนี้ พวกเขาเจอมาเยอะแล้ว
คนที่อ่อนไหว ถูกอารมณ์ชักจูงได้ง่าย มาเป็นตำรวจสืบสวนอาชญากรรมไม่ได้หรอก ญาติผู้เสียหายร้องไห้ ตัวเองก็ร้องไห้ตาม แล้วจะไปทำคดีอะไรได้
คดีจบแล้ว คนในทีม 2 ก็ไม่ต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำอีกต่อไป พอจะได้หยุดพักผ่อนกันบ้างแล้ว
หานปินชงกาแฟมาแก้วหนึ่ง นั่งลงบนเก้าอี้ ยกขาพาดไว้บนโต๊ะ จิบกาแฟไปอึกหนึ่ง เผยสีหน้าดื่มด่ำ
“ปินจื่อ ปกตินายดื่มชาไม่ใช่เหรอ วันนี้ทำไมเปลี่ยนรสนิยมแล้วล่ะ” เจิงเผิงหาว
“นาน ๆ ทีก็อยากจะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์บ้าง เปลี่ยนรสชาติ กระตุ้นให้ตื่นตัวหน่อยครับ” หานปินยิ้ม
“พวกนายว่ากาแฟกับชา อันไหนมันช่วยให้ตื่นตัวได้ดีกว่ากัน?” เจิงเผิงยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มไปอึกใหญ่
“หัวหน้าเจิงครับ เรื่องนี้คุณน่าจะมีประสบการณ์มากกว่าพวกเรานะครับ” หลี่ฮุยพูดหยอก
“ฉันไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟ ไม่ชินน่ะ”
“ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือชา ดื่มบ่อย ๆ มันก็ดื้อยาหมดแหละค่ะ ตอนที่ฉันมาอยู่หน่วยสืบสวนอาชญากรรมใหม่ ๆ ดื่มชาแค่แก้วเดียวกลางคืนก็นอนไม่หลับแล้ว แต่ตอนนี้ดื่มไปทั้งกา ก็ยังหลับได้เหมือนเดิม” เถียนลี่บ่น
“เถียนลี่พูดมีเหตุผลครับ ปกติผมจะดื่มกาแฟตอนที่ไม่มีอะไรทำ ถ้ากระหายน้ำก็ยังดื่มชาอยู่ อย่างน้อยก็ไม่ร้อนใน” หานปินพูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง
จ้าวหมิงเพิ่งจะมาเป็นตำรวจได้ไม่นาน ยังไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งเหมือนคนอื่น ๆ ได้ ก็เลยยังได้รับผลกระทบจากคดีอยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “พวกคุณว่า ตอนนี้อวี๋เวยจะรู้สึกเสียใจบ้างไหมครับ?”
“เธอจะเสียใจหรือไม่เสียใจ แต่เธอก็ได้ทำผิดไปแล้ว พูดอะไรตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ” เถียนลี่กล่าว
“พอพูดถึงคดีนี้ ฉันก็งงอยู่เหมือนกันนะ ตอนที่พวกเรายังเรียนหนังสือ มีแต่ผู้ชายที่ต้องจ่ายเงินให้ผู้หญิง แบบนี้ถึงจะจีบ... มีแฟนได้ เอาล่ะสิ ตอนนี้มันกลับกันแล้ว ผู้หญิงต้องมาจ่ายเงินให้ผู้ชาย แถมยังเป็นหนี้เงินกู้ออนไลน์อีก พวกนายว่านี่มันโง่ไหมล่ะ” หลี่ฮุยไม่ค่อยเข้าใจ
“พี่ฮุยครับ เรื่องนี้พี่ไม่เข้าใจแล้วล่ะครับ เดี๋ยวนี้เด็กผู้หญิงเขาชอบคนหล่อ ขอแค่หน้าตาดี อย่างอื่นก็ไม่สำคัญแล้ว” จ้าวหมิงตบอก
“ให้ตายสิ อาจารย์อวี๋ได้ไปอีกหนึ่งคะแนน” หลี่ฮุยลากเสียงยาว
“หลี่ฮุย คำพูดของคุณนี่ฉันชักจะไม่ชอบฟังแล้วนะ อย่ามาปลุกปั่นให้ประชาชนแตกแยกกันสิ” เถียนลี่ชูกำปั้นขึ้นมา
“สุภาพสตรีใช้ปากไม่ใช้กำลัง” หลี่ฮุยรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“พี่ฮุยครับ ต้องทำท่าเวอร์ขนาดนั้นเลยเหรอ” จ้าวหมิงยิ้ม ๆ เถียนลี่เป็นผู้หญิงรูปร่างผอมบางคนหนึ่ง โดนสักหมัดสองหมัดจะเป็นอะไรไป
“ในฐานะรุ่นพี่ พี่ฮุยคงต้องเตือนนายสักหน่อยนะ ว่าในทีมของเราน่ะ จะไปหาเรื่องใครก็ได้ แต่อย่าไปหาเรื่อง ‘เจ๊เถียน’ เชียว ระวังจะโดนอัด” หลี่ฮุยพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“พอได้แล้ว อย่ามัวแต่เล่นกันอยู่เลย เก็บของได้แล้ว” เจิงเผิงโบกมือ กล่าวอย่างใจป้ำ “ตอนเย็นฉันเลี้ยงเอง”
“เย้ หัวหน้าเจิงจงเจริญ”
“หัวหน้าเจิงครับ ก็รอคำนี้อยู่เลยครับ”
“โหวต ๆ คืนนี้กินอะไรดี!” ห้องทำงานของทีม 2 กลับมาคึกคักอีกครั้ง
“เฮ้ ๆ พวกนายทำอะไรกันน่ะ? รู้ไหมว่านี่มันเวลางาน” ในตอนนั้นเอง เจิ้งข่ายเสวียนก็ทำหน้าขรึมถือกระบอกน้ำเก็บความร้อนเดินเข้ามา
“หัวหน้าเจิ้งครับ”
“หัวหน้าเจิ้ง คุณมาแล้วเหรอครับ” ทุกคนหยุดส่งเสียงดัง รีบทักทาย
“ตื่นเต้นอะไรกันนักหนา ตะโกนอะไรกัน?” เจิ้งข่ายเสวียนถาม
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่ปิดคดีได้ ทุกคนก็เลยดีใจกันน่ะครับ” เจิงเผิงพูดปัดไปที “แล้วคุณมาที่นี่ได้ยังไงครับเนี่ย?”
บนใบหน้าที่เคร่งขรึมของเจิ้งข่ายเสวียน ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มออกมา
“ฉันมาขอร่วมวงกินข้าวด้วยน่ะ”
“โห่!”
ทุกคนรู้ตัวว่าโดนแกล้งเข้าให้แล้ว ก็เลยพากันส่งเสียงโห่ร้อง