- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 46 จับกุม
บทที่ 46 จับกุม
บทที่ 46 จับกุม
เมืองชิงเต่ามีบริษัทแท็กซี่อยู่ยี่สิบกว่าแห่ง
หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ
หานปินกับหลี่ฮุยสองคนถือรูปถ่ายของอวี๋เวย ตระเวนไปทั่วบริษัทแท็กซี่ในเมืองชิงเต่า ขอให้คนขับรถแท็กซี่จดจำใบหน้าและช่วยพยายามนึกหน่อยว่า เมื่อหลายวันก่อนเคยรับอวี๋เวยที่อันหยางอพาร์ตเมนต์บ้างหรือไม่
เช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีบริษัทแท็กซี่สองแห่งติดต่อกลับมา
แห่งหนึ่งชื่อบริษัทแท็กซี่ซุ่นเหอ มีคนขับรถแท็กซี่สองคนที่เคยรับส่งหญิงสาวหน้าตาคล้ายอวี๋เวยแถวอันหยางอพาร์ตเมนต์
ส่วนอีกแห่งหนึ่งชื่อบริษัทแท็กซี่เป่ยทง มีคนขับรถแท็กซี่คนหนึ่งที่เคยไปส่งหญิงสาวหน้าตาคล้ายอวี๋เวยที่อันหยางอพาร์ตเมนต์
หานปินเชิญตัวคนขับรถแท็กซี่ทั้งสามคนนี้ไปที่กรมตำรวจสาขาชิงเต่า
หานปินแยกกันสอบปากคำทั้งสามคน ในจำนวนนี้ คนขับรถสองคนจากบริษัทแท็กซี่ซุ่นเหอเคยรับอวี๋เวยในคืนวันที่ 3 สิงหาคม
ส่วนคนขับรถจากบริษัทแท็กซี่เป่ยทง เคยรับอวี๋เวยในคืนวันที่ 4 สิงหาคม
แบบนี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า อวี๋เวยเคยไปที่อันหยางอพาร์ตเมนต์ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง
นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการเติมเต็มห่วงโซ่หลักฐาน
...
บ่ายสองโมงกว่า จ้าวหมิงกับเถียนลี่สองคนก็รีบเดินทางมาจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่
พอคนมาครบ เจิงเผิงก็เรียกประชุมวิเคราะห์คดีทันที
เจิงเผิงยืนพิงโต๊ะ ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่ง “หมายค้นกับหมายเรียกตัวขอมาได้แล้ว ก็เหลือแค่รอพวกนายรวบรวมหลักฐานนี่แหละ”
“วันนี้มีคนขับรถแท็กซี่สามคน ยืนยันว่าพวกเขาเคยรับส่งอวี๋เวยแถวอันหยางอพาร์ตเมนต์ ในคืนวันที่ 3 และวันที่ 4 สิงหาคมครับ” หลี่ฮุยกล่าว
“ยืนยันตัวตนของอวี๋เวยได้ไหม?”
“ได้ครับ ในรถแท็กซี่มีวิดีโอบันทึกไว้ พวกเราเปรียบเทียบดูแล้ว เป็นอวี๋เวยตัวจริงแน่นอน” หลี่ฮุยหยิบรูปถ่ายสองสามใบออกมา แจกจ่ายให้ทุกคน
“หลักฐานนี้สำคัญมาก” เจิงเผิงสูบบุหรี่ตามความเคยชิน แต่เพิ่งนึกได้ว่าบุหรี่ยังไม่ได้จุดไฟ
“หัวหน้าเจิงครับ ทางฝั่งพวกเราก็เจอเบาะแสเหมือนกัน” จ้าวหมิงยังหนุ่ม ยังมีไฟแรง ไม่อยากน้อยหน้าใคร
เจิงเผิงยิ้ม ๆ “ดีเลย ว่ามาสิ”
“พวกเราไปตระเวนสอบถามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แถวบ้านอวี๋เวย พบว่าในวันที่ 4 สิงหาคม อวี๋เวยเคยไปที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่งชื่อร้านซ่วนเฟิงเน็ตคาเฟ่ พวกเราไปขอดูกล้องวงจรปิดของร้านนั้นแล้ว พบว่าเธอน่าสงสัยว่ากำลังทำจดหมายขู่กรรโชกอยู่ครับ” จ้าวหมิงกล่าว
“กล้องวงจรปิดพอมองเห็นชัดไหม?”
“มองไม่เห็นเนื้อหาในจดหมายครับ” จ้าวหมิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่ายูเอสบีกับซองจดหมายที่ใช้คัดลอกจดหมาย เหมือนกับที่พบในที่เกิดเหตุเป๊ะเลยครับ”
“ดี” เจิงเผิงเอ่ยชม “พอมีหลักฐานสำคัญสองชิ้นนี้ พวกเราก็ไปจับคนได้แล้ว”
“หัวหน้าเจิงครับ พวกเราจะไปวางกำลังที่มหาวิทยาลัย หรือว่าที่บ้านของอวี๋เวยดีครับ?” หานปินถาม
“รอเดี๋ยว ฉันขอโทรศัพท์แป๊บหนึ่ง” เจิงเผิงพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วเดินไปที่มุมห้องทำงาน
หลังจากโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง เจิงเผิงคุยอยู่ไม่กี่ประโยค ก็เดินกลับมา “ฉันเพิ่งได้ข่าวมาว่า อวี๋เวยอยู่ที่ร้านลาฮวาคอฟฟี่บนถนนเซิ่งลี่ตะวันออก พวกเรารีบไปที่นั่นกันเดี๋ยวนี้เลย”
“หัวหน้าเจิงครับ คุณรู้ได้ยังไงเหรอครับ?” จ้าวหมิงประหลาดใจเล็กน้อย
“ระดับหัวหน้าเจิงแล้ว จะไม่มีสายข่าวได้ยังไง ทำเป็นตื่นเต้นไปได้” หลี่ฮุยยักไหล่
“สายข่าวเหรอ? แล้วพี่มีไหมครับ?” จ้าวหมิงสงสัย
“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหนูอย่างนายสักหน่อย” หลี่ฮุยพ่นเสียง
“พี่ปินล่ะครับมีไหม?”
หานปินยิ้ม แต่ไม่พูดอะไร
“พอได้แล้ว อย่ามัวแต่ถามเรื่องไร้สาระอยู่เลย ปฏิบัติการได้” เจิงเผิงทำหน้าขรึม ตวาดไปหนึ่งที
...
ทั้งห้าคนแบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม
เจิงเผิงพาหานปินกับเถียนลี่ ไปที่ร้านลาฮวาคอฟฟี่บนถนนเซิ่งลี่ตะวันออกเพื่อจับกุมอวี๋เวย
ส่วนหลี่ฮุยกับจ้าวหมิงสองคน ไปที่บ้านของอวี๋เวยพร้อมกับทีมเทคนิค เพื่อเข้าตรวจค้นเป็นครั้งที่สอง
ครั้งก่อน เป็นการตรวจค้นโดยพุ่งเป้าไปที่อวี๋เหอเฟิง แต่ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่อวี๋เวย
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
พวกหานปินทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงร้านลาฮวาคอฟฟี่
อวี๋เวยกับชายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังนั่งคุยกันอย่างสนิทสนมอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง
หานปินจำได้ในทันทีว่า ชายคนนี้คือคนเดียวกับที่เจอครั้งก่อน น่าจะเป็นแฟนหนุ่มของอวี๋เวย
ถึงแม้พวกเขาทั้งสามคนจะสวมชุดไปรเวต แต่รัศมีกลับดูแตกต่างจากคนทั่วไป
พอเพิ่งเดินเข้าไปใกล้ อวี๋เวยก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างระแวดระวัง เผยสีหน้าประหลาดใจ “พวกคุณมาที่นี่ทำไม?”
“อวี๋เวย พวกเราสงสัยว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์คดีหนึ่ง เชิญคุณกลับไปที่กรมตำรวจเพื่อช่วยในการสืบสวนด้วย” หานปินแสดงหมายเรียกตัวออกมา
“พวกคุณพูดจาเหลวไหลอะไร ฉันเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัย จะไปเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์ได้ยังไง” สีหน้าของอวี๋เวยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“อวี๋เวย ตอนนี้มันเป็นสังคมที่ชายหญิงเท่าเทียมกันแล้ว ผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่ได้ต่างกันหรอกนะ เข้าใจไหม?” เถียนลี่สวนกลับ
“พวกคุณสืบสวนผิดคนหรือเปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” อวี๋เวยร้องโวยวาย
“เธอจะยอมไปกับพวกเราดี ๆ หรือว่าจะให้ฉันต้องลงมือ” เถียนลี่หยิบกุญแจมือออกมา
“พวกคุณต้องเข้าใจผิดแน่ ๆ ฉันถูกใส่ร้าย” อวี๋เวยไม่ยอมอ่อนข้อให้
“ใช่ครับ เวยเวยเป็นคนจิตใจดีมาก พวกคุณต้องเข้าใจผิดแน่ ๆ” แฟนหนุ่มของอวี๋เวยยืนงงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังเลือกที่จะเชื่ออวี๋เวย
หานปินซักต่อ “คุณเป็นอะไรกับอวี๋เวย?”
“ผมเป็นแฟนของอวี๋เวยครับ”
“งั้นดีเลย พวกเรามีเรื่องอยากจะถามคุณอยู่เหมือนกัน กลับไปให้ปากคำกับพวกเราสักหน่อยเถอะ” หานปินกล่าว
“นี่มันไม่เกี่ยวกับผมนะ ผมไม่รู้อะไรเลย” แฟนหนุ่มของอวี๋เวยรีบปัดความเกี่ยวข้องกับตัวเอง
“มัวชักช้าอะไรอยู่ พาตัวไป” เจิงเผิงเริ่มจะหมดความอดทน
...
พวกหานปิน พาตัวอวี๋เวยทั้งสองคนกลับมาที่กรมตำรวจ ส่งลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ และโทรศัพท์มือถือของอวี๋เวยไปให้ทีมเทคนิค
อวี๋เวยถูกพาตัวไปที่ห้องสอบสวน
หานปินเป็นคนสอบสวนหลัก เถียนลี่จดบันทึก
“ชื่อ เพศ อายุ ภูมิลำเนา...”
“อวี๋เวย เพศก็ดูกันเองสิ อายุสิบแปด ภูมิลำเนาอยู่บนโลก...”
“ปัง!” เถียนลี่ทุบโต๊ะ ตวาดเสียงดัง “สนุกมากไหม? นึกว่าที่นี่เป็นบ้านเธอหรือไง ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย”
“ฉันเคยเรียนกฎหมายมานะ ผู้ต้องสงสัยก็มีสิทธิมนุษยชนเหมือนกัน พวกคุณจะมาดุอะไรนักหนา” อวี๋เวยกลอกตา
หานปินยิ้ม ๆ ผู้ต้องสงสัยที่ยโสโอหังขนาดนี้ ก็หาตัวจับได้ยากจริง ๆ “ในเมื่อเธอก็เคยเรียนกฎหมายมา ทั้งที่รู้กฎหมายแล้วทำไมถึงยังทำผิดกฎหมาย ไปกรรโชกทรัพย์คนอื่นเขาอีกล่ะ”
“คุณลุงคะ คุณมีหลักฐานเหรอ?” น้ำเสียงของอวี๋เวย แฝงไปด้วยความท้าทาย
“ก่อนที่จะมาจับเธอ พวกเราก็สืบสวนมาอย่างชัดเจนแล้ว เลิกคิดที่จะฟลุกหนีไปได้ซะ แล้วก็ยอมรับการสอบสวนแต่โดยดี นี่แหละคือทางเลือกที่ถูกต้อง” หานปินพูดอย่างมั่นใจ
“เหอะ” อวี๋เวยพ่นลมหายใจเย็นชา
“คิดว่าฉันกำลังขู่เธออยู่เหรอ?”
“ถ้าคุณมีหลักฐานก็เอาออกมา ถ้าไม่มีหลักฐานก็ปล่อยฉันไปสิ ทำแบบนี้มันสนุกมากหรือไง?”
“ได้ เธอไม่พูดฉันพูดเองก็ได้ แต่อย่ามาโทษฉันทีหลังนะ ว่าไม่เปิดโอกาสให้เธอได้รับการลดหย่อนโทษ” หานปินลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าโต๊ะสอบสวน
“คืนวันที่ 3 สิงหาคม เธอนั่งแท็กซี่ไปที่อันหยางอพาร์ตเมนต์ เอาจดหมายขู่กรรโชกฉบับแรกไปใส่ไว้ในบ้านของผู้เสียหาย วันต่อมาผู้เสียหายก็แจ้งตำรวจ พวกเราเลยไปจับกุมพ่อของเธอ”
“เพื่อช่วยให้พ่อของเธอพ้นจากข้อสงสัยเรื่องกรรโชกทรัพย์ วันที่ 4 สิงหาคม เธอก็เลยไปที่ร้านซ่วนเฟิงเน็ตคาเฟ่เพื่อทำจดหมายขู่กรรโชกฉบับที่สอง ตอนกลางคืนได้นั่งแท็กซี่ไปที่อันหยางอพาร์ตเมนต์อีกครั้ง เอาจดหมายขู่กรรโชกฉบับที่สองไปหย่อนไว้ เพื่อช่วยให้พ่อของเธอพ้นจากข้อสงสัย”
หานปินจ้องหน้าอีกฝ่าย ซักไซ้ “ที่ฉันพูดมาทั้งหมด ถูกต้องหรือเปล่า?”
อวี๋เวยไม่ได้มีท่าทีใจเย็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว สองมือประสานเข้าหากัน ในใจเต้นไม่เป็นส่ำ
คำอธิบายของหานปินเมื่อสักครู่นี้ เหมือนกับขั้นตอนการก่อเหตุของเธอทุกกระเบียดนิ้ว