- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 45 ห่วงโซ่หลักฐาน
บทที่ 45 ห่วงโซ่หลักฐาน
บทที่ 45 ห่วงโซ่หลักฐาน
ร้านอาหารเหอเว่ย
ใกล้เที่ยงวัน สมาชิกทีม 2 ก็นัดเจอกันที่ร้านอาหาร กินข้าวไปพลาง รายงานความคืบหน้าการทำงานไปพลาง ไม่เสียเวลาทั้งสองอย่าง
ทั้งห้าคนจองห้องส่วนตัวริมหน้าต่างบนชั้นสอง เปิดเครื่องปรับอากาศ ปิดประตู นั่งดื่มชา สบายกว่าอยู่ที่ห้องทำงานเสียอีก
“ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ อยากกินอะไรก็สั่งเลย วันนี้ผมเลี้ยงเอง” จ้าวหมิงตบหน้าอก รับอาสาเป็นเจ้ามือ
ทุกคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาสักพัก ก็เลยพอจะรู้จักจ้าวหมิงอยู่บ้าง
ถึงแม้จะเห็นว่าจ้าวหมิงอายุน้อยที่สุด แต่ที่บ้านเขากลับมีเงิน เรียกได้ว่าเป็นพวกลูกคนรวยรุ่นสอง ทุกคนก็เลยไม่เกรงใจเขาสักเท่าไหร่
เจิงเผิงสั่งไส้ใหญ่ทอดแห้งจานหนึ่ง
หานปินสั่งซี่โครงแกะย่าง
เถียนลี่สั่งผัดผักกวางตุ้งน้ำมันหอย
หลี่ฮุยสั่งต้มเลือดหมูเสฉวน
จ้าวหมิงสั่งกับข้าวหนึ่งอย่างกับซุปอีกหนึ่งอย่าง คือซีฟู้ดนึ่งหม้อใหญ่และลูกชิ้นในซุปน้ำใส
สุดท้าย ก็สั่งบะหมี่อีกหกชาม ข้าวสวยห้าถ้วย แล้วก็เกี๊ยวอีกหนึ่งจาน
“จ้าวหมิง ไอ้กับข้าวของนายจานเดียว แพงกว่ากับข้าวของพวกเราทั้งหมดรวมกันซะอีกนะ” เจิงเผิงหัวเราะ
“ช่วงนี้ทุกคนลำบากกันมามาก กินของดี ๆ บำรุงร่างกายกันหน่อยครับ” จ้าวหมิงเองก็เริ่มจะหิวแล้วเหมือนกัน สองวันนี้มัวแต่วุ่นวายอยู่กับงาน ข้าวยังไม่ได้กินดี ๆ เลย
“จ้าวหมิง ที่บ้านนายทำอะไรเหรอ? ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้” หลี่ฮุยทำตัวเป็นเด็กขี้สงสัย
“ก็ไม่ได้ทำอะไรมากครับ แค่ตอนเวนคืนที่ก็ได้บ้านมาหลายหลัง พ่อแม่ผมก็ทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ” จ้าวหมิงแบมือ
“อ๋อ...”
ทุกคนต่างก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
“บ้านนายรวยขนาดนี้ จะมาเป็นตำรวจทำไม ตามพ่อแม่นายไปทำธุรกิจก็สิ้นเรื่องแล้ว” หลี่ฮุยพูดหยอก
“เรื่องนี้มันเล่ายาวเลยครับ ตอนที่ผมเรียนมัธยมปลาย...” จ้าวหมิงกำลังคึกคัก เตรียมจะย้อนความหลัง แต่ก็ถูกเจิงเผิงขัดจังหวะขึ้นมาก่อน
เจิงเผิงโบกมือ “พอได้แล้ว ไว้เดี๋ยววันหลังว่าง ๆ ค่อยมาคุยเล่นกัน วันนี้พูดเรื่องคดีกันก่อน”
“หานปิน หลี่ฮุย พวกนายสองคนมีเบาะแสไม่ใช่เหรอ”
“ผมพูดเองครับ” หลี่ฮุยดูตื่นเต้นเล็กน้อย “หัวหน้าเจิงครับ วันนี้ผมกับปินจื่อสะกดรอยตามอวี๋เวย คุณทายสิครับว่าเป็นยังไง อวี๋เวยเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง...”
“เจ้าหนูอย่างนายนี่มันอารัมภบทเยอะจริง” เจิงเผิงขัดจังหวะอีกฝ่าย “หานปินพูด”
“พวกเราเก็บลายนิ้วมือมา แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือบนคอมพิวเตอร์ มันตรงกันทุกประการครับ” หานปินสรุปจบภายในประโยคเดียว
“แปะ!” เจิงเผิงตบฝ่ามือฉาดหนึ่ง “นี่ก็จบเรื่องแล้วสิ”
“ในเมื่อลายนิ้วมือตรงกัน ก็หมายความว่าอวี๋เวยเคยใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเธอจะเคยเห็นวิดีโอแอบถ่าย เธอก็น่าสงสัยเหมือนกัน ต้องไปขอหมายเรียกตัวไหมคะ?” เถียนลี่ถาม
“ก็ต้องไปขออยู่แล้ว แต่ว่า...” เจิงเผิงลูบคาง พูดจาอ้ำอึ้ง
“หัวหน้าเจิงครับ ลายนิ้วมือก็เปรียบเทียบแล้วว่าตรงกัน นี่มันเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอครับ แล้วยังจะรออะไรอีกล่ะ?” จ้าวหมิงไม่ค่อยเข้าใจ
“มันก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าเวลาเกิดเหตุมันก็ผ่านมาสามวันแล้ว พวกเราไปจับอวี๋เหอเฟิงต่อหน้าอวี๋เวย อวี๋เวยต้องรู้ตัวแล้ว แถมยังมีการป้องกันตัว มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเธอจะทำลายหลักฐานไปหมดแล้ว ถึงแม้จะจับตัวเธอได้ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานเพียงพอ ก็ยากที่จะตัดสินคดี” เจิงเผิงพูดถึงความกังวลของตัวเอง
หานปินจิบชาไปอึกหนึ่ง “หัวหน้าเจิงพูดถูกครับ คดีนี้มันค่อนข้างพิเศษ ไม่ได้ทิ้งลายนิ้วมือหรือดีเอ็นเอไว้ ที่พอจะเป็นหลักฐานได้ก็มีแค่วิดีโอ รูปถ่าย ซองจดหมาย แล้วก็ยูเอสบี”
“ปินจื่อ เมื่อวานนายตรวจสอบรูปถ่ายกับวิดีโอทั้งเช้าเลย เจออะไรบ้างไหม?” หลี่ฮุยถาม
หานปินวางถ้วยชาลง “ก็เจออยู่บ้างครับ ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะใช้เป็นหนึ่งในหลักฐานตัดสินคดีได้”
“เจออะไรเหรอ?” เถียนลี่เองก็ได้ดูวิดีโอกับรูปถ่ายแล้วเหมือนกัน
“รูปถ่ายที่ใช้กรรโชกสองสามรูปนั่น มันมาจากวิดีโอจริง ๆ ครับ”
“อันนี้ฉันก็เจอเหมือนกันค่ะ น่าจะเป็นภาพที่แคปมาจากวิดีโอ” เถียนลี่พยักหน้า
“ไม่ใช่ภาพแคปครับ แต่เป็นการถ่ายรูปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกที” หานปินแก้ให้ถูกต้อง
“แล้วมันต่างกันตรงไหนเหรอครับ? ก็เป็นรูปที่ใช้กรรโชกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” จ้าวหมิงถือการน้ำชา รินน้ำชาเพิ่มให้พวกเจิงเผิงและหานปิน
“ถ้าเป็นภาพแคป ก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่งไฟล์เข้าไปในยูเอสบีได้โดยตรง ถ้าบนยูเอสบีไม่มีลายนิ้วมือ หรือว่าถูกทิ้งไปแล้ว ก็ยากที่จะใช้เป็นหลักฐานได้” หานปินใช้มือประคองถ้วยชา แล้วพูดต่อ
“แต่รูปถ่ายมันไม่เหมือนกัน ตอนนี้พวกคุณใช้อะไรถ่ายรูปกันล่ะครับ?”
“ก็ต้องเป็นมือถือสิ นอกจากพวกที่คลั่งไคล้การถ่ายรูป ยุคนี้ใครมันจะไปซื้อกล้องถ่ายรูปกัน” หลี่ฮุยตอบ
“รูปถ่ายมันไม่เหมือนกับภาพแคป ทั้งมุมกล้อง ทั้งแสงเงา มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปถ่ายก็ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนกัน ขอแค่หารูปถ่ายของผู้เสียหายในมือถือของอวี๋เวยเจอ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการมัดตัวได้แล้วครับ” หานปินกล่าว
“เถียนลี่เรียนรู้ไว้หน่อย นี่แหละที่เขาเรียกว่ามืออาชีพ” เจิงเผิงเผยสีหน้าชื่นชม
เถียนลี่เผยรอยยิ้มขมขื่น ก่อนหน้านี้งานที่ต้องใช้เทคนิคแบบนี้ ล้วนเป็นหานปินที่ทำมาตลอด เพียงแต่เพราะว่ารูปถ่ายมันค่อนข้างจะพิเศษ ก็เลยส่งต่อให้เถียนลี่รับผิดชอบแทน
ทีม 2 มีคนไม่มาก แต่การแบ่งงานกลับชัดเจนมาก จุดแข็งของเถียนลี่ไม่ได้อยู่ตรงนี้
อย่าเห็นว่าเถียนลี่เป็นผู้หญิง เธอกลับเป็นคนที่สู้งานหนักได้ดีมาก มักจะคอยแบ่งเบาภาระงานจุกจิกอยู่เสมอ
ทั้งไปเอาลายเซ็นหัวหน้า ประทับตราของกรม พิมพ์รายงาน ไปเอาแฟ้มคดี ไปทำเรื่องย้ายที่คุมขัง ไปเอาคำตัดสินของศาล และอื่น ๆ
ล้วนเป็นเถียนลี่กับจ้าวหมิงที่คอยวิ่งเต้น หลี่ฮุยเองบางครั้งก็คอยช่วยแบ่งเบา
ตอนหานปินเพิ่งจะมาอยู่ที่หน่วยสืบสวนอาชญากรรมใหม่ ๆ ก็เคยทำงานวิ่งเต้นอยู่บ้างเหมือนกัน ต่อมาเพราะทักษะการสืบสวนอาชญากรรมที่เก่งกาจ แล้วไปเข้าตาหัวหน้าทีมอย่างเจิงเผิง เลยได้บอกลางานจุกจิกพวกนั้นไป
ถ้าคดีมีความซับซ้อน หานปินก็จะรับผิดชอบในการคลี่คลายคดี พอไม่มีคดี หานปินก็ได้พักผ่อน
สำหรับการแบ่งงานแบบนี้ หานปินก็พึงพอใจมากเหมือนกัน
ก็เหมือนกับหลักการเล่นเกมนั่นแหละ มันก็ต้องมีคนคอยสนับสนุน ถึงจะมีคนสร้างผลงานหลักได้สะดวก
“ก๊อก ๆ” ด้านนอกห้องส่วนตัวมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทุกคนต่างก็พากันเงียบเสียงลง
พนักงานเสิร์ฟผลักประตูเดินเข้ามา แล้วเริ่มเสิร์ฟอาหาร
อาหารสามอย่างแรกถูกนำมาเสิร์ฟ คือ ผัดผักกวางตุ้ง ไส้ใหญ่ทอดแห้ง และซี่โครงแกะย่าง
เจิงเผิงคีบไส้ใหญ่ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ลองชิมดู “รสชาตินี้เลย ไส้ใหญ่ที่ผัดจนเกรียม ๆ แบบนี้รสชาติสุดยอดที่สุดแล้ว ยิ่งถ้าได้เหล้าเอ้อร์กัวโถวสักครึ่งจินนะ โห สวรรค์เลย”
“หัวหน้าเจิงครับ รอวันไหนที่ไม่มีคดีแล้ว พวกเรามาดื่มกันสักกรึ๊บสองกรึ๊บนะครับ” หลี่ฮุยก็เป็นพวกคอทองแดงเหมือนกัน เวลาที่ไม่มีภารกิจก็ชอบดื่มสักสองแก้ว
เจิงเผิงยิ้ม ๆ พอพนักงานเสิร์ฟเดินออกไปแล้ว ก็เริ่มพูดคุยเรื่องคดีกันต่อ
“การมีรูปถ่ายในมือถือ ก็ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญได้จริง ๆ แต่ว่าห่วงโซ่หลักฐานนี้มันก็ยังไม่เพียงพอ” เจิงเผิงวางตะเกียบลง แล้ววิเคราะห์ “มันพิสูจน์ได้แค่ว่าเธอเคยถ่ายรูป แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเธอเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์”
หลี่ฮุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เมื่อเช้านี้อวี๋เวยนั่งแท็กซี่ออกจากบ้าน ถ้าเธอเคยไปที่อันหยางอพาร์ตเมนต์ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเธอจะนั่งแท็กซี่ไปเหมือนกัน เอารูปถ่ายของเธอไปสอบถามที่บริษัทแท็กซี่ดู ไม่แน่ว่าอาจจะได้เบาะแสก็ได้ครับ”
“ความคิดนี้ไม่เลวเลย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเธอเคยไปที่นั่นจริง ๆ ห่วงโซ่หลักฐานก็จะยิ่งแน่นหนามากขึ้น” เจิงเผิงกล่าว
“หัวหน้าเจิงครับ ผมจำได้ว่าที่บ้านของอวี๋เหอเฟิงเหมือนจะมีคอมพิวเตอร์แค่เครื่องเดียว” หานปินเปลี่ยนเรื่อง
“มีอะไรเหรอ?”
“จดหมายขู่กรรโชกกับรูปถ่าย ทั้งหมดถูกคัดลอกลงในยูเอสบี โดยทั่วไปก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำ จดหมายฉบับแรกอวี๋เวยอาจจะใช้คอมพิวเตอร์ของอวี๋เหอเฟิงในการเขียนจดหมายขู่กรรโชก แล้วก็คัดลอกรูปถ่ายในมือถือลงในยูเอสบี” หานปินนึกทบทวน
“ส่วนจดหมายขู่กรรโชกฉบับที่สอง มันถูกเอาไปวางไว้ที่บ้านผู้เสียหายหลังจากที่อวี๋เหอเฟิงถูกจับตัวไป และคอมพิวเตอร์ก็ถูกยึดไปแล้ว พูดอีกอย่างก็คือ จดหมายขู่กรรโชกฉบับที่สอง ไม่น่าจะทำมาจากคอมพิวเตอร์ของอวี๋เหอเฟิง แล้วเธอจะไปทำจดหมายขู่กรรโชกฉบับที่สองที่ไหนล่ะ?”
“บ้านแฟนหนุ่มของเธอเหรอ?” หลี่ฮุยคาดเดา
“ผมว่า วัยรุ่นน่าจะชอบไปร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มากกว่านะครับ” จ้าวหมิงเสนอความเห็นที่แตกต่าง
“ฉันแก่นักหรือไง?” หลี่ฮุยย้อนถาม
“อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระ” เจิงเผิงดุไปหนึ่งที แล้วพูดต่อ “นี่มันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจอะไร เธอก็คงไม่อยากให้แฟนหนุ่มของตัวเองรู้หรอก ความเป็นไปได้ที่จะไปร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มีสูงกว่า”
“ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มีกล้องวงจรปิด ถ้าเธอไปทำจดหมายขู่กรรโชกที่นั่น ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะถูกถ่ายติดไว้” ถึงแม้ที่บ้านของจ้าวหมิงจะมีคอมพิวเตอร์ แต่บางครั้งเวลานัดเพื่อนออกไปเที่ยว ก็ยังชอบไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อยู่ดี เลยค่อนข้างคุ้นเคยกับสถานการณ์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่
เจิงเผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันจะปรับเปลี่ยนหน้าที่ให้ใหม่ หานปินกับหลี่ฮุยไปสืบสวนที่บริษัทแท็กซี่”
“จ้าวหมิงกับเถียนลี่ไปสืบสวนที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แถวบ้านของอวี๋เวย”
“ส่วนฉัน ตอนบ่ายจะกลับไปที่กรม ไปรายงานสถานการณ์ให้หัวหน้าเจิ้งทราบ แล้วก็ไปขอหมายค้นกับหมายเรียกตัว”
“ครับ/ค่ะ”